ผู้เขียน หัวข้อ: 2003 ซูโหย่วเผิง:อย่าเรียกผมเสี่ยวไกวอีก  (อ่าน 6342 ครั้ง)

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1307
    • ดูรายละเอียด
<a href="http://w184.photobucket.com/pbwidget.swf?pbwurl=http%3A%2F%2Fw184.photobucket.com%2Falbums%2Fx178%2Falec_002%2F3b09d940.pbw" target="_blank" class="new_win">http://w184.photobucket.com/pbwidget.swf?pbwurl=http%3A%2F%2Fw184.photobucket.com%2Falbums%2Fx178%2Falec_002%2F3b09d940.pbw</a>

ซูโหย่วเผิง :อย่าเรียกผมเสี่ยวไกวอีก

20 ปีก่อน เสือน้อยสามตัว(วงเสี่ยวหู่ตุ้ย)ที่ต่างไสตส์ได้ทะลุเข้ามาสู่สายตาพวกเรา พวกเราเยาว์วัยไร้ศัตรู จิตใจปราดเปรียวได้บีบบังคับเราให้คล้อย ชั่วระยะเวลาอันสั้นได้พัดลมเสี่ยวหู่ตุ้ยแห่งเอเซีย

เริ่มจากเวลานั้น คนหนึ่งที่เคยมีนามว่า “เสี่ยวไกว” ผู้เป็นชายที่น่ารักได้ทะลวงเข้าไปในสายตาของทุกคน และได้ทะลวงเข้าไปในใจของคนอย่างนับไม่ถ้วน ช่วงเวลาเดียวก่อกวนน้ำฤดูใบไม้ผลิตหนึ่งบ่อ ยากจะลืมผู้ร้อง "เพลงชิงผิงกว่อเล่อเหยียน" อย่างเขา อาจจะในเวลานั้นเขาคลุมเคลืออย่างยิ่ง แต่เป็นความคลุมเคลืออันนั้นให้พวกเราได้ตัวตนแท้จริงของเขา

นับทางบันเทิงนานร้อยปีอย่างละเอียด มีสักกี่คนให้ความแท้จริงแก่พวกเรา อย่างอื่นก็ไม่เอ่ยถึง อย่างน้อย "ซูโหย่วเผิง" ก็ได้เป็นตัวตนแท้จริงของตัวเองมาตลอด ไม่อย่างนั้นเขาก็ไม่จำต้องพยายามพิสุจน์ตัวเองอย่างสุดๆ พยายามหลุดพ้น “ไกวไกวหู่” ฉายานี้ กลับทำงานที่หนักที่ไม่ได้รับคำชม เขาสามารถแสร้งทำเป็นไกว(เด็กดี)ของเขาพึ่งจะได้รับการชื่นชอบจากผู้ชมมากกว่านี้ มาเสพความสบายชื่อเสียงที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ จำเป็นด้วยหรือ?

ใยจะต้องเพื่อกับพวกอันคำที่เรียกว่า “ทำตัวเอง” ประเภทของคำพูดที่เลื่อนลอยจนทำให้ตัวเองเปลี่ยนไปจนไม่สามารถที่จะทนไหว รับความกดดันที่มากมายกับคำตำหนิล่ะ? ผมคิดว่า นี่ก็เพราะเขาคือ "ซูโหย่วเผิง" เขาไม่ชอบเสแสร้ง พูดอย่างจริงๆว่า ธาตุแท้ของเขาก็คือเสแสร้งไม่เป็น เขาเองก็ไม่น่าจะเสแสร้ง แน่นอนเขาก็เข้าใจระเบียบของแวดวงที่เขาอยู่ แต่เขาก็ยอม “เข้าดินเลนแต่ไม่ถูกกลืน” ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าหลังเขาปล่อยธาตุแท้ของการทรยศแล้วจะได้รับอะไร ?

สิ่งเหล่านี้เขาไม่เป็นไร ที่จริงก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ใส่ใจเลย(แคร์) แต่ไม่ใช่เป็น "ซูโหย่วเผิง" ที่ทุกคนจิตนาการณ์ไว้ ยืนยันตนเองจะทุ่มเท การทุ่มเทของเขานั้นก็คือการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและผะอืดผะอมในเวลานั้น แต่น่ายินดี "ซูโหย่วเผิง" ทนผ่านมาแล้ว ใช้ใบหน้าที่เปลี่ยนใหม่หมดปรากฏต่อหน้าทุกคน ครั้งนี้ บุคคลทั่วไปจะไม่เรียกเขาว่า “เสี่ยวไกว”(เด็กดี) และก็จะไม่เรียกเขาว่า “ซูโหย่วเผิง” แต่เป็นคำหนึ่งที่รู้สึกใกล้ชิดอย่าง “อู่อาเกอ”(พี่ห้า) แม้ว่า “อู่อาเกอ” ให้เขาหลุดพ้นในช่วงเวลาที่ตกหลุมแล้วผะอืดผะอมไป แต่ก็เชื่อว่าจะกระทบในหัวใจของเขาอีกครั้ง ถึงแม้ความใฝ่ฝันจะหยิบขึ้นมาเปิดหนทางแห่งศิลปิน แต่ใจขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกได้ว่าการจะพิสูจน์ตัวเองนั้นเป็นการสิ่งที่ยากมาก

เป็นตัวของตัวเองนั้นก็ยากจริงๆ ให้คนอื่นเรียกชื่อของเขาโดยไม่ให้ผิดนั้นก็ยิ่งยาก คนที่สนใจ "ซูโหย่วเผิง" นั้นก็สังเกตได้ทุกครั้งที่ทักทายกันก็จะพูดคำหนึ่งที่ง่ายๆ “สวัสดีทุกๆคน ผมชื่อ "ซูโหย่วเผิง” นี่เป็นการเตือนของเขาต่อทุกคน เขาไม่ใช่ “ไกวๆหู่” ไม่ใช่ “อู่อาเกอ” เขาคือ “ซูโหย่วเผิง” “ไกวๆหู่” กับ “อู่อาเกอ”ล้วนเป็นเพียงแค่ไฟสารแมกนีเซี่ยมของตัวเขา ซูโหย่วเผิง ถึงจะเป็นตัวตนของตัวเอง



แน่นอน ตัว โหย่วเผิง กับ อู่อาเกอก็มีความเหมือนกันอยู่บ้าง ยกตัวอย่าง พวกเขาล้วนเป็นผู้มีจิตใจงามทั้งมีความลึกซึ้ง ชีวิตรักของโหย่วเผิงเป็นดั่งเส้นหมี่อย่างนั้น ยากจะไปวิจารณ์ โดยแก่นแท้แล้วจะต้องเหลือบริเวณที่จะสามารถให้จิตใจของเขาได้หายใจ พวกเราไม่สามารถคาดเดามั่วๆ เพียงให้เขามีความสุขก็พอแล้ว ส่วนจิตใจที่งามของเขา ผมคิดว่าผมมีคุณสมบัติพอที่จะวิจารณ์ หลายปีนี้ โหย่วเผิงทุ่มเทกับงานกุศลแม้จะพูดได้ว่าดาราศิลปินทำการกุศลเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ต้องดูท่านที่ในใจตัวเองของเขา เหมือนอย่างการทำสวยวิจิตร โหย่วเผิงใช้กำลังความคิดมากมายของตัวเองไปทำสวยวิจิตร เช่นนั้นสุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือใคร ไม่ว่าเป็นใคร จะไม่เป็นตัวเขาเองอย่างแน่นอน แต่เขาก็ยังดำเนินการสวยวิจิตรไปให้ถึงที่สุด ยังสวยวิจิตรอย่างงาม การมองของตัวเขาเองแล้ว “การให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” งั้นก็ให้พวกเราอวยพรเขาจบการทำสวยวิจิตรอย่างสมบูรณ์

20 ปี จะว่าสั้นก็ไม่สั้น ยี่สิบปีเปลี่ยนไปหมดแล้ว ใบหน้าของซูโหย่วเผิงนั้นเป็นผู้ใหญ่ขึ้นทุกวัน ใคร่ครวญเป็นผู้ใหญ่ขึ้นทุกวันแต่จิตใจที่แท้จริงดวงนั้นก็ยังเหมือนเดิม เชื่อว่าแฟนๆเพื่อนๆที่ติดตามเขามานานหลายปีไม่ใช่ใบหน้าที่ดีของเขาอย่างเด็ดขาด พูดตามจริง ในวงการบันเทิงนั้นก็มีดาราหน้าใหม่อยู่ทุกวัน อยากได้พวกหล่อๆนั้นมีมากจริงๆ นอกจากหน้าตาแล้ว สำคัญที่สุดก็คือดวงจิตใจ หวังว่าอีกยี่สิบปีต่อไปของโหย่วเผิงนั้น จะอยู่เพื่อตัวเอง อย่ารู้สึกว่าติดหนี้คนอื่นทั่วไปหมด อย่าให้ตัวเองยังมีชีวิตอยู่อย่างแคร์ความรู้สึกคนนั้นคนนี้อีก จะต้องคิดเพื่อตัวเองให้มากๆ บางครั้งก็โกรธคุณจริงๆ ดีต่อทุกคน แต่ไม่ดีต่อตัวเอง จำไว้ ทีหลังอย่ารู้สึกไม่เสียใจต่อตัวเอง ไม่อนุญาตเกิดการขัดแย้งกับความคิดของตัวเอง ต้องรักตัวเองให้มากหน่อย ดีไหม สุดท้าย ก็ยังยากจะหลีกเลี่ยงที่จะอวยพรตามประเพณีว่าให้คุณยิ่งอยู่ยิ่งดี คำพูดเป็นหมื่นๆคำมันอยู่ในการไม่พูด

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1307
    • ดูรายละเอียด
Re: ซูโหย่วเผิง:อย่าเรียกผมเสี่ยวไกวอีก
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 25, 2010, 07:09:10 PM »
<a href="http://w184.photobucket.com/pbwidget.swf?pbwurl=http%3A%2F%2Fw184.photobucket.com%2Falbums%2Fx178%2Falec_002%2F324bf412.pbw" target="_blank" class="new_win">http://w184.photobucket.com/pbwidget.swf?pbwurl=http%3A%2F%2Fw184.photobucket.com%2Falbums%2Fx178%2Falec_002%2F324bf412.pbw</a>


เคยเห็นคนที่รอคอยหลายครั้ง สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมก็คือครั้งนี้มีเพียงฉันกับเขา พูดคุยกันตัวต่อตัว ฉันตั้งหวังจะบอกซูโหย่วเผิงให้ทุกคนอย่างแน่ชัด

เขาโทรศัพท์มาว่าบนถนนรถติด เวลานี้คู่หนุ่มสาวในร้านการแฟยังไม่เยอะ คนในแต่ละที่นั่งเห็นได้ว่ามาคนเดียว ผมมองคนที่อยู่ข้างนอกหน้าต่างต่อ จากการแต่งตัวของพวกเขา สีหน้า ทายว่าพวกเขามีอาชีพอะไร พวกเขาจะไปไหน ทันใดรู้สึกว่าทุกคนล้วนมีเอกลักษณ์ของตัวเอง

ซูโหย่วเผิงมาแล้ว นี่ไม่ใช่เสี่ยวไกวที่คุณสนิทแน่นอน จากภาพพจน์ ผมเพ้าไว้ยาวแล้ว ย้อมเป็นสีทอง ใบหน้าสีน้ำตาลที่แข็งแรง คอเสื้อสเวตเตอร์ขนสัตว์ที่หรู การเกงยีนส์ที่ใส่อย่างหลวมๆ

โหย่วเผิงนั่งอยู่ตรงหน้าฉัน ยังบังกระจกติดพื้น ผู้คนที่อยู่นอกกระจกก็สามารถเห็นเขา

“พวกเราเสือเล็กสามตัวล้วนโตๆกันแล้ว”

ก่อนสัมภาษณ์สองสามวัน โหย่วเผิงพึ่งเสร็จคอนเสริตของตัวเองที่เซี่ยงไฮ้ ดังนี้ลักษณะของเขาล้วนเขียนไปด้วยร่องรอยของคอนเสริต ทรงผมไว้เพื่องานคอนเสริต สีผิวก็ตากแดดเพื่องานคอนเสริต รูปร่างก็ฟิตเพื่องานคอนเสริต พูดกันว่าเพื่อจะให้มีกล้ามที่เป็นมัดๆกว่านี้ ซูโหย่วเผิงกินแต่ไข่เป็ดต้มหนึ่งเดือน ตลอดจนจิตใจไม่ดี

คอร์นเสริดที่เซี่ยงไฮ้เป็นก้าวแรกเขา...เวทีครั้งแรกของโหย่วเผิง นอกจากนี้ยังมีความหมายอีกอย่างหนึ่งต่อเขา ก็คือตลอดเวลาที่เขาอยากจะบอกกับทุกคนชูธาตุแท้จริงๆของโหย่วเผิงเป็นอย่างไร “ภาพพจน์ที่พวกคุณมีต่อผมคือหยุดอยู่ตรงภาพพจน์ในวงเสี่ยวหู่ตุ้ยนั้นตลอด ผิด ซูโหย่วเผิงในตอนนี้ไม่ใช่ไกวๆในสมัยเสี่ยวหู่ตุ้ยเด็ดขาด แน่นอนตอนหลังก็ยังไม่ใช่ อู่อาเกอ กับ ตู้เฟย สิ่งเหล่านี้ก็ไม่สมบูรณ์พอ ซูโหย่วเผิงในคอร์นเสริด ไม่มีอะไรมาจำกัด อยากจะทำอะไรก็ทำอะไร สิ่งที่ออกมานั้นล้วนเป็นตัวตนของตัวเอง
ในคอร์นเสริดยังมีความพิเศษซึ่งของสภาพการณ์ ก็คือเสือน้อยสามตัวรวมอยู่ด้วยกันอีก เป็นซูโหย่วเผิงเป็นคนบอกกับผมว่านี่เป็นการรวมตัวกันครั้งแรกอีกหลังเจ็ดปี “ผมไม่สามารถให้ภาษามาบรรยายความรู้สึกในการพบกันของพวกเรา อย่างเช่นว่าบนเวทีพวกเรามีน้ำตาคลอเบ้า หรือยังพูดได้ว่าภาพในอดีตยังติดตา โหย่วเผิงนั้นได้พบอู่ฉีหลงกับเฉินจื้อเผิงก่อนวันซ้อมหนึ่งวัน “ขณะที่พวกเขาเดินเข้ามานั้น แป๊บเดียวผมก็ไฮแล้ว แน่นอนมันตื่นเต้นมากๆ “ไฮ” คือการเจอกันอีกครั้ง เป็นทางเดียวที่ให้ความรู้สึกอย่างชัดเจนของซูโหย่วเผิง

ในสายตาของโหย่วเผิง พวกเขาสามคนล้วนเป็นผู้ใหญ่แล้ว “ฉีหลงอ้วนขึ้นนิดๆ จื้อเผิงก็ไว้หนวดคราว”


<a href="http://w184.photobucket.com/pbwidget.swf?pbwurl=http%3A%2F%2Fw184.photobucket.com%2Falbums%2Fx178%2Falec_002%2Fcfa80ba4.pbw" target="_blank" class="new_win">http://w184.photobucket.com/pbwidget.swf?pbwurl=http%3A%2F%2Fw184.photobucket.com%2Falbums%2Fx178%2Falec_002%2Fcfa80ba4.pbw</a>


“ผมจะไม่เป็นนักเรียนที่สมบูรณ์แบบ”

ภาพที่เสือน้อยสามตัวที่อยู่ด้วยกัน นำเอาความจำของเราไปสู่เมื่อวาน ปี 1973 ปีเกิดของซูโหย่วเผิง ปีนี้อายุสามสิบ(30) เป็นวัยเดียวกัน พวกเราได้เดินผ่านวันเวลาไปกับเสี่ยวหู่ตุ้ย

อายุ 15 ผมเป็นนักเรียนมัธยมปลายธรรมดาคนหนึ่ง เสี่ยวหู่ตุ้ยได้ดังไปทั่งไต้หวันและจีน ผมจำได้อย่างชัดเจนตอนนั้นต่างคนต่างมีภาพและสติ๊กเกอร์ ไกวๆหู่ในภาพให้ความทรงจำที่ฝังใจที่สุด โหย่วเผิงบอกว่าตัวเขาในตอนนั้นเดียงสาและเขินอาย

วัยเยาวชนชื่อดัง โหย่วเผิงกลายเป็นนักเรียนที่สมบูรณ์แบบในใจของผู้คน ช่วงหนึ่งเพื่อมีสเถียรภาพเขาได้พยายาม ความเครียดก็ได้พลุตามมาด้วย ก็มีความรู้สึกว่าการเรียนกับการแสดงไม่สามารถทจะทำพร้อมกันไปได้ บริษัทเรียกผมไปทำงานปุ๊บ ในใจก็เต็มไปด้วยไฟ ตะโกนว่า ผมจะเรียนหนังสือ อย่ามากวนผม โหย่วเผิงเลียนเสียงทำนองที่ลากในสมัยนั้น ฉะนั้นเขากับโรงเรียนและบริษัทก็มีช่วงห่างบริษัทรู้สึกว่าเขาไม่ค่อยเอาจริงเอาจัง โรงเรียนก็รู้สึกว่าเขามีการงานเยอะเกินไป ต้องลาบ่อยๆ โหย่วเผิงบอกว่าในตอนนั้นเขาไม่รู้จริงๆว่าการงานคืออะไร และยังไม่รู้สึกว่าตังเอง เดือดเกินไปแล้ว

ม.4 ม5 การบ้านของเขาค่อนข้างไม่ดี สอบติดมหาลัยนั้นเป็นการต่อสู้ในปี ม 6 ทั้งปีของเขา เพื่อเป้าหมายอันนี้ เขาได้หยุดงานของเขาหนึ่งปี ตั้งใจอ่านหนังสือ คิดขึ้นมาแล้วในตอนนั้นเขาลำบากมากเหมือนกัน ตอนหลังโหย่วเผิงได้เข้าเรียนมหาลัยที่ไต้หวันสายการช่าง นี่เป็นสายวิชาที่ต้องมีเกรดดีถึงเรียนได้ แท้จริงตอนนั้นเขาไม่ได้คิดดูว่าชอบหรือไม่ ความมุ่งมั่นปราถนาอันแรงกล้าคือจะต้องสอบให้ได้เกรดดี จะเรียนสายอาชีพที่นิยม อย่างนั้นถึงจะรู้สึกว่าเมื่อเดินบนถนนแล้วจะไม่มีใครมาถมน้ำลายใส่ (ดูถูก)

โหย่วเผิงกล่าวว่า เขาน่าจะเป็นเหยื่อสังเวยของระเบียบบางอย่าง เพราะหลังจากที่ได้สัมผัสวิชาชีพเฉพาะด้านนี้แล้ว ถึงจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีใจรักในด้านนี้สักนิดเลย จะต้องไปทำแผงผังกับเครื่องจักรตลอดวัน “ผมนึกถึงการเปลี่ยนคณะ ไปเรียนบริหารธุรกิจ นี่ก็เท่ากับว่าผมต้องเปลี่ยนจากคณะพวกชีววิทยาไปเป็นคณะศิลปศาสตร์ บริหารก็เป็นคณะหนึ่งที่นิยมมากของวิชาชีพ คะแนนเฉลี่ยนต้องถึงเก้าสิบถึงจะเปลี่ยนได้ คะแนนเฉลี่ยของผมแค่เจ็ดสิบห้าคะแนน แน่นอนเปลี่ยนไม่ได้ ฉะนั้นผมเลยตกอยู่ในสภาพที่ผะอืดผะอม อีกด้านหนึ่งเขาได้ลงหน่วยกิตวิชาบริหารไปด้วย แต่ทางโน้นก็ไม่ยอมรับ อีกด้านหนึ่ง วิชาชีพนี้ไม่มีคะแนนก็ไม่สามารถจบได้"

“ตอนนั้นในทันใดผมมีข้อสงสัยอย่างนี้ ผมได้อ่านหนังสืออย่างจริงจังอย่างนี้ ก็เพื่อสร้างภาพไกวๆหู่ในใจของทุกคน หรือว่าเรียนเพื่อตนเอง ตอนนั้นคนอื่นดูผมเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ ทั้งเรียนหนังสือเก่ง ทั้งทำงานเป็น อาจพูดได้ว่า การงานของผมในระดับหนึ่งนั้นสร้างอยู่ในการเรียนของผม แต่การงานที่มากมายนั้นทำให้ผมไม่สามารถที่จะทำการบ้านให้ดี ผมหาความสมดุลของทั้งสองไม่เจอ ตอนมหาลัยปีที่สาม ซูโหย่วเผิงพักการเรียนไปแล้ว