ผู้เขียน หัวข้อ: 2003 MVP Model Valuable Play  (อ่าน 7769 ครั้ง)

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
2003 MVP Model Valuable Play
« เมื่อ: มีนาคม 06, 2011, 09:06:46 AM »
บทสัมภาษณ์ซูโหย่วเผิง

   "MVP MODEL VALUABLE PLAY"

จากรายการชิงชุนจี้ซื่อปู้ ปี 2003 


<a href="http://www.youtube.com/v/49_3TZysIMo" target="_blank" class="new_win">http://www.youtube.com/v/49_3TZysIMo</a>

2003 台湾MVP青春记事簿——苏有朋
รายการชิงชุนจี้ซื่อปู้




Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2003 MVP Model Valuable Play
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2011, 02:40:58 AM »


 



สถานี   :ถู่โต้วหวั่ง รายการ.ชิงชุนจี้ซื่อปู้


 
 พิธีกร   : เปิดรายการชิงชุนจี้ซื่อปู้ ลองมาฟังความในใจของเอ็มวีพี ก่อนอื่นอยากจะขอพูด
            สถานการณ์ของภาพหนึ่งให้ฟัง  ไม่นานมานี้มีกลุ่มเด็กมัธยมปลายกลุ่มหนึ่ง
            อายุประมาณ 17-18 ปี  พวกเขาไปรับประทานอาหารในร้านอาหารแห่งหนึ่ง
            ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเพลงที่เปิด เพลงหนึ่งของเสี่ยวหุ่ตุ้ยในสมัยอดีต “หงชิงถิง”
            เพลงนี้ทำให้พวกเขาน้ำตาไหล เพราะว่าพวกเขาได้หวนคิดถึงเรื่องราวในสมัยอดีต
            จริงๆแล้วคำว่า “เสี่ยวหุ่ตุ้ย” สามคำนี้ได้เป็นเพื่อนสหายเคียงข้างคนมากมายเติบโตมาด้วยกัน
            เสี่ยวหู่ตุ้ยเป็นความทรงจำที่หวานชื่นของพวกเขา  แขกของเราในวันนี้นั้น
            ก็คือ "ไกวๆหู่"ซึ่งเป็นสมาชิกของเสี่ยวหู่ตุ้ยในอดีต “ซูโหย่วเผิง”

 
บรรยาย  : ศิลปิน โหย่วเผิง หลังจากที่ได้จบการศึกษาจากก่อจงแล้ว ก็ได้ย่างเข้าสู่วงการบันเทิง
             เขาที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอของเด็กนักเรียน และได้รับการสนใจเพ่งมองเป็นอย่างมาก
             แต่ว่าการจ้องมองของผู้คนมากมาย ที่สนใจในตัวเขานั้นก็ได้สร้างความกดดันให้กับเขา
             ไม่น้อยเหมือนกัน หลังจากที่ได้เปลี่ยนทิศทาง หักเหชีวิตของตัวเอง
             ชีวิตของโหย่วเผิงได้เริ่ม"นับศูนย์"ใหม่ เข้าสู่วงการแสดง ทำให้เป็นที่หลงรักของแฟนๆ
             ในสองประเทศด้วยกัน (จีน ไต้หวัน) ประสบการณ์การเติบโตตั้งแต่วัยเรียนจนถึงวันนี้นั้น
             จะได้มาพูดคุยเปิดประเด็นในรายการของเรา



 
<a href="http://w1214.photobucket.com/pbwidget.swf?pbwurl=http%3A%2F%2Fw1214.photobucket.com%2Falbums%2Fcc484%2Fsandy2503%2F58be2bab.pbw" target="_blank" class="new_win">http://w1214.photobucket.com/pbwidget.swf?pbwurl=http%3A%2F%2Fw1214.photobucket.com%2Falbums%2Fcc484%2Fsandy2503%2F58be2bab.pbw</a>



Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2003 MVP Model Valuable Play
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2011, 02:41:06 AM »

 

 
 
พิธีกร     . ก่อนอื่นก็ขอ สวัสดีคุณโหย่วเผิง

โหย่วเผิง : สวัสดีครับพี่แหย่ สวัสดีผู้ชมทุกท่าน กระผมซูโหย่วเผิง

พิธีกร     . ฉันคิดอยู่เสมอว่า โหย่วเผิงนั้นเป็นคนที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน
              จริงๆแล้ว อายุก็ไม่น้อยแล้วนะ ดูซิ คนอื่นเขาอายุ 17-18 กันแล้ว
              ไม่ว่าจะอยู่ที่ประถมหรือมัธยม  ก็ยังฟังเพลงของพวกคุณอยู่

โหย่วเผิง : ก็เพราะผมนั้นเข้าสู่วงการเร็วมากๆ

พิธีกร     . ใช่ๆ ทุกคนก็พูดอย่างนี้กัน จางเหวินเจีย ก็ยังบอกเลยว่าเขานั้น
              ได้เข้าสู่วงการตั้งแต่ตอนอยู่อนุบาล

โหย่วเผิง : แล้วใครจะไปทำอะไรได้

พิธีกร     . อื่ม ใช่ๆ หากจะเอ่ยถึงซูโหย่วเผิงแล้ว ก็จำต้องพูดถึง"เสี่ยวหู่ตุ้ย"ด้วย
              แน่นอนเสี่ยวหู่ตุ้ยนั้น  ก็จะพูดถึงช่วงแวลาแห่งการเติบโตของคุณใน"เสี่ยวหู่ตุ้ย"
              ก่อนอื่นอยากจะพูดถึงสมัยเด็กๆของคุณ เพราะว่าทุกคนเข้าใจว่าคุณเป็นเด็กที่ดีมากๆ
              ไม่ดื้อ  เพราะรูปร่างภายนอกของคุณ จริงๆแล้วรูปร่างภายนอกของคนเรานั้น
              บางครั้งก็เป็นสิ่งที่หลอกลวงเหมือนกัน

โหย่วเผิง : มันอาจเป็นเพราะว่าตอนนั้นเริ่มแรกที่ผมเข้าสู่วงการ เป็นช่วงที่ผมเป็นเด็กนักเรียนอยู่
              ทุกคนก็เลยได้มองภาพอย่างนั้นในตัวผม

พิธีกร     . ฉะนั้นในตอนนั้นแท้จริงแล้วก็คือช่วงที่ปั้นภาพลักษณ์ของตัวเอง
              ก็คือเป็นคนที่สงบเรียบร้อย สุภาพอ่อนโยน แต่จริงๆแล้วเทียบกับบุคลิก ส่วนตัวของคุณนั้น
              คุณไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสียทั้งหมดเลย  ใช่ไหม?

โหย่วเผิง : ใช่ครับ มันไม่เหมือนบุคลิกของผมเลย

พิธีกร     . ลองเล่าให้เราฟังหน่อยซิว่า คุณในสายตาของคุณพ่อคุณแม่นั้นเป็นลูกแบบไหนอย่างไร

โหย่วเผิง : ผมหรือ? อื่มผมเป็นเด็กที่เลี้ยงดูแลยากพอสมควร เป็นเด็กไฮเปอร์

 

 


Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2003 MVP Model Valuable Play
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2011, 02:41:13 AM »

 



พิธีกร     . อื่มเด็กไฮเปอร์ ที่ว่าไฮเปอร์นั้นเป็นการไฮเปอร์ในตัวคุณจริงๆ
             หรือว่าพวกเขาคิดหรือรู้สึกว่าอย่างนั้น

โหย่วเผิง : น่าจะเป็นความรู้สึกของพวกท่านมากกว่า เพราะว่าตัวผมเองรุ้สึกว่า
              ผมนั้นแค่ร่าเริงไปหน่อย ไม่ถึงขนาดไฮเปอร์ ตอนเด็กๆนั้นผมเป็นคนที่ร่าเริงมากๆ
              ผมจำได้ว่าพวกท่านก็มักจะพูดกับผมว่า ในสมัยเด็กก่อนจะนอนนั้นพวกท่านจะต้อง
              อุ้มผมไว้ เพียงแค่ท่านวางผมลงบนเตียงผมก็จะร้องไห้เลย ฉะนั้นบางครั้งพวกท่านก็
              จะต้องอุ้มผมไว้จนสว่างก็มีนะ จากนั้นเมื่อผมโตขึ้นมาหน่อย ก็มักจะไปที่บ้านของคุณยาย
              ที่บ้านคุณยายนั้นสนามหญ้ากว้างมากๆ และผมก็วิ่งเล่นไปทั่วพวกท่านมาไล่จับผม
              แต่ก็จับไม่ได้ ตอนเด็กผมก็เป็นคนที่ชอบคุย และชอบการแสดงมากๆ

พิธีกร     . เด็กๆนั้นคุณชอบคุย

โหย่วเผิง : ใช่ครับ ทั้งยังชอบแสดงโชว์ด้วย

พิธีกร     . แล้วชอบแสดงโชว์อะไรบ้างล่ะ?

โหย่วเผิง : ก็คือชอบอวด ชอบโชว์อะไรประมาณนี้ ผมจำได้ว่าตอนนั้น

พิธีกร     . ร้องเพลงเต้นรำโชว์ทุกอย่างเลย

โหย่วเผิง : อื่มตอนนั้นหรือ ถ้าสมัยเด็กๆเลยนั้นผมเองก็จะไม่ค่อยได้ แต่ว่าตอนที่ผมจำได้นั้น
              พวกเรามีรูปถ่ายใบหนึ่ง คือคุณน้าใหญ่หรือน้ารอง ก็ไม่รู้ลืมไปแล้ว
              ท่านทั้งสองเป็นน้องสาวของแม่ผม และวันแต่งงานของพวกเขานั้น
              ผมก็ได้วิ่งไปวิ่งมาในงานจนวุ่นวายไปหมดเลย

พิธีกร     . คุณเป็นคนที่โปรยดอกไม้ด้วย

โหย่วเผิง : ใช่ ตอนนั้นผมถืออะไรสักอย่าง รุ้สึกว่าตอนนั้นผมยังไม่ขึ้นประถมเลยมั้ง
              และรูปใบนั้นเป็นรูปที่ผมยืนอยู่ที่ ตะกรัาดอกไม้ทำหน้าบ้องๆอย่างนี้
              อื่ม ไม่รู้ว่าไปยืนท่าอย่างนั้นได้ไง





Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2003 MVP Model Valuable Play
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2011, 02:41:21 AM »




พิธีกร    . คุณเป็นผู้ถือดอกไม้ตัวเล็กๆ แต่กลับไปสร้างความวุ่นวายที่ยิ่งใหญ่ในงาน
             ตอนเด็กอยู่ไม่สุข ร่าเริงมากๆ แล้วคุณพ่อคุณไม่รู้สึกเหนื่อยกับการเลี้ยงดู
             แต่อีกด้านหนึ่งก็รู้สึกรัก โอ๋มากๆเลยใช่หรือเปล่า

โหย่วเผิง : พวกท่านรักโอ๋ผมมาก เพราะน้องชายผมอายุห่างผมตั้ง 6 ปี ก็คือ
              ก่อนที่จะคลอดเขานั้น ผมก็เป็นลูกคนเดียวในบ้าน อีกอย่างก็คือผมเองนั้นแต่เด็ก
              ก็เรียนพวกศิลปะอะไรอย่างนั้นมาพอสมควร  ถือได้ว่าเป็นพวกเด็กศิลปะ
              ฮ่าๆๆ พูดเองเออเอง

พิธีกร     . เป็นเด็กชายที่น่ารักดีงาม ใส่แว่น เด็กเรียน

โหย่วเผิง : ไม่ขนาดนั้นหรอกพี่ เพราะแต่เด็กก่อนจะเข้าประถมที่ก๋อจงผมเองก็เป็นคน
              ที่สายตาสั้นแล้ว ฉะนั้นตลอดเวลานั้นผมก็จะสวมแว่นหนาๆอันหนึ่ง ก็เลยทำให้ทุกคน
              มองว่าผมนั้นเหมือนกับเด็กเรียน มากๆอะไรอย่างนี้ จริงๆแล้วตอนนั้นผมก็ได้เรียนหรือ
              ไปติวหลายๆอย่างเหมือนกัน เช่น ลูกคิดคณิต การคิดเลขในใจ หลักไวยกรณ์ การเรียงความ
              วาดรูป ร้องเพลงประสานเสียง อะไรมากมายจิปาถะ ตอนหลังยังไปเรียนการเปียโนอีกด้วย

พิธีกร     . การไปร้องเพลงประสานเสียงถือว่าไปเรียนติวเตอร์ด้วย

โหย่วเผิง : อื่ม สิ่งเหล่านี้ล้วนไปเรียน ตอนเลิกเรียนแล้ว

พิธีกร     . พูดง่ายๆก็คือคุณมีกิจกรรมเยอะแยะที่จะทำกัน เป็นการเรียนเสริมแนวศิลปะ

โหย่วเผิง ; ใช่ๆๆ มีการเรียนลักษณะอย่างนี้เยอะ

พิธีกร     . จากตรงนี้สามารถมองออกว่า คุณพ่อคุณแม่นั้นได้คาดหวังคุณมากๆ หรือว่า
              พวกเขายุ่งมากจนไม่มีเวลาที่จะมาดูแลคุณ แล้วส่งคุณไปเรียนสิ่งเหล่านั้น

โหย่วเผิง : น่าจะเป็นการคาดหวังของคุณพ่อคุณแม่มากกว่า จริงๆแล้วใช่ว่าท่านจะไม่มีเวลา
              มาดูแลผม เพราะว่าตอนนั้นคุณแม่เป็นแม่บ้าน เป็นคนดูแลผม ท่านไม่ไปทำงานอะไรเลย

พิธีกร     . อื่ม ที่คุณเรียนนั้นมากมายเหลือเกิน อะไรเป็นสิ่งที่คุณคิดว่าชอบและรักที่สุด

โหย่วเผิง : เรียนเปียโน จริงๆแล้วตอนเด็กๆนั้นการเรียนเล่นเปียโนของผมนั้น
              ถือว่ามีพรสวรรค์เหมือนกัน




Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2003 MVP Model Valuable Play
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2011, 02:41:28 AM »





พิธีกร     . เป็นช่วงเด็กๆ

โหย่วเผิง : ใช่ตอนเด็กๆ แต่ปัจจุบันนั้นไม่หลงเหลือแล้ว อื่มจริงๆแล้วตอนหลังจะสอบ
              เข้ามัธยมปลายแล้ว ฉะนั้นเลยคิดว่า อื่มเราน่าจะต้องเอาจริงเอาจังในการเรียนมากกว่า
              เพราะจะต้องเตรียมสอบเข้ามัธยมปลายแล้วนะ

พิธีกร     . ฉะนั้นก็พอรู้ว่าตั้งแต่เด็กนั้น คุณก็มีความกดดันความเครียดมากมายเหมือนกัน
              เพราะดูซิคุณเรียนอะไรมากมายขนาดนั้น จากประถมสู่มัธยม คุณยังจำในตอนนั้นได้ไหม
              ว่าผลการเรียนคุณนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

โหย่วเผิง : ตอนเรียนมัธยมนั้น ผลการเรียนยังถือว่าดีไม่เลวนะ ฮ่าๆๆๆ

พิธีกร     . ก่อนจะเข้า "วงเสี่ยวหุ่ตุ้ย"ก็ถือว่ายังไม่เลว

โหย่วเผิง : ใช่แล้วครับ

พิธีกร     . ตอนที่คุณเข้าสู่"วงเสี่ยวหู่ตุ้ย"นั้น เป็นช่วงที่คุณเรียนที่ก๋อจง ฉันจำได้อย่างนั้น

โหย่วเผิง : ผมจบที่ก๋อจงแล้ว

พิธีกร     . จำได้ว่า มัธยม 3

โหย่วเผิง : ผมจบมัธยมต้นแล้วครับ

พิธีกร     . อื่มจบแล้ว

โหย่วเผิง : เป็นช่วงที่สอบเข้ามัธยมปลาย และตอนนั้นอยู่ในช่วงซัมเมอร์
              แล้วก็ได้ไปสมัคร "เสี่ยวหู่ตุ้ย"

พิธีกร     . อื่ม ตอนนั้นเข้าสู่วงการบันเทิงใน สถานการณ์หรือสภาพการณ์อย่างไร

โหย่วเผิง : วงการบันเทิงเหรอ อื่มแน่นอนตอนที่อยู่ในก๋อจงนั้นผมเองก็รักหล่อรักงานบ้างแล้ว
              และตอนนั้นผมเองก็ชอบฟังเพลงเหมือนกัน ยังมีดาราขวัญใจญี่ปุ่นทีตัวเองชอบ
              ตอนนั้นผมชอบจงเซินหมงไฉ่ หรือว่าหนันแหย่หยางจื่อ และตัวผมเองก็ยังชื่นชอบ"มาดอนน่า"
              ชอบ คณะวงวัยรุ่นต่างๆ ก็คือชื่นชอบประทับใจพวกเขามากๆ ประทับใจที่พวกเขายืนอยู่บนเวที
             
              เพราะว่าตอนนั้นผมซื้อวีซีดีคอนเสิร์ตวงวัยรุ่นวงหนึ่ง ตอนนั้นผมเปิดดูมันอลังการมากๆ
              ขณะที่เสียงดนตรีดังขึ้นแล้ว มีเสียงโห่ร้องกระหึ่มขึ้นมาจากล่างเวที ช่วยพวกเขาร้องเพลง
              อะไรอย่างนั้น ผมเห็นแล้วรู้สึกว่ามันสนุกมากๆ ฉะนั้นเริ่มจากตอนนั้นผมเอง
              ก็เริ่มมีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นศิลปินแล้วอย่างนั้น




Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2003 MVP Model Valuable Play
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2011, 02:41:36 AM »



 

พิธีกร    . แต่เด็กก็รักในการแสดงโชว์  ฉันคิดว่ามันเหมือนกับเป็นขั้นเป็นตอนเลยนะ
            เมื่อก่อนนั้นคุณก็ชอบแสดงโชว์ให้คนในครอบครัวดู  ตอนหลังคุณก็ชอบแสดงโชว์
            ให้เพื่อนร่วมห้องดู  ต่อจากนั้นคุณก็เริ่มมีความฝันว่า  อยากจะยืนอยู่บนเวที
             และมีเสียงปรบมือจากทั่วห้อง  มันดังมาดั่งสายน้ำอะไรอย่างนี้ถูกไหม  เมื่อคุณร้องนำ
             ทุกคนก็จะร้องตาม  ตอนนั้นคุณก็เริ่มมีความใฝ่ฝันอย่างนี้แล้วใช่ไหม?

โหย่วเผิง : ก็เป็นคนชอบร้องเพลง โดยเฉพาะเมื่อก่อนที่เสียง  จะเปลี่ยนนั้นร้องเพลงได้ไม่เลวเลย

พิธีกร     . แล้วตอนที่คุณเข้าสู่"วงเสี่ยวหู่ตุ้ย"นั้นก่อนเสียงเปลี่ยน  หรือหลังเสียงเปลี่ยน

โหย่วเผิง : จริงๆแล้วตอนนั้น เริ่มแรกที่เข้าสู่"วงเสี่ยวหู่ตุ้ย"นั้นจริงๆแล้ว
              ตอนนั้นเป็นช่วงที่เสียงเปลี่ยนพอดีเลย

พิธีกร     . อื่มเป็นช่วงที่เสียงเปลี่ยนหรือ

โหย่วเผิง : เสียงตอนนั้นฟังดูแล้ว  ไม่ต่างอะไรกับเสียงเป็ดเลย

พิธีกร     . จริงหรือ? แล้วเหตุผลอะไรที่ทางบริษัทถึงมองและเลือกคุณ แล้วจุดไหน
              เป็นสิ่งที่พวกเขาเลือกคุณ   มาถึงวันนี้แล้วลองย้อนคิดดู

โหย่วเผิง : จริงๆแล้วผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน  ตอนเริ่มแรกนั้นพวกเราต่างก็ไปสมัครกัน
              จากนั้นก็จะมีใบสมัครให้  พวกเรากรอกข้อมูลประวัติส่วนตัว ตอนนั้นอายุยังน้อย
              ไม่รู้อะไรเป็นประวัติส่วนตัว  แล้วผมก็วิ่งไปที่ร้านหนังสือไปซื้อ

พิธีกร     . แล้วทำไมเรียนอยู่แค่ม.3ก็กล้าไปสมัครแล้ว

โหย่วเผิง : เพราะว่าตอนนั้นผมมีความคิดอย่างหนึ่ง  ก็คือตอนนั้นรายการของพี่เสี่ยวเยี่ยน
              เป็นรายการสำหรับวัยรุ่น พวกเรามีคนวัยเดียวกันไปออกรายการเยอะมาก
              ตอนนั้นเพื่อนๆที่ไปออกรายการคือ เฉาหลัน ทังจื้อหวุ่ย  จากนั้นยังมีเจียวเจียว อาเลี่ยง
              เป็นศิลปินที่ออกมารุ่นเดียวกันกับพวกเรา  ช่วงเวลาของรายการคือเที่ยงวันเสาร์
              ก็คือเปิดโอกาสให้วัยรุ่นทุกคน  ที่มีความสามารถมาต่อกลอนกัน
              ไม่ว่าคุณจะเต้นรำ  จะร้องเพลงก็ได้

พิธีกร     . ก็เหมือนกับตู้วั่นจิงในตอนนั้นจะทำอะไรก็ได้




Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2003 MVP Model Valuable Play
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2011, 02:41:42 AM »





โหย่วเผิง : ใช่ๆๆๆ ตอนนั้นผมเองก็ได้ชมและเห็นรายการนี้  และวันหนึ่งตอนที่ผม
              ดูรายการนี้อยู่ ทางรายการก็ประกาศว่า  พวกเขาต้องการรับสมัครชายหนุ่ม 3 คน
              เป็นผู้ช่วยรายการ  เพราะว่าตอนนั้นในรายการ  มีสาวน้อยสามคนดำเนินการอยู่
              ซึ่งเรียกว่า"เสี่ยวเมาตุ้ย" ฉะนั้นเลยอยากจะได้สามหนุ่มมาเป็น  ตัวต่อกลอนกับ"เสี่ยวเมาตุ้ย"
             
              ซึ่งจะตั้งชื่อว่า"เสี่ยวหู่ตุ้ย" การเป็นผู้ช่วยรายการ  นั้นก็คงจะเป็น เส้นทางเดี่ยวที่สามารถจะทำ
              ให้ผมได้มีโอกาสเข้าไปใกล้ชิดวงการบันเทิงมากขึ้น  เพราะว่าในบ้านผมนั้น
              ไม่มีใครเป็นดาราหรือ  มีความเกี่ยวข้องกับวงการบันเทิงเลย

พิธีกร     . ตอนนั้นอายุคุณแค่ 15 ปี ใช่เปล่า

โหย่วเผิง : ใช่ครับ

พิธีกร     . แล้วที่คุณบอกว่าเช่นหวงจื่อเจียว ตู้เอ่อจิน  พวกเขาเหล่านั้นล้วนกำลังเรียนซื่อซินแล้ว

โหย่วเผิง : ใช่พวกเขากำลังศึกษาอยู่ที่ ซื่อซิน

พิธีกร     . ฉะนั้นพวกเขาก็ถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ  หรือพอเก่งในด้านการแสดง
              ด้านนี้แล้วใช่ไหม  พวกเขาล้วน17-18 ปีกันแล้ว

โหย่วเผิง : จริงๆแล้วเจียวเจียว  แก่กว่าผมแค่ปีเดียว

พิธีกร     . อื่ม นับว่าเขาก็เข้าสู่วงการบันเทิงเร็วนะ   ฉะนั้นเวลานั้นทุกคนก็จะมีความรู้สึกว่า
              พวกเขาเสมือนพี่ๆ   แต่คุณอายุน้อยเป็นน้อง คุณได้คิดอย่างนั้นหรือเปล่า

โหย่วเผิง : อื่มจริงๆแล้วก็ไม่คิดมากและไม่อายหรอก  ถ้าอายในวันนั้นคงไม่มีโหย่วเผิงในวันนี้แล้ว

พิธีกร     . โอ้ ดีมาก ประโยคนี้   พูดได้สุดยอดมากๆ

โหย่วเผิง : หากว่าผมเองเป็นคนที่ชอบเก็บมาคิด  เก็บมาวัดความสามารถแล้ว
              ผมคิดว่า   ผมคงไม่กล้าที่จะไปสมัครหรอก

พิธีกร     . ฉะนั้นพูดได้ว่า  ไปอย่างไม่อายแล้วสุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ เอาล่ะ
              ช่วงนั้นก็เป็นเพียงช่วงที่   เริ่มเข้าสู่เส้นทางบันเทิงเอง

โหย่วเผิง : ใช่ๆๆ  สามารถพูดอย่างนี้ได้

พิธีกร     . แล้วตอนนั้นที่พวกคุณไปสมัคร  ก็เป็นได้แต่เพียงผุ้ช่วยรายการเท่านั้น  แล้วพวกคุณ
              ได้มีการตั้งวงแล้วไปสมัคร  เพราะในตอนนั้นพวกคุณก็ชอบร้องเพลง  สามารถที่จะไปเป็นวง
              เป็นตัวหลักของรายการก็ดีนะ  แต่ทำไมไปสมัครเป็นผู้ช่วยรายการเท่านั้น






Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2003 MVP Model Valuable Play
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2011, 02:41:49 AM »

โหย่วเผิง : ก็ไม่คิดถึงขนาดนั้นนะ  พวกเราก็ใช่ว่าจะเก่งดีทางด้านนี้สักเท่าไหร่
             เพราะว่าตั้งแต่ที่เข้ามัธยมแล้ว  ทุกคนก็ล้วนตั้งอกตั้งใจเอาจริงเอาจังในการเรียนแล้ว
             ก็คือเน้นแต่การเรียนให้ดี   อย่างอื่นก็ไม่เท่าไหร่ประมาณนั้น

พิธีกร     . เอาล่ะ พูดถึงรูปร่างภายนอกคุณ  เมื่อกี้ที่คุณพูดว่า  ตอนนั้นได้สวมแว่นที่หนามากๆ
             ใช่ไหม เป็นเด็กเรียน  พวกหนอนหนังสือด้วย

โหย่วเผิง :ไม่นะ เพราะตอนที่จะเข้าก๋อจง ผมก็ใส่คอนแทคเลนส์แล้ว  จากนั้นคุณรู้ไหมว่า
              ตอนนั้นผมเป็นคนที่รักหล่อรักงาม  คุณก็รู้ว่าผู้ชายย่างสู่วัยรุ่นก็เริ่มห่วงความหล่อ
              ของตัวเองแล้ว จากนั้นจำได้ว่าหลังจากที่จบ ก๋อจง ปุ๊บผมก็ได้ไปร้านดัดผม
             
              ฉะนั้นรูปถ่ายที่ผมนำไปสมัครนั้นเป็น   รูปถ่ายที่มีผมหยิกๆอย่างพระพุธรูป
              เพราะว่าไปดัดผมมาแล้วก็ไม่รู้จะดูแลจัดทรงอย่างไร  และไม่มีเงินไปร้านทำทุกวัน
              ใช่ตอนนั้นก็ได้ไปดัด  แล้วก็ไปทำทรงแบบQQQ

พิธีกร     . อื่ม คุณไปไหนทรงก็QQQ  ไปสมัครก็เป็นหัวอย่างพระพุทรูป

โหย่วเผิง : ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น  จากนั้นก็จำไม่ได้ว่าเป็นอย่างไรต่อไป  เมื่อกี้ที่พูดว่าเหตุใด
              ผมถึงถูกเลือกใช่ไหม?  จริงๆแล้วตอนหลังได้ยินว่า

พิธีกร     . พวกเขาเห็นจุดไหน  ที่ตอนหลังคุณถึงรู้

โหย่วเผิง : ไม่รู้นะ พวกเขารูสึกว่า  ตอนนั้นรูปทรงผมของผมนั้นน่ารักดี  แต่ผมเองกลับ
              ไม่รู้สึกอย่างนั้น  พวกเขาบอกว่าตอนนั้นมันสวยดี  และเหตุผลที่สองนั้น
              (น่ารักแบบธรรมดาๆ) น่าจะใช่มั้ง  พวกเขาคงคิดว่าคนนี้สอบเข้าที่เจี้ยนจงได้
              ฉะนั้นความรู้สึกนักเรียนที่เจี้ยนจงนั้นไม่ธรรมดา  คงจะสามารถมาอยู่ในทีม
              "เสี่ยวหู่ตุ้ย" เพื่อจะทำให้ทีมสมดุลย์ขึ้น

พิธีกร     . อ้อ เพื่อจะไปเปลี่ยนทัศนะมุมมองของทุกคนว่า  เด็กนักเรียนที่เรียนดี
              ก็คงจะเรียนเก่ง อย่างเดียวอย่างอื่น  คงทำอะไรไม่เป็น
              แล้วพวกเขาก็ได้เลือกคุณมา   พิสูจน์ว่าได้ทั้งสองอย่าง

โหย่วเผิง : ก็ประมาณนั้น แล้วเหตุผลที่สาม  ก็คงจะเป็นเพราะพวกเขาคิดว่าเอ้ได้เด็กนี่
              นิสัยไม่เลวนะ แต่ทำไมยังกล้ามาสมัครด้วย  ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นอย่างนี้

พิธีกร     . การที่คุณมีความไม่อายกล้าหาญนั้น  ตอนนั้นได้ไปเป็น interview
              พวกเขาได้ถามคำถามอะไรกับคุณ

โหย่วเผิง : ไม่นะ ครั้งแรกเป็นการพูดคุยกัน  โดยที่พวกเขาโทรมาที่บ้าน  พวกเขาบอกว่า
              โอเค ขั้นตอนแรกของคุณผ่านแล้ว  ขั้นที่สองคุณจะต้องเตรียมเพลง  และท่าเต้น
              ประมาณ30วินาทีมาแสดงให้กับพวกเราดู  พวกเราจะดูจังหวะการเต้นและท่าทาง
              ของคุณว่าเป็นอย่างไร   เมื่อผมวางสายแล้ว  ก็ร้องดีใจว่า แม่
              พวกเขาได้โทรมา   ให้ผมไปคัดรอบต่อไปแล้ว




Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2003 MVP Model Valuable Play
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2011, 02:41:56 AM »




พิธีกร     . แค่ 30 วินาที

โหย่วเผิง : อื่ม แค่ 30 วินาทีเอง

พิธีกร     . แล้วเพลงและท่าเต้นเพียงแค่ 30 วินาทีนั้น   คุณจะไปทำอะไรได้บ้าง

โหย่วเผิง : ผมว่าโอ้แย่แล้ว  ผมจะไปหาเพลงท่าได้จากไหนกัน  เพราะตอนนั้นผมก็เพิ่งจบ
              จากก๋อจงไปหมาดๆเอง  เรื่องร้องเต้นก็ไม่เก่ง  ผมเลยไปหาคุณป้าผม
              เพราะคุณป้าผมนั้น พวกเขามีกลุ่มเต้น ถู่เฟิง  ที่สวนสาธารณะ ฮ่าๆๆๆๆ
              ฉะนั้นผมก็ได้ไปหาพวกเขาเรียนท่าเต้นถู่เฟิง  แล้วอาจารย์ที่สอนก็เต้นซ้อมให้ผม
              ตอนหนึ่ง  ในตอนนั้นเพลงที่ผมเลือกร้องนั้นจะเป็นเพลง  เฉินซื่อเส้าหนี่ เพราะเพลงนี้ดังมาก
             
              ในตอนนั้น  เป็นวงของสาวน้อยวัยรุ่นที่ร้อนแรงในตอนนั้นมากๆ  ยังมีของ หงวู่เซียด้วย
              จากนั้นก็ได้มีการซ้อมไปกว่า 30 วินาที แล้วตอนนั้นมีท่าเต้นอะไรบ้าง  ก็คงจะเป็นท่าอย่างนี้
              ที่เอามือลูบไปข้างหลังไปมาอย่างนี้  ยังมีอีกคือการดีดมืออะไรประมาณนี้  วันนั้นเป็นวันที่
              นักเรียนก๋อจงทุกคนสอบเสร็จหมดแล้ว  จะมีเวลาว่างๆบ้างก็ไปเล่นที่ซีเหมิน  ไม่ก็ไปเล่น
              ที่แม็คโดนัลหรือหาอะไรกินกัน   ก็ไปกินอะไรที่ง่ายๆเพราะไม่ค่อยมีเงิน  ไม่งั้นก็จะไป
              เล่นกีฬากัน  ในวันนั้นเวลานั้นผมก็ได้จับเพื่อนนักเรียน 2 คน  บอกเขาว่าไปกับผมหน่อย
             
              เพราะว่าตอนนั้นบ้านผมอยู่ทางตอนเหนืออยู่แถวซื่อหลิน  แต่จะต้องไปทางตะวันออก
              แท้จริงแล้วก็ไม่รู้อะไรเลย  ว่าจะไปอย่างไง  เพราะตอนนั้นทางตะวันออกนั้นก็เพิ่งพัฒนาขึ้นมา
              จากนั้นพวกเราไปกัน 3 คน  แล้วพวกเขาก็นั่งอยู่หน้าผม  ผมก็ไปแอบอยู่ด้านหลังพวกเขา
             
              ครั้งแรกที่ไปนั้นมันก็สนุกมากๆ  เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เจอดารา  โอ้ นั่นเฉาหยั่นนี่นา
              รู้สึกดีใจมากๆที่เจอดารา  จากนั้นก็หันไปเห็น จางก๋อหยง  แล้วสะดุ้งว่าเอ้
              แล้ว "จางก๋อหยง" มาทำอะไรที่นี่  สุดท้ายรู้ไหมเป็นใคร  คือจื้อเผิงนั่นเอง
              เขาเหมือน "จางก๋อหยง" มากๆ

พิธีกร     . เห็นเฉินจื้อเผิงคิดว่าเป็นเป็น "จางก๋อหยง"

โหย่วเผิง : ใช่ ก็คิดว่า"จางก๋หยง"ก็มาด้วย  ก็รู้สึกดีใจมากๆ  จากนั้นผมก็เริ่มไปเต้น
              เมื่อผมเต้นทั้งตื่นเต้นทั้งเต้นไม่เป็น  มันเต้นแบบแข็งๆ  แล้วผมก็เต้นช้าครึ่งจังหวะ
              การที่ผมเต้นช้าครึ่งจังหวะนั้น  ก็เริ่มจากที่นั่น  เลยกลายเป็นฉายาของผมไปเลย

พิธีกร     . ใช่ๆๆ ฉันจำได้  ทุกครั้งจะมีคนพูดว่าตอนที่ซ้อมเต้นนั้นโหย่วเผิง
              จะเป็นคนที่เต้นช้ากว่า  คนอื่นครึ่งจังหวะ





Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2003 MVP Model Valuable Play
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2011, 02:42:15 AM »




 
พิธีกร    . มีสีสันดี ก็ไม่เลวนะ แล้วที่คุณบอกว่าการที่ไปแสดงเต้นแค่ 30 วินาทีนั้น
            พวกเขาจะเอาสิ่งเหล่านั้น   มาพิจารณาพรสวรรค์ในการเต้นของคุณ

โหย่วเผิง : ผมเองก็ไม่รู้นะ  เพราะตอนนั้นผมจำได้ว่ามีคนเข้ารอบอยู่๑๒คน
              จากนั้นพวกเขาก็จะคัดเหลือ 6 คน  การประกาศรายชื่อนั้นอ่านไปแล้ว 5 คน
              แต่ก็ยังไม่มีชื่อผม ผมก็คิดในใจว่า จบแล้ว จบแล้ว แต่คนที่ 6 กลับเป็นชื่อผม
              ผมก็สะดุ้งว่าเอ้ ยังมีชื่อผมอยู่  จากนั้นก็จะเป็นการไปเตรียมตัวการแสดงของรอบต่อไป
             
              ครั้งต่อไปนั้นจะต้องเข้าไปแสดงในเวทีที่มีกล้องถ่ายเลย  และตอนนั้นการแสดงของพวกรา
              ก็จะอยู่ในวันอาทิตย์เพราะวันธรรมดาพวกเราก็ต้องเรียนกัน  และค่ำวันอาทิตย์
              พวกเขาก็ได้เรียกตัวพวกเราทุกคนขึ้นบนเวที  ทุกคนจะดูคุณผ่านทางทีวีว่าคุณโอเคไหม
              และล้างเวทีจะมีดาราอยู่และผมก็เห็นพี่เสี่ยวเยี่ยน  ผมจำได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ผมไปขอลายเซ็น
              จากพี่เขา  เพราะคุณแม่สั่งไว้ว่าอยากจะได้

พิธีกร     . โอ้ ปัดไปให้คุณแม่เลยนะบอกว่าคุณแม่เอา  ฉะนั้นตอนนั้นก็มี"เสี่ยวเมาตุ้ย" ใช่ไหม
              จากนั้นก็จะมีเสี่ยวหู่ตุ้ยออกมาใช่ไหม  แล้วรายการเป็นผู้ช่วยของคุณนั้น
              จริงๆแล้วทำกันนานเท่าไหร่

โหย่วเผิง : การเป็นผู้ช่วยรายการนั้นก็ประมาณไม่กี่เดือนมั้ง

พิธีกร     . ไม่กี่เดือนแล้ว  พวกเขาก็เห็นว่าพวกคุณน่าจะเป็นคนทีสร้างปั้นได้
              จากนั้นก็เริ่มสร้างปั้นพวกคุณขึ้นมา

โหย่วเผิง : จริงๆแล้วมันก็บังเอิญจริงๆนะ  เพราะว่าเริ่มแรกพวกเราทั้ง 3 คนก็พูดว่า
              เราเป็นหน้าม้าของรายการ ก็คือหาก  ว่าจะเริ่มรายการก็เรียกว่า
              จะเริ่มรายการแล้วนะ  ให้อะไรมาโบกตี

พิธีกร     . ก็เหมือนกับหน้าที่ของFDอย่างนั้น  ซักแป๊ปก็จะเรียกว่าให้ปรบมือ  อะไรอย่างนั้น

โหย่วเผิง : ใช่ๆ ก็ประมาณนี้แหล่ะ  หลังจากนั้นทางบริษัทก็ได้วางแผนจะอบรม  ก็คือทุกเสาร์
              พวกเขาจะให้พวกเราเข้าไปในห้องอัดเสียง  แล้วไปหารุ่นพี่ที่นั่นร้องเพลงบ้าง
              ตอนนั้นพวกเราก็ร้องเพลงของ"จางก๋อหยง" จากนั้นกลางคืนก็ให้พวกเราไปซ้อมการเต้นบ้าง
             
              และวันต่อมาแล้ว  ถึงเวลาอัดรายการ ช่วงขั้นรายการ  พิธีกรก็บอกว่าเราเห็นทีมเข้าแข่งขัน
              มาแล้วมากมาย  ตอนนี้ทางรายการจะให้ทีม"เสี่ยวหู่ตุ้ย" มาเต้นโชว์บ้าง แล้วพวกเรา
              ก็ได้ร้องเพลงที่ได้ซ้อมมา  การร้องเต้นอย่างนี้ไปนานพอสมควร  จากนั้นก็มีหลายคนเขียน
              จดหมายมาที่รายการ  ไม่ทันไรก็ค่อยๆมีคนรู้จักกันมากขึ้น



Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2003 MVP Model Valuable Play
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2011, 02:42:23 AM »

 




พิธีกร    . จริงๆแล้วพวกคุณก็เหมือน  การแสดงละครสั้นในสมัยก่อน  เป็นรายการที่ขั้น
             รายการเท่านั้นเอง  แต่คิดไม่ถึงว่าคนที่แค่เป็นการขั้นรายการนั้น
             กลับมาโด่งดังเร็วขนาดนี้

โหย่วเผิง : ใช่ก็ถูกเหมือนกัน  มันเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงจริงๆ

พิธีกร     . อื่ม ถ้าเป็นเช่นนี้ก็เหมือนกับว่า  ได้มาอย่างไม่ตั้งใจ  ก็ในตอนนั้นแค่คิดเพียงว่า
              ของแค่เป็นผู้ช่วยรายการ  ได้ออกทีวีบ้างนิดหน่อย  และสามารถจะทำ
              ในสิ่งที่ตนเองอยากจะทำก็เพียงพอแล้ว

โหย่วเผิง : คุณไม่รู้หรอกว่าตอนนั้น  ค่าจ้างของพวกเราก็ประมาณ  1350

พิธีกร     . ตอนนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่

โหย่วเผิง : ใช่มันผ่านไปแล้ว 10 กว่าปีแล้ว

พิธีกร     . ยังเป็น 1500 หักออกไปอีก150 ก็เท่ากับ1350

โหย่วเผิง : คุณลองคิดดูซิ   ตอน10กว่าปีที่แล้วผมมีค่าใช้จ่ายอาทิตย์หนึ่งประมาณอย่างนี้
              มันรู้สึกว่าเจ๋งมากๆ  ตอนนั้นผมเองก็ใจป้ำมากๆ  โยน50เหรียญให้น้องชายบอกว่า
              ให้ไปกินขนม  พี่แกตอนนี้หาเงินได้แล้ว  มันเท่ห์มากๆ

พิธีกร     . สิ่งที่ฉันอยากจะพูดก็คือ  เด็กที่ทั้งเรียนเก่งและแสดงเก่งก็มีเหมือนกัน  และด้วยเหตุนี้
              จากการที่เรียนเก่ง ชอบเรียน  ได้กลายเป็นความกดดันที่หนักหน่วงของโหย่วเผิง
              ในอนาคต  รวมทั้งตอนหลังเขาสอบเข้ามหาลัย  หลังจากที่สอบเข้ามหาลัยไต้หวันได้แล้ว
              เขาก็ได้ตัดสินใจพักการเรียน  และเรื่องราวเหล่านี้จะเป็นอย่างไรต่อไป
              รอสักครู่จะให้เขามาเปิดใจให้กับพวกเราฟัง  พักสักครู่จะกลับมา







Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2003 MVP Model Valuable Play
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2011, 02:42:32 AM »





พิธีกร     . นี่เป็นภาพตอนที่โหย่วเผิงเรียนมัธยมปีสุดท้ายที่เจี้ยนจง  เป็นภาพความทรงจำ
              ครั้งแรกของพวกเราที่มีต่อคุณ

โหย่วเผิง : ภาพความทรงจำอะไร

พิธีกร     . เป็นภาพที่ใสแว่นหนาๆ  ดูแล้วอ่อนโยนสุภาพ

โหย่วเผิง : อื่มใช่ ตอนนั้นก็คงจะเป็นอย่างนั้น เอ้  นี่เป็นภาพที่ถ่ายตอนไปสอบเข้ามหาลับนี่นา
              ภาพก่อนหน้านี้นั้นเป็นภาพที่ถ่ายในวันที่ 5 มิย.  เป็นวันที่จบการศึกษาที่เจี้ยนจง
              เป็นเพือนที่ค่ายเดี่ยวกันมาเป็นผู้ที่ถ่ายให้ผม  และเว้นอีก15วันก็จะเป็นการสอบ
              เข้ามหาลัย  นี่เป็นภาพที่ถ่ายตอนสอบเข้ามหาลัย

พิธีกร     . ฉะนั้นคุณดูซิ  เป็นนักเรียนที่เก่งเด่นในโรงเรียนเจี้ยนจง  เป็นนักเรียนที่ยอดเยี่ยม
              แห่ง:เสี่ยวหุ่ตุ้ย" จริงๆแล้วช่วงนั้นแทบทุก  กริยาบทของคุณนั้นเป็นที่สนใจของผู้คนมากมาย
              มีผู้ปกครองหลายๆคน  ก็กำลังมองดูคุณอยู่  ไม่เพียงแต่จะเป็นนักเรียนเท่านั้น

โหย่วเผิง : สื่อก็มาเพ่ง  มาดูผมตลอดเวลา

พิธีกร     . ใช่ พวกเขาบอกว่านี่คือโหย่วเผิงแห่งไกวๆหู่  ดูซิการสอบเข้ามหาลัยของเขา
              สอบได้เป็นอย่างไรบ้าง  คุณลองคิดดูซิ  ตอนคุณจบก็ได้ไปถ่ายคุณ  ตอนไปสอบ
              เข้ามหาลัยก็ยังไปถ่ายคุณ  ไม่แน่ว่ายังมีแฟนคลับอีกมากมายยังไปให้
              กำลังใจคุณตอนคุณสอบหรือเปล่า

โหย่วเผิง : แฟนคลับนั้นไม่มีนะ  พวกเขาไม่รู้ว่าผมอยู่ที่ไหน  แต่ว่าวันนี้ที่สอบนั้นก็รู้สึกว่ากดดันมากๆ
              เพราะว่ามีนักข่าววิ่งมาถึงที่สอบ  มาถ่ายทำข่าวผม  ทำให้ผมเกือบเป็นลมไป

พิธีกร     . อื่ม ก็คุณเป็นคนที่ชื่อเสียงนี่นาใช่ไหม  ทุกคนอยากจะรู้ว่าลูกหลานของคนที่มีชื่อเสียง
             ไปสอบเข้าอย่างไร  แล้วคนมีชื่อเสียงก็ไปสอบเข้ามหาลัยเอง  จะเป็นอย่างไร มันน้อยมาก
             ฉันชื่อว่าความกดดันในตอนนั้นมันเยอะมากๆ

โหย่วเผิง : อื่มมันหนักหน่วงมากๆ  เลยทีเดียว

พิธีกร     . ตัวฉันเองตอนนั้นก็อยู่ในวงการสื่อแล้ว  ฉันก็ได้สังเกตุมองคุณอยู่  ดูๆแล้ว
              ก็รู้สึกเครียดไปกับคุณเลย  เพราะว่าทุกคนก็จะมองคุณว่า  คุณเป็นเด็กเจี้ยนจง
              หากสอบไม่ติดก็จะทำให้เสียหน้าไปเลย   ฉะนั้นทุกคนก็จะคิดว่าเด็กเจี้ยนจงนั้น
              ต้องสอบเข้าที่มหาลัยไต้หวันได้  และจะเข้าที่นี่ที่เดียว   ฉะนั้นคุณก็ตกอยู่ในสภาพแบบนี้
             
              และตัวฉันเองก็มองคุณ  และคิดถึงคุณแล้วเข้าใจความรู้สึกคุณว่า  มีคนมากมาย
              กำลังมองคุณอยู่  แล้วจะสอบเข้ามหาลัย  ก็ยังเพ่งมองคุณอยู่  ฉันก็ได้แต่หวังว่า
              คุณจะสามารถสอบเข้ามหาลัยได้  แต่ก็ตามที่คิด  คุณสอบติดที่นั่นจริงๆ
              แต่ว่าหลังจากที่คุณสอบเข้าไปแล้ว  คุณก็ได้พูดบอกว่า  นี่ไม่ใช่เป็นคณะที่
              คุณอยากจะเรียนจริงๆ  จริงๆแล้วนี่ต้องการความกล้าที่สูงมากนะ



Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2003 MVP Model Valuable Play
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2011, 02:42:39 AM »






โหย่วเผิง : ก็ไม่มีทางแล้ว  ผมสอบเข้าไปแล้ว  เพราะว่าตอนนั้นผมเองก็คิดฝันเพียงว่า
              ผมจะต้องสอบให้ได้อันดับต้นๆ   เพราะความรู้สึกของผมในตอนเรียนมัธยมปลายนั้น
              คิดว่า หากผมสอบได้ยิ่งอยู่ต้นๆ  ก็จะสามารถบอกกับทุกคนได้ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง
              หากว่าสอบไม่ได้ชีวิตก็คงจะจบแล้ว

พิธีกร     . คุณรู้ไหมว่าทุกสายตากำลังจับจ้องมองไปที่คุณ  ดูการสอบเข้ามหาลัยของคุณ

โหย่วเผิง : แน่นอนอยู่แล้ว  เพราะผมคิดว่า

พิธีกร     . คุณมีทางเดียวคือเข้าได้เพียง"ไถต้า" เท่านั้น(มหาลัยไต้หวัน) ใช่ไหม
             หรือว่าเข้าได้เฉพาะก่อลี่ต้าเสียเท่านั้น

โหย่วเผิง : ใช่ๆๆ  ฉะนั้นตอนที่ผมสอบเข้าได้นั้นเป็นคณะช่างกล  เมื่อเข้าไปแล้วเพิ่งจะรุ้ว่า
              แย่แล้ว  เพราะว่าตลอดเวลา  ที่ผ่านมาวิชาที่อ่อนที่สุดของผมก็คืองานฝีมือ
              การช่างพวกนี้  ฉะนั้นการเรียนช่างกลนั้นจะต้องมีการเขียนแผนต่างๆ
              ผมก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่า  โอ้แย่แล้ว

พิธีกร     . แล้วตอนที่คุณกรอกใบเลือกคณะนั้น  ทำไมคุณไปเลือกเอาคณะนี้ล่ะ
             หรือว่าขอเป็นเพียงของคณะ"ไถต้า"ก็ดีแล้ว

โหย่วเผิง : ใช่ๆๆ  ผมก็คิดอย่างนั้น  ผมคิดว่าผมจะเลือกเอาคณะที่แนวหน้า
              ที่ทุกคนถือว่าเด็กเก่งเรียน  ยิ่งอยู่แนวหน้ายิ่งดี

พิธีกร     . ฉะนั้นตอนนั้นการที่คุณสอบเข้ามหาลัยนั้น  ไม่ได้สอบเพื่อตัวเอง  คุณสอบเข้า
             ก็เพื่อคุณพ่อคุณแม่คุณ  เพื่อเพื่อนๆเพื่อแฟนคลับ  เพื่อค่ายเพลงคุณทั้งนั้น

โหย่วเผิง : เรื่องนี้นั้นมันเป็นเรื่องทีหลังแล้ว  จริงๆแล้วตอนเรียนมัธยมปลายนั้นไม่ได้คิดอะไร
              มากมายขนาดนั้น ตอนหลังเข้ามหาลัย   ผมยิ่งเรียนไป  ยิ่งกดดันทรมาน
              ผมเองก็เพิ่งจะไปคิดเรื่องพวกนี้  จากนั้นก็พักการเรียน

พิธีกร     . ทีแรกคุณเองก็คิดจะเปลี่ยนคณะด้วยใช่ไหม

โหย่วเผิง : ใช่ครับ  ตอนนั้นผมอยากจะเปลี่ยนคณะ  ตอนนั้นผมยังลังเลใจยังดื้อ  เทอมสองปีหนึ่งนั้น
              ผมเองก็เริ่มไปลงวิชาของคณะบริหารแล้ว  จริงๆแล้วการเปลี่ยนคณะในตอนนั้นก็ยังไม่สำเร็จ

พิธีกร     . ใช่ตอนนั้นคุณจะเปลี่ยนคณะ  จากคณะช่างกลมาเป็นคณะบริหารธุรกิจ  มันง่ายไหม






Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2003 MVP Model Valuable Play
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2011, 02:42:47 AM »






โหย่วเผิง : มันไม่ง่ายเลย  เพราะตอนนั้นคณะบริหารนั้นนิยมมากๆ  ทุกคนล้วนได้ 89-80คะแนน
             ในการเปลี่ยน  แต่คะแนนเฉลี่ยผมนั้นแค่ 70กว่าๆจะไปเปลี่ยนได้ไง  มันเปลี่ยนไม่ได้
              แล้วตอนหลังก็ไม่รู้ทำไง  วิชาของช่างกลก็ไม่ได้ลงเรียนเลย  สุดท้ายก็ไม่สามารถจบได้

พิธีกร    . ฉะนั้นในตอนนั้นมีข่าวของคุณ  ออกมามากมายเหมือนกัน  มีคนพูดว่าโอ้ย
             แท้จริงแล้วเดิมที่โหย่วเผิงก็ใช่เก่ง  แต่มันฟรุคเข้าไปเอง  บางคนก็บอกว่า
             เขาคงเอาเรื่อง  การร้องเพลงเป็นหลัก  ฉะนั้นเรื่องการเรียนนั้นเขาทิ้งไปแล้ว
             และยังมีคนบอกว่า  จะเปลี่ยนคณะก็ตาม  หรือจะพักการเรียนก็เป็นการหาที่ลงให้ได้เท่านั้น
             
             แม้ว่าเขาจะไม่พักการเรียนก็คงจะถูกรีไทร์   ฉะนั้นมีข่าวมากมายที่เกี่ยวกับคุณ
             กำลังแพร่หลายไป พูดต่อๆกันไป  แต่ว่าตอนนั้นฉันเองก็คิดว่า  คุณเป็นคนที่กล้ามากๆ
             เพราะว่าคนทั่วไปนั้นมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่น  หรือว่าทำให้คนอื่นพอใจแล้วไปทำ
             บางสิ่งบางอย่าง  แต่พวกเขาก็ไม่กล้าจะออกมาพูดว่า NO แต่คุณกล้าที่จะออกมา
             ปฏิเสธสิ่งเหล่านั้น   ตอนนั้นแน่นอนก็สร้างความเจ็บปวดมากมาย หลายๆคน
             
             ก็ได้พูดว่า  ดูสิ ก่อนหน้านั้นฉันเองก็พูดแล้วไม่ใช่หรือ?  แต่ก็มีบางคนก็ห่วงใยคุณมากๆ
             ก็จะบอกว่าสู้ต่อไป  แค่ปีครึ่งเดียวก็จบแล้ว  อย่างน้อยคุณก็จะมีปริญญาใบหนึ่ง
             แต่ว่าคุณก็เป็นคน   ที่บอกว่าไม่ก็ไม่  บอกว่าจะไปก็ไป

โหย่วเผิง : แน่นอนจริงๆแล้วตอนนั้น  ผมเองก็คงเดินไปถึงจุดหนึ่ง  คือทางมันตันแล้ว
              เดินต่อไปไม่ได้แล้ว  เลยมีความกล้าหาญอย่างนี้ออกมาพูด  จริงๆแล้วแม้ผมจะเรียน
              ต่อไปอีกปีก็ไม่สามารถที่จะจบได้  เพราะว่าผมเองไม่ได้ลงวิชาของช่างกลเลย

พิธีกร     . แสดงว่าคุณไม่ชอบกับวิชาเหล่านั้น

โหย่วเผิง : ใช่ๆ มันไม่อยากเรียนวิชาเหล่านั้นจริงๆ  บวกกับงานที่ทำอยู่ก็ยุ่งมากๆ

พิธีกร     . แล้วคุณบังคับตัวเองเรียนหรือเปล่า?

โหย่วเผิง : มันไม่เกี่ยวกับว่าบังคับหรือไม่บังคับตัวเอง  หากว่าผมหันกลับไป
              เรียนช่างกล   แม้จะ 6ปีก็คงจะจบไม่ได้

พิธีกร     . แล้วคิดเรื่องย้าย มหาลัยไหม?  เพราะว่าในตอนนั้นในใจคุณชัดเจนมากๆ
              แล้วว่า   สิ่งที่ชอบนั้นคือการแสดง

โหย่วเผิง : ไม่จริงๆแล้วในใจผม  ตอนนั้นมันทุกข์มากๆ  เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่พวกเรา
              ต่างคนต่างเดินแล้ว   ตอนนั้นผมเองก็ยังไปแสดงที่ฮ่องกงด้วย

พิธีกร    . อื่ม ตอนนั้น"เสี่ยวหู่ตุ้ย"แยกทางกันแล้ว




Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2003 MVP Model Valuable Play
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2011, 02:42:55 AM »






โหย่วเผิง : ใช่ๆๆ  แล้วฮ่องกงนั้นเป็นเมืองหนึ่งที่ผมไปแสดงบ่อยๆ  จริงๆแล้วสัปดาห์หนึ่งๆ
              ผมต้องไปที่นั่นเกือบ 3-4 วันเลย  แล้วตอนนั้นก็จะถึงช่วงเวลาของการสอบแล้ว
              ผมเองก็ได้ขอทางค่ายว่าจะขอลาหยุด 2 สัปดาห์  แต่ทางค่ายก็ไม่ยอม  เขาบอกว่า
              คุณยุ่งมาก แล้วพวกเขาก็ให้ผมลาแค่อาทิตย์เดียว  แค่สัปดาห์เดียวผมจะอ่านหนังสือทัน
              ได้อย่างไร  วิชาที่จะสอบมันเยอะมากๆ  มันมีทั้งหนังสือช่างกลที่ใช้ภาษาอื่นด้วย
              ฉะนั้นตอนนั้นผมเองก็ทุกข์ใจมากๆ

พิธีกร    . จริงๆแล้วไม่ว่าจะเป็นทางค่ายหรือทางผู้จัดการส่วนตัว  การที่คุณเป็นนักร้องทั้งยัง
             เป็นนักศึกษาของ"ไถ่ต้า"ด้วย  ฉะนั้นการจะไปเป็น   พรีเซนเตอร์นั้นมันไม่ยากเลย
             เพราะมีจุดดึงดูดหลายๆจุด  โดยเฉพาะตอนนั้นได้ปั้น  สร้างคุณให้เป็นเด็กเรียนที่เก่ง
           
             และยอดเยี่ยมมากๆอย่างนั้น ไม่ใช่หรือ?  แล้วการที่คุณจะบอกว่าพักการเรียนมันต้องใช้
             ความกล้ามากๆ ตอนนั้นคุณได้ตัดสินใจเองหรือว่า  คุณได้ไปคุยกับทางพ่อแม่  ผู้จัดการส่วนตัว
             หรือทางค่ายก่อนไหม  จริงๆแล้วเคยไปปรึกษากับพวกเขา

โหย่วเผิง : ในตอนนั้นผมรู้สึกว่า  ประสบการณ์ชีวิตของตัวเองก็ไม่ใช่ว่าจะเยอะ  จริงๆแล้วก็เหมือน
              กับตอนที่ผมเรียนอยู่ม.6 ผมจะรู้สึกเลยว่าการสอบ  เข้ามหาลัยของผมนั้นเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง
              ในชีวิตผม  เพราะตอนนั้นรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งเดี่ยว  ในชีวิตที่มันสำคัญมากๆ  หากว่าผมทำสิ่งนี้
              ได้ไม่ดีหรือแย่ชีวิตผมต้องจบแน่ๆ  ฉะนั้นตอนอยู่ในมหาลัยก็เหมือนกัน  และผมเองก็รู้สึกว่า
              สถานการณ์ของผม  ในตอนนั้นก็คงจะเป็นกรณีพิเศษ  งานและการเรียนของผมนั้น
              มันบีบอยู่ด้วยกัน  งานของผมมันอยู่บนการเรียนผม  หากว่างานผมยิ่งทำยิ่งรุ่ง 
              นั่นก็หมายความว่า

              การเรียนผมก็จะยิ่งอยู่ยิ่งแย่ลง  ใช่ไหม  ฉะนั้นผมก็เลยกลายเป็นว่าผมไม่สามารถที่
              จะทิ้งอย่างเอาอย่าง  หากผมจะทิ้งผมจะทิ้งทั้ง 2อย่างเลย  ฉะนั้นตอนนั้นก็ได้เป็นอย่างนี้
              ฉะนั้นตลอดเวลา  ก็รู้สึกทุกข์ทรมานมากๆ  เพราะเรียนไปไม่ไหวแล้ว  แล้วความกดดันก็เยอะ
              และยิ่งกว่านั้นตอนนั้นทางค่ายให้  เวลาผมอ่านหนังสือสอบแค่สัปดาห์เดียว  จะอ่านอย่างไร
             
              ก็อ่านไม่เข้า  แล้วตอนไปออกงานจะมีการแนะนำตัวผม  ทางพิธีการก็จะแนะนำว่าโหย่วเผิง
              เป็นนักศึกษามหาลัย"ไถต้า" อะไรอย่างนั้น  เป็นนักศึกษาที่ดีที่เก่ง  แล้วผมเองก็รู้สึกว่า
              อย่าไปพูดอย่างนั้นเลย  ขณะที่ทำงาน   ผมเองก็รู้สึกว่าหมดกำลังใจ  เวลาอยู่ในมหาลัย
              ก็หมดกำลังใจเหมือนกัน  มันเหนื่อยมากๆ

พิธีกร     . อื่ม ฉะนั้นตอนหลังมาคิดย้อนได้แล้วว่า  หากว่าจะวางทิ้งการเรียนแล้ว  การงานของคุณ
              ก็คงจะต้องจบไปด้วย  แต่ว่าทั้ง 2 ด้านก็ไม่สามารถจะทำได้ดีแล้ว  สิ่งเดี่ยวทางเดียวที่คุณ
              จะตัดสินใจเดินก็คือ  ทิ้งทั้ง 2 อย่างแล้วมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่

โหย่วเผิง : จริงๆแล้วตอนนั้นผมเอง  ก็คิดว่าอารมณ์ความกดดันผมนั้นมีมาก  จนถึงจุดสูงสุดแล้ว
              หลังจากนั้นก็มีผู้อาวุโสมาแนะนำผมว่า  จริงๆแล้วสายตาของคุณอย่าไปมองแคบๆแบบนั้น
              จริงๆแล้วคนเราก็มีหลายๆ  เส้นทางที่จะเดินไปได้  แล้วคุณพร้อมที่จะหยุดมันเสียก่อนไหม
              จากนั้นคุณก็สามารถไปต่างประเทศ  ไปมองอะไรให้กว้างขวางขึ้น  หลังจากที่ท่านได้แนะนำผม
              อย่างนี้แล้ว  ผมก็รู้สึกว่าทำไมจะไม่ได้  ลองไปทำดูก็ได้


Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2003 MVP Model Valuable Play
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2011, 02:43:01 AM »






พิธีกร     . เป็นช่วงเวลาที่คุณไปเรียนต่อ  ที่ต่างประเทศ

โหย่วเผิง : ใช่ เป็นช่วงเวลานั้น  แล้วตอนนั้นผมก็ได้เริ่มที่จะ   เพราะผมคิดว่าคนที่ตก
              อยู่ในความทุกข์นั้น  ก็จะมีการคิดอย่างนี้  จากนั้นผมก็เริ่มคิด ว่าเอาล่ะ การเรียนของผมนั้น
              เพื่อใบปริญญาณในหนึ่ง  และสามารถที่จะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังในตัวไกวๆหู่
              หรือว่าการที่ผมเรียนนั้น  เป็นการชอบของผม  เพราะว่าหากในงานของผมเป็นการแสดง
             
              แต่กลับไปเรียนช่างกล  มันไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรเลย  อนาคตผมเองก็คงจะไม่ไป
              เป็นช่างแน่นอน  แล้วผมเอาใบปริญญาไปทำอะไรล่ะ  ตอนหลังมา กลับมาคิด
              เรื่องนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า  ก็รู้สึกว่า พอแล้วล่ะ ไกวๆหู่ ที่ทุกคนอยากให้เป็นที่ผมกำลังทำอยู่นี้
              มันพอแล้ว มันหลายปีแล้ว  ผมจะต้องทำอะไรที่เป็นตัวของตัวเองบ้างแล้ว 

พิธีกร     . ฉะนั้นคุณก็ตัดสินใจ be yourself ได้เป็นตัวของตัวเองจริงๆ

โหย่วเผิง : ใช่แน่นอนผลพวงหลายๆอย่างนี้นั้น  ผมจำต้องไปรับผิดชอบด้วยตัวเอง  ก็เหมือนกับเมื่อกี้
              ที่คุณพูด  ผมคิดว่าทุกการเปลี่ยนแปลงนั้น  แน่นอนก็จะมีทั้งคำชมและคำนินทา มีคนสนับสนุน
              ก็ต้องมีคัดค้าน และผลพวงเหล่านี้นั้น  ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี สุดท้ายตัวเองก็ต้องไปแบก รับมัน

พิธีกร     . คุณก็ได้พูดในสิ่งที่สำคัญไปประเด็นหนึ่ง  ก็คือแรงผลักดันในอดีตที่คุณเคยมีนั้น
             วันที่คุณไม่มีแล้วนั้น  แล้วคุณจะไปสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไร อย่างเช่นงานการแสดงของคุณ
             คุณสร้างความชื่นชอบสนใจมันได้อย่างไร  มีช่วงหนึ่งของคุณ คือออกไปเรียนต่างประเทศ
             แต่หลังจากที่คุณกลับมาแล้ว  หันกลับมาสู่วงการบันเทิงเต็มตัว  ช่วงระยะเวลาในตอนนั้น
             ของคุณนั้น  คุณก็ได้เจออุปสรรคมากมายเหมือนกัน  คุณได้ทำอย่างไรบ้าง

โหย่วเผิง : แน่นอน จริงๆแล้วใช่ว่าทุกอย่าง  ทุกคนจะมองเห็นและรู้  และในช่วงนั้นผมเองก็รู้สึกว่า
              คนเรานั้นเล็กน้อยมากๆ  ไม่มีใครจะไปสนใจว่าคุณไปเจออะไร  ทุกข์อย่างไร

พิธีกร     . ช่วงเวลาอย่างนี้มันนานสักแค่ไหน

โหย่วเผิง : อื่มก็นานหลายปีนะ  เพราะว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่ต้องโดดเดี่ยว  และบวกกับสถานการณ์
              ในครอบครัวของเรานั้นย่ำแย่ที่สุด  เพราะต่างคนก็ต่างอยู่ แล้วทางญาติผมก็เจอ
              เหตุการณ์เลวร้ายอีกด้วย  และด้านการงานก็ไม่ค่อยดีด้วย  เวลาของช่วงนั้น
              ก็คงประมาณ 3-4ปี ประมาณนั้น

พิธีกร     . แล้ว 3-4ปี นั้น   คุณมักจะพูดอะไรกับตัวเอง  เพราะช่วงเวลานั้นเป็นการเลือก
              ของคุณ   เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นด้านวงการบันเทิงก็ถูกกระทบ
              และด้านการเรียนก็ไม่สามารถที่จะก้าวต่อไปได้





Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2003 MVP Model Valuable Play
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2011, 02:43:27 AM »
 





โหย่วเผิง ; ใช่ครับ ผมในช่วงนั้นชีวิตของผมมันเดินไปถึงทางตันแล้ว  มันตันจริงๆ เพราะว่า
              ไม่มีอะไรที่จะทำได้เลย  ผมรู้สึกตลอดว่า เวลาของคนเรานั้นมีจำกัด ทุกคนก็จะเหมือนกัน
              ก็คือเวลาเดียวกัน  ทำงานสองอย่างให้ดีไม่ได้  ก็เหมือนตอนสมัยเรียนของผม
             
              ผมนั้นได้เรียนรู้  ที่จะร้องเพลงบนเวทีอย่างไร  แต่ว่าผมก็ไม่มีวิชาอย่างอื่นที่จะไปทำ
              ผมเองก็ไม่สามารถจะไปทำงาน   อะไรอย่างอื่นได้  หลังจากนั้นคุณจะพูดว่า
              จะไปเรียนการบริหาร   แล้วมาทำอะไร  มันคงไม่ไหว จริงๆแล้วตอนนั้น
              ที่จะย้ายคณะ   ก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ง่าย

พิธีกร     . จริงๆแล้วตอนนั้นคุณเองก็ยังเด็กอยู่

โหย่วเผิง : ใช่ตอนนั้นยังเด็กอยู่  จะไปรับบทแสดงเป็นพระเอกอะไรก็คงจะไม่ดีพอ
              และด้านการร้องเพลงนั้น  คุณก็เป็นนักร้องขวัญใจคนหนึ่ง  แล้วไม่รู้จะทำอย่างไร
              จะหาเลี้ยงชีพตัวเอง  อย่างไรก็ยังไม่รู้

พิธีกร     . ฉะนั้นเลยถูกคนอื่นว่า  จนไม่รู้จะทำอย่างไรใช่ไหม

โหย่วเผิง : ตอนนั้นยังคงจะเช้าอยู่  จริงๆก็สามารถใช้คำนี้  ปกป้องตัวเองได้ ก็คือเข้าวงการ
              เร็วเกินไป ฮ่าๆๆ จริงๆแล้วตอนนั้น  ไม่รู้จะทำอย่างไรจริงๆ  ผมยังจำได้ว่าตอนนั้น
              ก็ยังมีคนมากมายมาช่วยเหลือผม  ไม่ว่าจะเป็นทางค่าย แล้วผู้จัดการส่วนตัวของผมด้วย
              คุณจื้อชิว แล้วพี่หยางได้พาผมไปที่สถานี  แล้วไปหางานหรือหาโอกาสดูว่า
              มีอะไรพอจะไปได้  ผมยังจำได้ว่าตอนนั้นผมยังไปหางานกับคุณแซวเจี้ยง เพราะเคยร่วมแสดง
              เป็นคู่กับเขาด้วยกัน  ตอนหลังผมเองก็คิดว่า   ดวงของตัวเองนั้นดีมากๆเหมือนกัน
             
              เพราะว่าในตอนนั้นฝีมือการแสดงผมนั้น  ไม่มีประสบการณ์เลย  และละครเรื่องแรก
              ที่ผมเล่นนั้นเป็นองค์หญิงกำมะลอ  จะพูดอย่างไรก็ตามมันก็เป็นเรื่องหนึ่ง
              ที่สร้างปฏิหาร์ยให้กับผม  และยังเป็นละครที่ช่วย  เปิดหนทางอนาคตให้กับผมอีกด้วย
              หากว่าเรื่องแรกของผมไม่ใช่เรื่องนี้นั้น  ผมอาจแสดงไป 2-3 เรื่องแสดงแล้วไม่ดัง
              ผมก็คงคิดท้อแล้วทิ้งการแสดงไปเลยก็ได้

พิธีกร     . แล้วโอกาสของ องค์หญิงกำมะลอ เรื่องนี้นั้นได้มาอย่างไรล่ะ?

โหย่วเผิง : ตอนนั้นหรือ เริ่มแรกเป็นทางค่ายของสิงเหยามาหาผม  ในตอนนั้น สำหรับเขาแล้ว
              น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงมากกว่า  เพราะว่าตอนนั้นการสร้างเรื่องนี้นั้น  เขาจะสร้างออกมา
              เป็นแนวรูปแบบใหม่  แล้วตัวละครที่จะให้แสดงก็จะใช้คนใหม่ ทั้งหมดเลย

พิธีกร     . อื่ม พวกเขาหาคนใหม่ๆที่ซนและน่ารัก

โหย่วเผิง : ใช่ ในเรื่องล้วนจะใช้คนใหม่  ในนั้นมีผมกับจื้อเผิง เสี่ยวหุ่ตุ้ย  ยังถือว่า
              ยังมีชื่อเสียงหลงเหลืออยู่บ้าง  ฉะนั้นเขาก็ได้เลือกใช้พวกเรา
              จากนั้นพวกก็ได้มา   ทาบทามพวกเราประมาณนั้น





Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2003 MVP Model Valuable Play
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2011, 02:43:34 AM »







พิธีกร   . ฉันอยากจะถาม  คำถามหนึ่งกับโหย่วเผิง  เพราะว่าเมื่อกี้ที่คุณเพิ่งพูดไปว่า
            ประมาณ 2-3 ปีใช่ไหม  ที่คุณบอกว่าทั้งหน้าที่  การงานคุณตกต่ำสุดๆ
            แล้วฉันก็บอกว่าคุณเดินถึงทางตันแล้ว  คุณก็ตอบว่าใช่ แต่ว่าตอนนั้นทางผู้จัดการ
            ส่วนตัวคุณได้นำคุณไปหางานทำ  ความรู้สึกในตอนนั้นของคุณเนี่ย จะรู้สึกว่า
            วางตัวเองไม่ลงหรือเปล่า  เพราะว่าอย่างไรก็ตาม  คุณก็เป็นคนหนึ่งที่เคยโด่งดัง
       
            มีชื่อเสียงมาก่อน  จะเดินไปไหนก็คงจะมีคนมากมายมาดูคุณ  มาให้คุณเซ็นชื่อ
            แต่ว่าวันนั้น   คุณกลับต้องไปหางานทำ ไปขอร้องพวกเขา
            ฉันมองว่ามันเป็นช่องว่าง   ที่ห่างกันมากๆ เลยนะ

โหย่วเผิง : แต่ว่าผมคิดว่าตอนนั้น  มันคงจะเป็นจุดที่จะเริ่มต้นจริงๆ   ของชีวิตผมมั้ง
              ก็เหมือนกับตอนที่"เสี่ยวหุ่ตุ้ย"เริ่มดังนั้น  ผมเองก็แค่ 15 ปีเอง  และในตอนนั้น
              ผมเองก็ไม่มี  ประสบการณ์ในสังคม  ประสบการในการทำงานอะไรพวกนั้นเลย
              และเมื่อได้หวนไปคิดถึงแล้ ว ผมก็จะรู้สึกว่า  สิ่งเหล่านั้นมันมาเร็วเกินไป
              และง่ายเกินไปหรือเปล่า  จริงๆ แล้วบางครั้งเราไม่รู้ว่าแท้จริงชีวิตนั้น  มีความทุกข์
              ด้วยเหมือนกัน  จริงๆแล้วในตอนนั้น สำหรับผมเองแล้ว   ผมจะไม่ทำเรื่องอย่างนั้นเลย
              ก็คือไปขอร้อง   ไปสมัครงานอะไรอย่างนี้

พิธีกร     . อื่ม เหมือนกับไปขอโอกาส  โอกาสหนึ่งอะไรอย่างนั้นใช่ไหม

โหย่วเผิง : รวมทั้งตอนนั้นผมจำได้ว่า  เป็นการจัดงานแถลงข่าว   อะไรประมาณนั้น แล้วตอนนั้น
              ผมก็ได้ซื้อดอกไม้ไปมอบ ทำให้ผมคิดได้ว่า อะไรกัน  ผมเป็นคนไปส่งดอกไม้ให้คนอื่น
              ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน  อย่างไรก็ตาม จริงๆแล้ว   คนเราจำต้องมีงานมีรายได้นี่นา
              ฉะนั้นเรื่องอะไรบางอย่าง  เราจำเป็นจะต้องไปยอมรับมัน  นั่นอาจเป็นการดำรงชีวิต
              อย่างจริงแท้ก็ได้  นั่นคือวิถีชีวิตทีแท้จริงของผม  มันไม่ใช่เหมือนกับสมัยอดีต
              ที่ผ่านมาอย่างนั้น ว่ามันดี   ดูสวยงามอะไรอย่างนั้น

พิธีกร    . อื่ม การเป็นอย่างนั้นมันไม่ง่ายเลยนะ  เพราะว่าคุณใช้เวลาในการปรับตัวเร็วมาก
            ในการปรับสภาพอย่างนั้นได้ สงสัยหลายๆคน   คงยังจะติดอยู่ในสภาพอดีตที่มีเกียรติ
             มีชื่อเสียงอย่างนั้นต่อไป  พวกเขาคงจะมีภาวะจิตใจคิดอยู่ในอดีตอย่างนั้น  จนไม่สามารถ
             ที่จะยอมรับสภาพ  ความเป็นจริงในวันนี้ได้  หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพการณ์

โหย่วเผิง : การต้องยอมรับสภาพจริงนั้นเป็นสิ่งจำต้องทำ  เพราะว่าผมมองว่า  คนเรานั้นจำต้อง
              ตักน้ำใส่กระโหลกชะโงกดูเงาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ   ต้องชัดเจนว่าตัวเองเป็นอะไร
              อย่างเช่นงานที่   ผมทำนั้นทำมานานมาก ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงต่างๆหรือว่าคำชมต่างๆ
              ที่คนอื่นชมต่อเรานั้น แท้จริงสิ่งเหล่านั้น    ล้วนเป็นของนอกกาย
              สิ่งที่สำคัญคือว่าคุณมองตัวเองอย่างไร





Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2003 MVP Model Valuable Play
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2011, 02:43:42 AM »






พิธีกร     . อื่มเป็นอย่างนี้

โหย่วเผิง : ใช่ๆ หากว่าคุณจะไปลุ่มหลงสิ่งเหล่านี้  ที่มันยกคุณสูงขึ้นๆ แล้ววันหนึ่ง
              ตกลงมาคนที่เจ็บปวดนั้น   ก็คงจะเป็นตัวเอง

พิธีกร     . อื่มใช่ ถึงเวลาที่ควรจะถ่อมตน   ก็ควรจะถ่อมตนใช่ไหม

โหย่วเผิง : ใช่ ถึงเวลาควรจะชัดเจนตัวเอง   ก็ควรจะชัดเจน

พิธีกร     . แล้วหลังจากนั้นงานการแสดงของคุณนั้น   ล้วนจะมุ่งเน้นไปทางประเทศจีนมากกว่า
              ถูกไหม เพราะว่าทุกวันนี้ทุกคนจะเปรียบคุณว่า  คุณเป็นคนที่ก้าวข้ามสามประเทศเลย
              หลังจากที่คุณประสบกับความตกต่ำแล้วนี่   ก็เป็นการจุดประกายครั้งที่สองของคุณ

โหย่วเผิง : ส่วนตัวผมเองนั้นผมก็รู้สึกว่าเยอะมากๆ  แต่หากดูแต่ผิวเผินแล้ว ดูไปแล้วก็เหมือนกับว่า
              ผมนั้นประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง  และดูเหมือนทุกอย่างก็ราบรื่น จริงๆแล้วผมว่า
              หากได้มีโอกาสอย่างนี้มาพูดคุยอีกครั้งนั้น   ก็เหมือนกับการเปลี่ยนแปลง
              ผมนั้นร้อยแปดพันเก้า   เลยทีเดียว

พิธีกร    . ใช่แล้ว ตัวเองฉันก็เชื่อว่าใช่ เพราะว่าทุกคนก็จะมองเห็นแต่  ภาพบนเวทีหรือหน้าจอ
             ของนักศิลปินเท่านั้น  แต่ว่าหากจะเป็น ยกตัวอย่างเรื่องการ  แสดงภาพยนตร์ของคุณมาพูด
             จริงๆแล้วมีความทุกข์ลำบากมากมาย   ที่คนทั่วไปพวกเขาก็จะไม่รับรู้ในสิ่งเหล่านี้ที่คุณเจอ
             โดยเฉพาะฉันลองจิตนการหรือลองเดาเอาว่า   ขณะที่คุณเริ่มก้าวเข้ามาสู่วงการแสดงนั้น
             ก็เหมือนกับการที่คุณได้   ปีนป่ายขึ้นมาจากเหวของชีวิตและทะยานสู่จุดสูงสุด
             ได้สร้างจุดสูงสุดของชีวิตอีกครั้งหนึ่ง    และความไม่เป็นธรรมหรือความขมขื่น
              มากมายนั้นล้วนแต่ตัวเอง    รับรู้เพียงคนเดียว

โหย่วเผิง : ใช่ บ้างก็หวานอม ขมกลืน สิ่งเหล่านี้เริ่มจากเรื่อง  องค์หญิงกำมะลอ
              เพราะนั่นเป็นละครโทรทัศน์   เรื่องแรกของผม

พิธีกร     . คุณเคยถูกคนอื่นหมิ่นดูถูกว่าคุณว่า แสดงไม่เป็น "เสี่ยวหู่ตุ้ย"ก็งั้นๆแหล่ะ
             ไม่มีอะไร   มีอย่างนั้นไหม

โหย่วเผิง : จริงๆแล้วผมเองก็ไม่ได้ออกหน้าออกตาอย่างนั้น  พวกเขาคงไม่พูดว่า"เสี่ยวหุ่ตุ้ย"ก็งั้นๆ
              แต่ว่ามีคืนนึง  พวกเขาก็ไม่เห็นผมอยู่ในสายตาอย่างนี้มี  เพราะว่าตอนนั้น
              ผมเป็นเด็กใหม่นี่นาเพราะผมได้เปลี่ยน   อาชีพของผม

พิธีกร     . ใช่ ทุกอย่างมาเริ่มนับหนึ่งใหม่