ผู้เขียน หัวข้อ: 2000 ซูโหย่วเผิง อีก 8 ปีอำลาวงการ  (อ่าน 6371 ครั้ง)

Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 13533
    • ดูรายละเอียด
2000 ซูโหย่วเผิง อีก 8 ปีอำลาวงการ
« เมื่อ: มีนาคม 30, 2012, 11:54:42 AM »


ซูโหย่วเผิง อีก 8 ปีอำลาวงการ

ในช่วงปีที่ผ่านมา ซูโหย่วเผิง ในฮ่องกงเขาดูจะเป็นพระเอกที่ขายดีในทีวีเพราะไม่ว่าจะเป็นทั้ง ATV และ TVB ต่างซื้อหนังของเขามาฉาย เริ่มจาก "เดชเซียวฮื่อยี้" จาก ATV ทางด้าน TVB ก็มีละครเรื่อง "เปี่ยวเม่ยจี๋เสียง" มาเพื่มความคึกคักในขณะเดียวกัน "องค์หญิงกำมะลอ ภาค2" ก็ยังออกอากาศไม่จบ ทำเอาในช่วงไพร์ไทม์ตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึง 5 ทุ่ม ในคืนเดียวผู้ชมของฮ่องกงมีโอกาสได้เห็น ซูโหย่วเผิง ที่มีคาแร็คเตอร์แตกต่างกันถึง 3 เรื่อง


เห็นแบบนี้ถ้าเปลี่ยนมาเป็นทีวีบ้านเราบ้างก็คงจะดีหรอก...คงจะสนุกพิลึก ถ้าหลายๆช่องในบ้านเราจะมีหนัง 3 เรื่องอย่างนี้ที่มีพระเอกคนเดียวกันเล่นมาออกอากาศในเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งดูท่าจะยาก เพียงแค่ตอนนี้ "องค์หญิงกำมะลอ" และเร็วๆนี้ก็มี "เดชเซียวฮื่อยี้" ฉายเพียงแค่นี้ก็นน่ายินดีเหลือหลายจะได้ไม่ต้องแข่งขันกันอุตลุดและอาจทำให้รู้สึกเบื่อกันได้



Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 13533
    • ดูรายละเอียด
Re: 2000 ซูโหย่วเผิง อีก 8 ปีอำลาวงการ
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มีนาคม 31, 2012, 11:12:21 AM »

ทางด้าน ซูโหย่วเผิง เขารู้สึกอย่างไรที่จู่ๆตอนนั้นในฮ่องกงมีละครออกพร้อมกันถึง 3 เรื่อง, "ก็ยังโชคดีที่ละครทั้ง 3 เรื่องไม่ได้ออกอากาศในเวลาเดียวกัน บทที่เล่นก็แตกต่างกัน เรื่อง "เปี่ยวเม่ยจี๋เสียง" เป็นละครสมัยใหม่ค่อนข้างธรรมชาติ ส่วนฮวยบ่อขวยในเรื่อง "เดชเซียวฮื่อยี้" ห่างจากนิสัยจริงของผมอย่างมาก คุณถามผมว่าผมชอบบทไหนที่สุดผมเองก็ตอบไม่ถูกพูดลำบาก"

เมื่อพูดถึงหนัง "เดชเซียวฮื่อยี้" ได้ยินนักแสดงจำนวนมากบ่นว่าหนังโบราณเป็นอะไรที่ลำบากที่สุด แต่ โหย่วเผิง กลับมีมุมมองอีกอย่าง
"อาจเป็นเพราะไม่ชินกับสภาพอากาศ อาหารที่เซี่ยงไฮ้ก็ไม่ถูกปากดังนั้น ช่วงที่ถ่ายทำเรื่อง "เปี่ยวเม่ยจี๋เสียง" ท้องไส้ผมปั่นป่วนมาก 15 วันเต็มๆที่ตื่นขึ้นมายังไม่ได้ทานอะไรแต่ก็ต้องเข้าห้องน้ำก่อน แถมวันหนึ่งเข้าห้องน้ำ 3-4 เที่ยว มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไม่ระวังถูกลมหนาวโกรกปรากฏว่าไข้ขึ้นสูงถึง 40 องศา และเรื่องนี้บททั้งหมดอยู่ที่ผมกับเจ้าเหวย ต่อให้ไม่สบายยังไงก็ต้องถ่าย ดังนั้นในเรื่องนี้ทุกคนจะเห็นว่าผอมมาก"

พริบตาเดียวก็กลายเป็นราชาวงการทีวี โหย่วเผิง คิดจะย้ายฐานมาที่ฮ่องกงหรือเปล่า?

"ถ้าหากมีโอกาส ผมจะพิจารณาที่จะเล่นละครทีวีที่ฮ่องกง แต่ต้องฝึกภาษาจีนกวางตุ้งให้ดีก่อน" ความจริง ATV เร็วกว่าหนึ่งก้าวแล้ว ด้วยการติดต่อเขาให้มาเล่นละครเรื่องใหม่ "เส้าเหนียนหงเหวินติ้ง" แต่เขาบอกตามตรงว่า "เกรงว่าโอกาสที่จะเล่นมีไม่มากนัก เนื่องจากคิวของผมแน่นมาก เริ่มจากเซ็นสัญญาหนังสองเรื่องกับ หวงไป่หมิง และก็มีถ่ายหนังเรื่องหนึ่งพร้อมกลับต้องไปถ่ายละครสั้น 4-5 ตอนที่ไต้หวัน จากนั้นก็น่าจะมีละครเรื่อง "เอียนหวี่หมงหมง" ของ ฉงเหยา ประชันบทกับ เจ้าเหวย, หลินซินหยู และ อู๋ฉีหลง แถมยังต้องเตรียมทำอัลบั้มเพลงชุดใหม่..." พูดได้คำเดียวว่า "ดัง" แต่น่าเหนื่อยแทน

ทางด้านเพื่อนร่วมงานหลังจากออกมาเปิดเผยความในใจ ซูโหย่วเผิง ก็มีโอกาสได้ร่วมงานกับ เจ้าเหวย อีกครั้ง จะรู้สึกเขินหรือเปล่า?

"ถ้าหากทุกคนยังพูดกันต่อไปก็คงจะเขินบ้าง ความจริงความสัมพันธ์ของพวกเราก็ดีอยู่แล้ว ผมมองเจ้าเหวยเหมือนเพื่อนซี้ แต่ถ้าพูดกันมากๆเจ้าเหวยอาจจะคิดว่าโหย่วเผิงเอาฉันมาโปรโมท?"


มีเคลียร์เรื่องนี้กับเจ้าเหวยแบบสองต่อสองหรือเปล่า?

"ไม่มีความจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้ เอาเป็นว่าทุกคนอย่าพูดเรื่องนี้อีกเลยก็โอเคแล้ว"


และเมื่อกล่าวถึง เจ้าเหวย เราเองก็อดไม่ได้ที่จะหยิบเรื่องน่าจี้ของเธอในกองถ่าย "องค์หญิงกำมะลอ" มาเล่าให้ฟังซึ่เหตุการณ์เกิดขึ้นเช้าตรู่วันหนึ่งในโรงแรมที่พักของกรุงปักกิ่งก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย

เนื่องจาก ซูโหย่วเผิง หาเสื้อผ้าของเขาไม่เจอ สถานที่หายไปก็คือในห้องซักรีด สิ่งที่หายไปคือกางเกงยีนส์ 3 ตัว ในตอนนั้นเขาร้อนรนยิ่งนักทุกคนในสายตาของ ซูโหย่วเผิง กลายเป็นผู้ต้องสงสัย

เขาถามหมดทุกคน ซึ่งขณะนั้นรูมบอยกำลังเปลี่ยนเวรกัน เขาได้ยินปุ๊บก็รีบวิ่งไปหารูมบอยที่เพิ่งออกเวรทันที หลังจากพูดคุยสอบถามกันสักพัก รูมบอยเหมือนกับนึกขึ้นได้ จากนั้นก็ตรงไปเคาะประตูห้อง เจ้าเหวย

ตอนนั้น เจ้าเหวย กำลังพับเสื้อผ้าเก็บเข้าตู้ในสภาพสลึมสลือเหมือนเพิ่งตื่น โหย่วเผิง ก็เลยเข้ามาในห้อง และก็เห็นกางเกงยีนส์ 3 ตัวของเขาที่แขวนอยู่ในตู้เสื้อผ้า


เจ้าเหวย ตอบอย่างงงๆว่า "อา...นี่ไม่ใช่กางเกงยีนส์ของฉันนิ่นา " เจ้าเหวยจึงรีบไปใส่แว่น หลังจากตรวจดูแน่ชัดแล้วก็พูดกับ โหย่วเผิง "รูมบอยขนเสื้อผ้าที่ซักเสร็จแล้วมาให้ฉัน ฉันไม่ดูให้แน่ใจ" ที่แท้เป็นความเลินเล่อของรูมบอยเอง โหย่วเผิง มีหรือจะตำหนิ เจ้าเหวย? แต่ผลสรุปเป็นว่าเขาเจอกางเกงยีนส์สุดที่รักของเขาแล้ว เพราะ เจ้าเหวย สายตาสั้นนี่เองจึงมีเรื่องโจ๊กให้ได้อำกันมาจนถึงทุกวันนี้


คราวนี้กลับมาถึงวันของ ซูโหย่วเผิง กันต่อซึ่งคนเราก็แปลกและเวลาดังชื่อเสียงเงินทองก็ไหลมาเทมา ซูโหย่วเผิง เองก็เช่นกัน และเวลาร่วมงานกับดาราสาวก็มักจะมีข่าว "รักกัน" ร่วมงานกับดาราชายก็มักจะมีข่าว "แย่งกัน"

อย่างตอนเล่นเรื่อง "องค์หญิงกำมะลอ" ก็แย่งกับ โจวเจี๋ย เล่นเรื่อง "เดชเซียวฮื่อยี้" ก็แข่งกับ หลินจื้ออิ่ง กับข่าวลือปวดหัวอย่างนี้ ซูโหย่วเผิง ได้แต่ฝืนหัวเราะ "ทุกคนคงคิดว่าผมเป็นคนน่าเบื่อคบลำบาก?"

แต่ความที่ภาพพจน์ "เด็กดี" ของหลินจื้ออิ่ง เข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้คน จึงดูเหมือนว่าเขามีสิทธิที่จะ "ข่ม" โหย่วเผิง ด้วยการแย่งร้องเพลงประกอบละครเรื่อง "เดชเซียวฮื่อยี้" งานนี้ผู้ชมทั่วไปไม่คิดว่า โหย่วเผิง เป็นคนน่าเบื่อหรอกกลับกันต่างรู้สึกสงสารเขามากกว่า...


Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 13533
    • ดูรายละเอียด
Re: 2000 ซูโหย่วเผิง อีก 8 ปีอำลาวงการ
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: เมษายน 08, 2012, 12:04:16 PM »

กลับมาพูดถึงเรื่องข่าวลือกับหลินจื้ออิ่งตอนนั้นผมไม่คิดจะออกอัลบั้มเพลงดังนั้นเพลงประกอบละครจึงให้เขาร้องเป็นธรรมดามีอะไรให้น่าแย่ง? ความจริงแล้วผมก็ไม่ชอบแย่งกับคนอื่นผมมองว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องน่าอาย เอาเป็นว่าผมไม่อาจเข้าไปวุ่นวายกับเรื่องของคนอื่นได้แตาทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด"

ในเวทีเดียวกัน ซูโหย่วเผิง เขายอมรับเคยเจอเหตุการณ์เพื่อนร่วมวงการที่อยากเด่น แสดงอะไรเว่อร์ๆเพื่อเรียกความสนใจ "ถ้าหากการแสดงของเขาไม่เว่อร์เกินไปผมก็ไม่มายด์หรอก แต่ถ้าหากมันเกินขอบเขตและส่งผลกระทบต่อการแสดงของผม โอเคผมจะบีบตัวเองให้ลงไปแข่งกับเขาแน่นอน" เมื่อได้ทีนักข่าวจึงรีบขุดเรื่องที่ โจวเจี๋ย แย่งความเด่นเวลาแสดงแต่ ซูโหย่วเผิง ไม่ลืมที่จะเสริมว่า "คนที่ผมพูดถึงไม่ใช่โจวเจี๋ยแน่นอน"

มาวันนี้ ซูโหย่วเผิง ยืนกรานที่จะยืนในแนวของตัวเอง กับเรื่องของอนาคตดูเหมือนเขาจะมีแผนบางอย่าง? "ตอนนี้ผมได้แต่หวังว่าตัวเองจะทำให้ดียิ่งขึ้น แต่ผมมักจะคิดเสมอว่าตัวเองคงจะอยู่วงการนี้ไม่นาน ทางที่ดีที่สุดคือถอนตัวออกจากวงการเมื่อถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกคนมีความทรงจำที่ดีที่สุด"

เวลาที่เหมาะสมที่สุด โหย่วเผิง ให้คำจำกัดความว่าคือก่อนอายุ 35 ปี "ตอนนี้ผมอายุ 27 ปี ผมคิดว่าตัวเองจะอยู่ได้นานขนาดไหน? ตอนนี้ผมยังสามารถออกอัลบั้มเพลงและยังหวังที่จะได้เล่นหนัง แต่ถ้าวันใดผมไม่หวังอะไรแล้วและไม่มีเป้าหมายใดๆอีก รวมทั้งผู้ชมก้ไม่รู้สึกว่าผมมีความแปลกใหม่อะไรแล้วจะทู่ซื้ออยู่วงการต่อไปทำไม?"


ส่วนเรื่องความรักเขามองว่ามีโอกาสได้เป็นแฟนเป็นเรื่องที่น่าหวงแหนมาก แต่เพราะบาดแผลจากความรักคราวก่อนมันฝังใจเขามาก โหย่วเผิงเล่าให้ฟังว่า

"หลายปีก่อนรู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่ง เราคบกันเป็นแฟนรวดเร็วมากแต่หลังจากนั้นปีกว่ากลับผบว่าลับหลังผม เธอทำเรื่องที่ไม่ดีไม่งาม ตอนนั้นผมพยายามทำใจเย็นเพื่อกอบกู้ความรักคืนมา แต่ในใจบอกกับตัวเองว่า "ขอโทษความรักจะมาแบ่งบันกับคนอื่นไม่ได้" สุดท้า่ยในสภาพที่ไม่มีทางเลือกก็ได้แต่แยกทางด้วยความช้ำใจเนื่องจากเชื่อใจเพื่อนหญิงมากเกินไปจึงถูกเ้ธอหักหลังความรู้สึกนี้มันอยากจะบรรยายจริงๆ"

พูดถึงความรักครั้งนั้น ซูโหย่วเผิง เล่าให้ฟังว่า "ความรักมักมีแต่ความหวานชื่นมีคุณค่าในความทรงจำ แต่หลังจากแยกทางก็ไม่ได้ติดต่อกับอีกฝ่ายเลย การจะเปลี่ยนจากคนรักเป็นเพื่อนมันยากลำบากจริงๆ บางคนอาจมองว่าผมจิตใตคับแคบแต่ว่าเธอคนนี้ให้ความรู้สึกที่แย่มากกับผม นิสัยก็แย่เธอไม่มีค่าพอที่ผมจะจดจำหลังแยกทางผมไม่อยากคิดถึงเธอเลย เพราะรังแต่จะส่งผลกระทบต่องาน และตัดใจไม่ติดต่อกับเธออีกเป็นดีที่สุด"


"มือที่สาม" เป็นบทบาทที่น่ารังเกลียดมากในทุกๆความรักที่มีอยู่ในโลกหลายคนต่างโยนความผิดไปที่ "มือที่สาม" แต่เมื่อซูโหย่งเผิงได้เจอกับมือที่สาม เขากลับมีความเห็นอีกอย่าง โหย่งเผิง บอกว่า "มีโอกาสได้เจอเขาคนนั้น ตอนแรกนึกว่าตัวเองจะเหมือนกับพระเอกในหนังเข้าไปต่อยหน้าเขาสักที ทว่าพอไดเ้เจอกับเขาจริงๆในใจคิดว่าต่อยเขาไปก็แก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ อีกอย่างความผิดไม่ใช่เขาแต่เพื่อนหญิงของเราเองความโกรธเกลียดก็มลายหายไปทันที แล้วก้ปลอบใจตัวเองว่า "ช่างเหอะไหนๆก็ไหนๆปล่อยพวกเขาไปเถอะ"

เพราะบุคคลที่สามเข้าไปมาในชีวิต ทำให้ ซูโหย่วเผิง โทษตัวเองว่าไม่มีเวลาให้เพื่อนหญิง ความเสียใจทำให้เขาระบายออกด้วยการร้องไห้แต่หลังจากร้องไห้แล้วเขาก็คิดได้ไม่ยึดติดกับความรักครั้งนั้อีก "(ผมไม่กล้าบอกว่าตัวเองเป็นผู้เสียหายจากความรักของของคนอื่นก็คือของคนอื่น ต่อให้แย่งคืนมาก็อยู่กับเราไม่นาน ความรักก็เช่นกัน มือที่สามยังเป็นสิ่งที่น่าละอาย ไม่มีใครยอมรับแต่ตัวเราเองที่เป็นผู้เสียหายก็ต้องมองจากอีกมุมหนึ่ง ทำไมเพื่อนหญิงถึงถูกคนอื่นแย่งไปดังนั้นผมไม่ยอมที่จะเป็นมือที่สามแน่นอน"

เมื่อรักผู้หญิงคนอื่นก็เหมือนกับความรักที่เกิดขึ้นในยามอาทิตย์อัสดงแม้จะงดงามและโรแมนติก แต่ไม่นานมันก็จะมืดมิดและอับแสงในที่สุด