ผู้เขียน หัวข้อ: เสี่ยวหู่ตุ้ย คุณที่ไม่มีอะไรมาแทนความทรงจำได้  (อ่าน 2319 ครั้ง)

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1307
    • ดูรายละเอียด
เสี่ยวหู่ตุ้ย คุณที่ไม่มีอะไรมาแทนความทรงจำได้



ปีเสือปีนี้ เสียวหู่ตุ้ยได้กลับมาแล้ว ความหน้าใสน่ารักของพวกเขานั้นได้ถูกกาลเวลาบดบังไป แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือ รอยยิ้มที่สวยงามกับเสียงเพลงที่เพราะ 20 ปีแห่งกาลเวลา การรวมตัวครั้งนี้ของพวกเขานั้นนับว่าเป็นการทำความฝันของทุกคนให้เป็นจริง ในความฝันที่มีความทรงจำเก่าๆมากมาย

การรวมอีกครั้ง “เชื่อเถิดว่า พวกเราจะกลับมาหาทุกคนอีกครั้ง ร้องถึงวัยหนุ่มที่ไม่เคยลืมของพวกเรา”

ก่อนหน้านี้ที่ จื้อเผิง ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อที่ปิกกิ่ง ขณะที่ถูกถามถึงความรู้สึกที่ได้เจอเพื่อนเก่า “ผมรู้สึกว่าตอนแรกๆ ก็ยังมีความไม่คุ้นเคยอยู่ แน่นอนปฏิเสธไม่ได้ว่านานแล้วที่พวกเราไม่ได้ร่วมเวทีร่วมการแสดงด้วยกัน แต่ว่า หลังจากที่ได้ซ้อมการแสดง 2-3 วันแล้ว รู้สึกต่างคนก็ค่อยๆ เรียกความรู้สึกในสมัยอดีตกลับคืนมาแล้ว”

อู่ฉีหลง ได้กล่าวว่า นี่เป็นโอกาส เบียดบังผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นของส่วนตัว ผ่านทางการรวมตัวครั้งนี้ พี่น้องทั้ง 3 คนได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน และได้หวนคิดถึงเรื่องราวอดีตต่างๆ และสิ่งที่โหย่วเผิงอัศจรรย์ใจที่สุดคือ ทั้ง 3 คนนั้นเข้าขากันได้ดีกว่า 20 ปีก่อน มันอาจเป็นเพราะพวกเราเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว ตอนซ้อมพวกเรายังแซวกันเลยว่า หากว่าเวลาแสดงท่าจังหวะของพวกเราพร้อมเพรียงกันจนหมดนั้นคงไม่ใช่เสี่ยวหู่ตุ้ยแล้ว ก็คิดไม่ถึงว่าผลงานที่ออกมานั้นดีกว่าอดีตจริงๆ”

เหตุด้วยมีผู้คนหนับหมื่นแสนเฝ้ารอการกลับมาของพวกเขา ทำให้ทั้ง 3 ก็ต้องเตรียมตัวการแสดงในงานนี้อย่างสุดๆ ทราบจะผู้จัดการส่วนตัวโหย่วเผิง เพื่อจะมางานนี้ โหย่วเผิงได้แคนเซิ่นงานกว่า 10 งานของเขา และเพื่อจะตอบแทนที่ทุกคนยังรักห่วงใยเสี่ยวหู่ตุ้ย แม้จะสูญเสียจากงานของเขามากมายเขาก็ยินดี เพื่องานนี้นั้น โหย่วเผิงได้โกนหนวดที่ไว้มาเป็นเวลานานทิ้งไป ขณะเดียวกัน ทางฉีหลงก็พยายามที่จะเรียกท่าตีลังกาหลังกลับคืนมา โดยการฝึกทุกวันเลย



ก้าวสู่วงการ “ตัวหนอนรอคอยพรุ่งนี้จะมีปีกสวยงามคู่หนึ่ง”

ตุลาคม 1988 เสี่ยวหุ่ตุ้ยได้ดังขึ้นในรายการทีวี “ชิงชุนต้าตุ้ยคั้ง”ของไต้หวัน ตอนนั้นทางรายการต้องการให้มีผู้ช่วยซึ่งเป็นผู้ชาย 3 คน เมื่อหวนคิดถึงภาพอดีตตอนนั้น ฉีหลง ได้เล่าว่า “ครั้งแรกที่ได้เจอจื้อเผิงและโหย่วเผิงก็จำฝังใจแล้ว เพราะทุกคนที่มาสมัครก็ล้วนปกติ มีแต่พวกเขา 2 คนที่ดูแปลก ตอนที่จื้อเผิงเดินเข้ามานั้น ได้แบกกระเป๋าใบหนึ่ง สวมหมวกแก๊ปใบหนึ่ง เสื้อผ้าที่เขาใส่ก็ถือว่าทันสมัยเหมือนกัน ตอนเข้ามาเขาไม่พูดไม่จา ไปนั่งอยู่มุมหนึ่งแล้วหยิบร้องเท้ามาเปลี่ยน ผมก็ได้มองเขาเปลี่ยนเสื้อผ้า  เปลี่ยนรองเท้า ตอนนั้นก็รู้ว่าเขาเป็นคนที่มีไอเดียตอนหลังก็เห็นโหย่วเผิงเดินเข้ามา  เขาใส่ชุดนักเรียน โรงเรียนที่เขาเรียนถือว่าเป็นโรงเรียนที่ดีแห่งหนึ่งของไต้หวัน  ผมเลยแปลกมากๆ เด็กนักเรียนของโรงเรียนที่เป็นเด็กเรียน มาที่นี่ได้ไง?  และทรงผมของเขาก็หยิกนิดๆ” และทางจื้อเผิงและโหย่วเผิงก็ได้หวนคิดอดีตของฉีหลง  ภาพที่ติดใจตลอดคือ “มอเตอร์ไซร์คันใหญ่ของเขา”
 
ตอนแสดงคัดเลือกนั้น โหย่วเผิงที่ร้องเพลงมีหลักมีการ จื้อเผิงที่โดดเด่นการเต้น และการแสดงที่มีสีสันของฉีหลง “ตอนนั้นผมเห็นคนนั้นร้องเพลงได้ดี คนนี้ก็เต้นได้ดีมาก ตัวเองไม่รู้ว่าจะเอาอะไรโชว์ดี  สุดท้ายก็เลยตีลังกาหลังโชว์” แค่ตีลังกาหลังนี้ ทำให้เข้าตีเข้าสู่เส้นทางบันเทิงเลย
 
สำหรับช่วงนั้นของผมนั้น โหย่วเผิงกล่าว ตอนนั้นตัวเองได้คุยกับแม่ว่าเรื่องการไปสมัครเข้าคัดเลือกนั้นจะปิดไว้ไม่ให้พ่อรับรู้  “พ่อผมหน้าตาดีมาก ขนาดเดินบนถนนก็ยังมีแมวมองมาชวนให้ไปเป็นดารา แต่ทัศนะของพ่อนั้น เป็นคนหัวโบราณหน่อย ลูกผู้ชายนั้นไม่ควรพึ่งใบหน้ากิน และไม่ชอบที่ผมจะเกี่ยวข้องกับอาชีพนี้” เพราะเหตุนี้ การคัดเลือกผ่านไปทีละขั้นทีละตอนจนได้กลายเป็นสมาชิกของเสี่ยวหู่ตุ้ย โหย่วเผิงเองก็มองเสี่ยวหุ่ตุ้ยเป็นเพียงงานเสริมที่จะหาเงินเป็นค่าขนม เพื่อจะไม่ให้กระทบต่อการเรียนเขา เขาได้มีเงื่อนไขเซ็นสัญญากับทางค่ายว่า “เวลาเรียนนั้นจะไม่ลาไปทำกิจกรรมเด็ดขาด”
 
เริ่มแรกนั้นทั้ง 3 คนทำงานเป็นผู้ช่วยของรายการ  โดยได้รับเงินสัปดาห์ละ 1,350เหรียญไต้หวัน หากว่าสัปดาห์นี้รายการไม่ยาว ยังมีเวลาเหลืออยู่ไม่กี่นาที พวกเขาทั้ง 3 คนก็จะได้ร้องเพลง 2 เพลงและเต้นไปด้วย  เพิ่มจะให้เวลารายการพอดี ยิ่งกว่านั้นบางครั้ง   งานพวกเขาเป็นการโยกย้ายอุปกรณ์ต่างๆในรายการ แต่เมื่อพวกเขาได้ออกรายการแล้ว  ใบหน้าที่ใสๆ และเดียงสาของพวกเขาเป็นที่สนใจของผู้ชมเป็นอย่างมาก
ธ .ค.1988  พวกเขาได้เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับค่ายไคลี่
ม .ค.1989 วงเสี่ยวหู่ตุ้ยกับวงเหย่าฮวนได่ตุ้ย  ได้ร่วมกันออกอัลบั้ม “ซินเหนียนไคว่เล่อ” คิดไม่ถึง อัลบั้มที่แค่ลองทำเป็นชิ้นแรกกลับขายดีอย่างเทน้ำเทท่าในตลาด โดยเฉพาะเพลง “ชิงผิงก่อเล่อเหยียน” หลังจากที่อัลบั้ม “ซินเหนียนไค่วเล่อ”ออกได้ไม่นาน เสี่ยวหู่ตุ้ยก็เริ่มที่จะทำอัลบั้มของตัวเองซึ่งอัลบั้มแรกคือ  “แซวเหยาอิ๋ว” และได้ติดเป็นอันดับ 1 ของไต้หวันด้วย  ในไต้หวันได้มีกระแสเสี่ยวหู่ตุ้ยที่แรงขึ้นมา  และหลังจากนั้นโดยเฉพาะอัลบั้มต่อมา “หงชิงถิง”นั้น ได้ทำยอดขายอย่างถล่มทลายโดย 1 เดือนขายกว่า 400,000 ตลับ
 
พูดถึงเรื่องการถ่ายรูปโปสเตอร์แล้ว อู่ฉีหลงนั้นจะมีหน้าครึม ยิ้มแบบไม่เห็นฟัน ฉีหลง ได้กล่าวว่า จริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นคอนเซ็ปของค่าย “ตอนนั้นที่ถ่ายรูปนั้น ทางค่ายได้บอกผมว่า  พยายามอย่ายิ้ม และทางโหย่วเผิงต้องยิ้มให้บาน ต้องให้เห็นฟันทุกซี่ด้วย สำหรับจื้อเผิงนั้นแล้วแต่เขา สิ่งเหล่านี้ก็เพื่อจะทำให้งานออกมาได้สมบูรณ์ แต่แรกทางค่ายก็มีคอนเซ็ปอย่างนี้แล้ว ตามบุคลิกของเราแล้วทำใบหน้าให้เข้ากับตัวเอง

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1307
    • ดูรายละเอียด
จากกัน “เมื่อคุณก้าวสู่เส้นทาง แล้วเดินไปคนเดียว ฉันนั้นได้เพียงอวยพรคุณในใจ”

หลังถึงจุดสุดยอดแล้ว ต่างคนก็ต่างเดิน
 
ปลายปี 1991 โหย่วเผิงยุ่งกับการเรียน จื้อเผิงต้องไปเกณฑ์ทหาร นั่นแสดงว่าเสี่ยวหู่ตุ้ยนั้นต้องแยกกันชั่วคราว
 
จื้อเผิงหวนคิดแล้วกล่าวว่า “ผมจำได้ว่าพรุ่งนี้ก็จะต้องจากเมืองไทเปไปนั้น พวกเราได้จัดงานคอนเสิร์ต “แล้วพบกันไหม”ให้กับแฟนๆ ตอนนั้นผมบอกกับตัวเองว่าจะไม่ร้องไห้ เมื่อร้องเพลงจนถึงเพลง “หูเตียเฟยยา” ในนั้นมีเนื้อเพลงท่อนหนึ่ง “ตัวหนอนรอคอยพรุ่งนี้จะมีปีกสวยงามคู่หนึ่ง” เมื่อผมร้องถึงประโยคนี้ก็ใจสลายแล้ว จากนั้นโหย่วเผิงเริ่มร้องไห้ ผมรู้สึกว่าอาจารย์ที่เขียนเพลงนี้นั้นเก่งมากๆ”
 
หลังจากที่ได้ร้องไห้จนน้ำตาแห้งในงานลาแฟนๆ จื้อเผิงก็ได้ย่างเข้าสู่เส้นทางโดดเดี่ยว “ตอนนั้น โหย่วเผิงกับฉีหลงก็ได้ส่งผมเหมือนกัน จากไทเปส่งไปถึงสถานีรถไฟไทจง” จื้อเผิงกล่าวว่า “รอจนถึงวินาที่สุดท้ายจะขึ้นรถแล้ว จะมุ่งสู่สนามฝึกทหารแล้ว ถึงจะรู้สึกว่า เสี่ยวหู่ตุ้ยนั้น ยิ่งนานวัน ยิ่งห่างผม แต่ผมก็รู้ว่าคิดมากไปไม่ได้  เพราะเมื่อคุณไปถึงอีกสิ่งแวดล้อมหนึ่งนั้น คุณจะต้องไปปรับตัวเข้ากับมัน ได้แต่เพียงแอบหวนคิดถึง ตอนอยู่ในค่ายนั้น 3 เดือนแรกโทรศัพท์ก็ไม่ได้”
 
วันเวลาไหลผ่าน เรื่องราวในโลกอยากจะคาดคะเน

รอถึง ธ.ค.1993 จื้อเผิงกลับจากเกณฑ์ทหาร เสี่ยวหู่ตุ้ยได้รวมกันใหม่ แต่ช่วงนั้นในวงการเพลงนั้น คนที่ร้อนแรงที่สุดเป็นหลินจื้อชิน ยุคทองนั้นยากจะหวนกลับมาอีกครั้ง ยอดขายของพวกเขาก็ไม่ค่อยดี
ปี 1995 เสี่ยวหู่ตุ้ยได้ออกอัลบั้มสุดท้าย “ยงเหวินจื้อเหย่า” 
เม.ย. 1994 เสี่ยวหู่ตุ้ยจัดคอนเสิร์ตในอัลบั้ม “หลงเทิงหู่แซว” จากนั้นก็ประกาศแยกทางกัน ทำให้แฟนๆ หลายคนถึงกับร้องไห้



เป็นผู้ใหญ่แล้ว บินไปอย่างสบายใจ กล้าที่จะไปใฝ่หา ใฝ่หาความฝันที่ยังไม่เป็นจริงในชีวิต
 
ปี 2002 โหย่วเผิงได้จัดคอนเสิร์ตที่เซี่ยงไฮ้เป็นครั้งแรก  หลังจากที่ได้บินเดี่ยว เสือน้อย 3 ตัวได้อยู่รวมกันอีก ร่วมร้องเพลง “ซิงกวางอีจิ้วช่างลั่น”ด้วยกัน ตอนนั้น โหย่วเผิงได้ฝ่าฟันตัวเองเข้าไปสู่วงการละครทีวี  ฉีหลงนั้น แม้จะมีงานภาพยนตร์แต่ผลงานก็ไม่ดี  เขาที่เอาดีทางด้านธุรกิจก็เริ่มเปิดร้านอาหารของตัวเอง เป็นนายหน้าซื้อขายบ้าน ด้านนี้เขาทำได้ดีมาก
 
หลังจากที่ต่างคนต่างบินแล้ว  การงานของ จื้อเผิง ดูเหมือนจะไม่สู้ดีเท่าทั้ง 2 คน มีเพียงครั้งเดียวที่เขาเป็นที่สนใจของทุกคนคือ การที่เขาร่วมแสดงคอนเสิร์ตของ จางก่อหยง(เลสลี่จาง)  จากตรงนั้นได้เห็นมีฝีไม้ลายมือในการเลียนแบบคนอื่น แต่ที่น่าเสียดายความพยายามของเขานั้นไม่มีใครเห็น หนำซ้ำหลายคนยังคิดว่าเขายืมดาบของจางก่อหยงใช้ (อาศัยบารมี)
 
และขณะที่ได้ถามว่างานในปี 2010 ของเขานั้นจะเน้นไปทางไหน จื้อเผิงตอบว่า “ตารางงานนั้นแน่นไปหมดแล้ว มีทั้งถ่ายละครทีวีและภาพยนตร์ ปียังน่าจะทำอัลบั้มหนึ่งที่แฟนๆได้เรียกร้องมา สำหรับรายละเอียดนั้นจะไม่ขอพูดในตอนนี้”
 
เขาที่บอกว่า เป็นคนที่ฟิตร่างกายเพื่อจะถ่ายหนังสไตน์บู้อย่างฉีหลง ปี 2009 เพิ่งถ่ายเรื่อง “เปียวสิงเทียนเซี่ยเฉียนจ้วน” เสร็จ  มีฉากบู้กว่า 10 ตอน แต่ละตอนนั้นล้วนโหดๆ  บู้จนตัวเองรู้สึกมันมากๆ ฉะนั้นเลยตัดสินใจว่าปี 2010 นั้นยังคงจะเล่นบู้ต่อ”

 
สำหรับโหย่วเผิงที่สร้างผลงานในเรื่อง “เฟิงเซิง”  นั้นพวกเราทุกคนต่างรู้กัน เพื่อจะแสดงบท “ไป๋เสี่ยวเหนียน”ให้ดี เขาไม่กลัวที่จะทำลายภาพลักษณ์ในอดีต บทนี้น่าจะบอกว่าเป็นบทที่ทะลุทะลวงบุคลิกของโหย่วเผิง   อายุ 36  อย่างโหย่วเผิงนั้นได้สลัดคลาบของเด็กหน้าอ่อนทิ้งไปแล้ว  ได้กลายเป็นคนที่มีหนวดมีเครา  เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว มีคนบอกว่าบท “ไป๋เสี่ยวเหนียน” นั้นเป็นจุดเปลี่ยนที่แย่ของโหย่วเผิง   แต่โหย่วเผิงกล่าวว่าไม่ได้คิดเช่นนั้น  “จริงๆแล้วผมเป็นคนชอบพลิกเปลี่ยน โดยเฉพาะหากว่ามีคนพยายามจะสวมหมวกใบนั้นให้ผม ผมก็จะไม่ขอใส่ใบนั้น ระยะทางละครที่เดินมาถึงจุดอิ่มตัวแล้วนั้น  ผมเองก็คิดว่ากำลังเดินกลับไปทางเดิม ฉะนั้นผมอยากจะเปลี่ยนเส้นทาง  ก็เหมือนกับ ไป๋เสี่ยวเหนียน ในครั้งนี้ นักแสดงที่ดีคนหนึ่งจะพัฒนาการแสดงของเขาอย่างไม่หยุดกับที่ การเลือกบทก็เหมือนกัน ผมหวังว่าตัวเองจะมีการพัฒนา หวังว่าบทที่จะรับแสดงในอนาคตนั้นจะต้องเป็นบทที่แตกต่าง ก่อนจะอายุ 40 ผมอยากจะมีชีวิตใหม่อีกแบบหนึ่ง”
 
เสือน้อย 3 ตัวในวันนี้นั้นต่างก็มีรูปแบบและการพัฒนาที่ต่างกันออกไป การรวมตัวกันครั้งนี้นั้น ทุกคนก็ล้วนเพ่งไปที่พวกเขา 3 คน มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับตัวเองแล้วมันจะเป็นความกดดันหรือเปล่า?  สำหรับเรื่องนี้  จื้อเผิงกล่าว่า “ผมคิดว่าเรื่องนี้นั้นไม่จำต้องตอบ ขอเพียงทุกคนมองเห็นความตั้งใจของพวกเราก็พอแล้ว”