ผู้เขียน หัวข้อ: ซูโหย่วเผิง ใครว่าผู้ชายคนนี้ร้องไห้ไม่เป็น  (อ่าน 3796 ครั้ง)

prattana

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4549
    • ดูรายละเอียด

prattana

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4549
    • ดูรายละเอียด
Re: ซูโหย่วเผิง ใครว่าผู้ชายคนนี้ร้องไห้ไม่เป็น
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2013, 02:40:11 PM »
8/1ซูโหย่วเผิง ใครว่าผู้ชายคนนี้ร้องไห้ไม่เป็น>>ทุกคนก็ต้องเคยผ่านความเสียใจกันบ้างไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ตาม แต่ละคนก็มีทางระบายความเจ็บปวดของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น หนุ่มคนนี้ก็เช่นกันไม่ใช่ว่าเขาจะมีแต่ความสุขอย่างเดียว ครั้งหนึ่งเขาก็เคยผ่านความเจ็บปวดอย่างชนิดที่ว่าไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเองได้ สุดท้ายเขาก็พบว่าน้ำตาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเขาสำหรับการแก้ปัญหาครั้งนั้น>>เคยเจอกับข่าวที่ว่ามือที่สามมาแล้วนิ//"จริงแล้วเรื่องของความรักเป็นเรื่องของคนสองคนที่มีความผูกพันธ์กันทางจิตใจการที่มีบุคคลที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้องนั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับความรักของตัวเองนะ มีหลายคนที่พอเจอกับเรื่องนี้ก็ทำให้เกลียดชังกันไปเลย ผมเองก็เคยเจอกับคนที่เป็นมือที่สามแบบบังเอิญ ตอนแรกก็คิดว่าตัวเองจะเหมือนกับพระเอกในละครที่จะต้องต่อยกับเขาสักหมัดให้หายเจ็บใจ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ผมกลับไม่คิดแบบนั้น การชกต่อยไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้กลับกันคนที่ผิดในเรื่องนี้ไม่ใช่เขาแต่เป็นแฟนของเราเองต่างหากที่ปันใจให้เขาเอง ความโกรธแค้นและความโมโหทั้งหมดก็พลอยหายไปด้วย หลังจากนั้นผมก็มานั่งคิดเรื่องนี้อยู่คนเดียวเป็นวันๆ ว่าจะทำยังไง สุดท้ายก็คิดว่า "ช่างเถอะ!จะโกรธทำใม ปล่อยพวกเขาไปเถอะ">>คุณคิดว่าสิ่งที่ทำให้เธอเปลี่ยนไปคืออะไร// "จริงอยู่ที่ผมอาจจะไม่ค่อยมีเวลาให้เธอเท่าไหร่นัก เพราะผมเองก็ต้องทำงาน แต่การที่มีมือที่สามเข้ามานั้นเหมือนกับการแทรกซึมเข้ามาในระหว่างเราทีละน้อย จนทำให้เราแทบจะไม่รู้สึกว่าความรู้สึกของแฟนเรานั้นเปลี่ยนไป หลายครั้งที่พอผมว่างจะนัดเขาไปไหนมาไหนเหมือนแต่ก่อน เขาก็ไม่มีเวลาให้กับผมเองเพราะว่ามีนัดกับอีกคนหนึ่งแล้ว">>เคยร้องไห้บ้างมั้ย//"การระบายที่ดีของคนเราทุกคนไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ผมว่าการร้องไห้นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด อย่างน้อยก็ลดความกดดันภายในจิตใจของเราลงไปบ้าง ระบายความเจ็บปวดภายในให้ออกมาโดยไม่ต้องไปบอกกับใครว่าเราเจอกับอะไรมา อย่างน้อยการให้เวลากับตัวเองก็เป็นสิ่งที่จะชดเชยความรู้สึกของเราได้ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าเราไปเจอเพื่อนฝูงไปเล่าให้เขาฟัง ผมว่านะมันก็ไม่ได้ทำให้ดีขึ้นหรอกเพราะอะไร...ก็เรื่องนี้มันเป็นความรู้สึกที่ละเอียดยิ่งพูดก็ยิ่งเหมือนกับตอกย้ำตัวเองมากกว่า ซึ่งคนที่เจ็บมากขึ้นก็คือตัวเองน่ะซิ หลังจากที่ผมร้องไห้แล้วก็เริ่มจะคิดได้ไม่รู้สึกสับสนอะไรอีก"

8/2>>คิดอย่างไรกับคนที่เป็นมือที่สามคะ// "ผมก็ไม่กล้าที่จะพูดว่าตัวเองเป็นผู้ที่ได้รับความเจ็บปวดจากความรักรู้เพียงเรื่องนี้มันมีผลกับตัวเองและคนอื่นด้วย ของๆ คนอื่นก็ต้องเป็นของคนอื่น ถึงจะแย่งกลับมาก็อยู่กันได้ไม่นานหรอก ความรักก็มักจะเป็นซะแบบนี้บุคคลที่ 3 ก็ต้องเป็นคนที่รู้สึกผิด อย่างน้อยเขาก็น่าจะรู้สึกละอายใจบ้างไม่ได้รับการยอมรับจากคนอื่นๆ ที่รู้เรื่องนี้ ฟังดูเหมือนกับผมจะเกลียดกับคนที่เป็นมือที่สามมากใช่มั้ยล่ะ อยู่แล้วใครไม่โดนก็ไม่มีวันเข้าใจหรอก เพราะบาดแผลครั้งนี้ที่ได้รับมันจะถูกเก็บไว้ในความรู้สึกของผมไปอีกนาน เพียงแต่มุมมองจะเปลี่ยนไป ผมเคยถูกคนอื่นแย่งแฟนของตัวเองไปแล้วก็จะเข้าใจความรู้สึกของคนที่เป็นแบบนี้ดี ดังนั้นผมจะไม่เป็นมือที่สามของใครเด็ดขาด">>ให้นิยามกับเรื่องนี้อย่างไรคะ//"แฟนเราที่ไปรักคนอื่นก็เหมือนกับความรักยามพระอาทิตย์ตก แม้ว่าจะสวยงามและโรแมนติกแต่กลับไม่สามารถอยู่ได้ยั่งยืนและจรัสแสงได้">>โอ้โห! ฟังดูเหมือนกับบทกวีบทหนึ่งเลยนะคะ แต่เป็นคำพูดที่ได้ยินแล้วเข้าใจถึงความรู้สึกของคุณได้เลยว่าเป็นอย่างไร ผ่านเรื่องเศร้าๆ กันแล้วเปลี่ยนมาคุยเรื่องอื่นบ้างดีกว่า งานเพลงชุดใหม่เป็นอย่างไรบ้างคะ// "ผมห่างจากการทำงานเพลงมาได้ 5 ปี เรียกว่าเป็นเวลาที่นานนะ ผลงานเพลงชุดนี้ "หนี่ช่วยปู้ช่วยเล่อ" ผมตั้งใจทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อเป็นการขอบคุณแฟนเพลงและแฟนละครที่ให้การต้อนรับผมอย่างดี ซึ่งก็ได้เปลี่ยนภาพของตัวเองที่เกินความคาดหมายของทุกคน การสร้างภาพลักษณ์ก็จะไม่เหมือนกับที่วางไว้เหมือนกับที่ผ่านๆ มา การสร้างบุคลิกและภาพลักษณ์นี้ได้อาศัยแนวของเพลงและนิสัยส่วนตัวของผม ทรงผมสั้นๆ ยุ่งๆ ดูสบายๆ เสื้อผ้าที่เป็นสีพื้น การตัดเย็บที่ดูเรียบง่ายพอดีตัว แสดงออกถึงความเป็นจริงที่เป็นธรรมชาติและไม่เสแสร้ง เพราะปกติผมก็มักจะแต่งตัวแบบนี้ ดังนั้นในงานเพลงนี้การทำ Stylist นั้นจะเห็นเสื้อผ้ามากมายที่เป็นของผมเอง ไม่ว่าจะเป็น ดนตรี เสื้อผ้าหรือว่านิสัยก็ถือว่าเป็นการตั้งใจในการทำงานชิ้นนี้ของผม"

8/3 >>เงียบหายไปหลายปีพอกลับมาอีกรู้สึกอย่างไรบ้างคะ// "จริงอยู่ว่าเมื่อตอนที่ผมห่างจากวงการบันเทิงไปพักหนึ่งชื่อเสียงของผมก็ดูจะเงียบไปด้วยเพราะผมไม่มีผลงานอะไรออกมาเลยแต่พอจบละครเรื่อง "องค์หญิงกำมะลอ" เท่านั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ตารางเวลาของผมแน่นเอี๊ยดในทันที งานโชว์ตัว และงานโฆษณาทั้งหลายก็วิ่งเข้ามาแบบจัดเวลาให้ไม่ทัน ช่วงที่พอจะเริ่มเคลียร์คิวต่างๆ ได้ผมก็เริ่มจะหันมาทำงานเพลงอีก โดยครั้งนี้ผมบันทึกเสียงอัลบั้มใหม่นี้ที่ไต้หวัน ประจวบกับผมมีงานละครเรื่อง "ฉิงเซินเซิน หวี่หมงหมง" ด้วยก็ทำให้ผมได้เจอกับเพื่อนๆ ที่เคยทำงานร่วมกัน ก็สนุกดีครับ">>ได้เห็นโฆษณาของคุณหลายชิ้นแต่ที่ชอบก็เป็นของ converse ที่ดูว่าคุณพรีเซ้นต์สินค้าออกมาได้ดูดีกว่าตัวอื่นๆ // "เพราะผมชอบเล่นกีฬาก็เลยทำให้ภาพที่ออกมาดูเป็นธรรมชาติมากกว่า แต่ก็มีหลายคนบอกกับผมแบบนี้เหมือนกัน ซึ่งงานนี้ได้เซ็นต์สัญญากับตัวแทนของบริษัท converse ที่กวางเจาเป็นเวลา 1 ปี ในงานเซ็นต์สัญญาก็ถือว่าเป็นงานแถลงข่าวไปเลย ผลตอบรับกลับมาก็ดีมากๆ ครับ แฟนๆ ที่นั่นก็เดินทางมาร่วมงานด้วย แล้วก็ยังมีแฟนๆ ที่ฮ่องกงมาด้วยเหมือนกัน"

 8/4>>จุดเด่นอะไรในตัวคุณที่ทำให้เอเจนซี่มักจะเลือกคุณเป็นพรีเซ็นเตอร์อยู่บ่อยๆ//"ในความคิดของผมน่ะครับ ทุกคนจะเห็นว่าผมค่อนข้างจะแข็งแรง สดใสและมีความทันสมัย ให้ความสนใจกับเทคโนโลยีต่างๆ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมมองว่าเป็นจุดเด่นของตัวเองที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ ก็ได้">>คุณวางแผนสำหรับอนาคตไว้อย่างไรบ้างคะ// "ผมก็เดินทางไปตามทางของตัวเองต่อไป ขั้นแรกผมหวังว่าการแสดงยิ่งเล่นก็ยิ่งดี แต่ก็รู้สึกบ่อยๆ ว่าจะอยู่ในวงการไม่ได้นาน มาคิดว่าจะดูเวลาดีๆ แล้วก็ค่อยก้าวออกจากวงการนี้ในช่วงที่กำลังรุ่งและทุกคนก็ได้จดจำสิ่งดีๆ เกี่ยวกับผมไว้ด้วย เวลาที่ดีที่สุดสำหรับผมคิดว่าคงจะก่อนที่ผมจะมีอายุ 35 ปี ตอนนี้ก็อายุ 28 แล้วคิดว่าคงจะดังไม่ถึง 35 แน่ๆ เลย ตอนนี้มีหลายอย่างที่ผมต้องพัฒนาไม่ว่าจะเป็นการแสดง ร้องเพลง แต่พอถึงจุดๆ หนึ่งผมคงจะไม่มีไฟและก็ไม่มีอะไรที่ต้องค้นหาอีกแล้ว คนดูก็ไม่รู้สึกว่าผมยังใหม่สดอยู่แล้วทำใมผมต้องดึงเวลาไว้ด้วย">>ผ่านเรื่องอะไรมาหลายอย่างแล้วก็ทำให้ชีวิตของ"โหย่วเผิง" เข้มแข็งขึ้น อย่างน้อยก็ทำให้เขาคิดได้ว่าบางครั้งการใช้กำลังก็ไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้ แต่การใช้เวลาเพื่อทำใจนี่ซิ ถือว่าเป็นทางแก้ปัญหาที่เขาเลือกทำมาแล้ว