ผู้เขียน หัวข้อ: 2003 “ชิงชุนเตอฉางสั่ว- วันเวลาสมัยวัยหนุ่ม”  (อ่าน 2088 ครั้ง)

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1307
    • ดูรายละเอียด
บทสัมภาษณ์ในนิตยสาร ฉบับวันที่ 29 พ.ย. 2003 



"โหย่วเผิงได้เขียนหนังสือเล่าถึงเรื่องราวอดีต ปีนั้นเกือนจะไปตายต่างแดน"




โอกาสที่ได้พบโหย่วเผิงนั้นไม่บ่อยนัก

แต่ว่าครั้งนี้พิเศษหน่อย ไม่ใช่เป็นเรื่องการแสดงหรือการร้องเพลงของเขา แต่เป็นหนังสือ “ชิงชุนเตอฉางสั่ว- วันเวลาสมัยวัยหนุ่ม” ที่เขาเขียน หนังสือเล่มนี้ได้หวนถึงสุขทุกข์ในอดีตสมัยเป็นนักเรียนของโหย่วเผิง การเขียนนั้นน่าตื่นเต้นมากๆ และด้วยเหตุเพราะหนังสือเล่มนี้ การสนทนาของผมกับโหย่วเผิงนั้นได้ทะลวงกาลเวลา กลับไปถึงสมัยเรียนและสมัยเสี่ยวหุ่ตุ้ยของเขา

นักข่าว : หนังสือเล่มนี้กับเล่มก่อน (หว่อไจ้เจี้ยนจงเตอยื่อจื่อ)ที่คุณเคยเขียนนั้น เป็นเล่มเดียวกันหรือเปล่า?

โหย่วเผิง : ใช่ แต่เล่มนี้ได้เพิ่มเนื้อหาใหม่ๆ เข้าไปบ้าง  ปีที่แล้วสำนักพิมพ์ของไต้หวันอยากจะพิมพ์อีก  ฉะนั้นคิดถึงในจีนก็อยากจะผลิตและจำหน่ายด้วย  ได้ข่าวว่าในจีนมีของเลียนแบบด้วย  ผมได้กลับไปหาอดีตอาจารย์ที่เจี้ยนจง  พวกเราได้คุยถึงเรื่องต่างๆ มากมาย ล้วนได้เพิ่มเข้าไปในเล่มใหม่นี้  เนื้อหาบางอย่างนั้นฉบับไต้หวันจะไม่มี   ตอนนั้นเวลาที่ได้เขียนหนังสือเป็นช่วงเรียนมหาลัย  ได้เขียนระลึกถึงอดีตสมัยมัธยมของผม

นักข่าว : ทำไมถึงคิดอย่างจะเขียนหนังสือเล่มนี้?

โหย่วเผิง : เป็นการเรียกร้องของสำนักพิมพ์ อาจเป็นเพราะพวกเขาคิดว่าประสบการณ์ในช่วงนั้นของผมนั้น  เป็นประโยชน์ที่จะแบ่งปันให้กับคนอื่น จริงๆ แล้วผมไม่ได้มีความคิดมากมายขนาดนั้น  ผมไม่เคยคิดอยากจะพิมพ์ออกมาอย่างนี้ หรืออยากเป็นนักเขียน แท้จริงความจำผมไม่ดีเลย  เวลาผ่านไปนานก็จะลืมเอง  ยังดีตอนที่พวกเขาให้ผมเขียนนั้นผมเรียนมหาลัยปี 1 หรือปี 2  หากว่าตอนนี้ให้ย้อนคิดนั้นคงจำอะไรไม่ได้เลย

นักข่าว : ช่วงเวลาที่คุณเรียนนั้น อะไรเป็นสิ่งที่สุขที่สุด  กับสิ่งที่ทุกข์ที่สุด?

โหย่วเผิง : ก่อนจะเข้าไปเป็นสมาชิกเสี่ยวหู่ตุ้ยนั้นเป็นเด็กหนอนหนังสือ การเรียนดีมาก มีความสุขในการท้าทายอันดับของห้องเรียน  มีความสุขที่สามารถชนะคนอื่น  ม.4 เมื่อได้เข้าเป็นสมาชิกเสี่ยวหุ่ตุ้ย  การเรียนก็เริ่มถดถอย  นั่นนับว่าเป็นวันแห่งความทุกข์ของผม


คุณพ่อเคยค้านผมเรื่องเข้าวงเสี่ยวหู่ตุ้ย

นักข่าว : การที่คุณแม่สนับสนุนคุณเข้าเสี่ยวหู่ตุ้ย เป็นเพราะนิสัยที่เงียบๆ ของคุณ?

โหย่วเผิง : เพราะว่าผมเป็นหนอนหนังสือ ไม่รู้เลยว่าสังคมข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง จริงๆแล้วสมัยอยู่มัธยมต้น  ก็มีความฝันเป็นดารา ดาราในดวงใจผมคือ มาดอนน่า  ยังมีวงและเหล่าดาราหนุ่มสาวของญี่ปุ่น   ผมก็เลยไปสมัครเป็นผู้ช่วยรายการ  ตอนหลังก็ได้เป็นสมาชิกเสี่ยวหู่ตุ้ย  แต่คุณพ่อได้คัดค้าน  คุณพ่อเป็นหัวอนุรักษ์นิยม  อายที่ผู้ชายจะเอาหน้าตาไปหากิน ท่านคิดว่าลูกเป็นเด็กที่เรียนเก่ง  น่าจะไปสอบเข้าเรียนมหาลัย  คุณแม่เป็นคนความคิดกว้าง ท่านรู้ว่าผมชอบดนตรี  ท่านก็ได้มีเงื่อนไขกับผม  อย่าให้งานมากระทบต่อการเรียน ตอนนั้นมีรายการหนึ่งชื่อว่า “ชิงชุนต้าตุ้ยคั่น”  เวลาของรายการจะอยู่ช่วงเที่ยงวันเสาร์ คุณแม่เป็นคนที่เนียน  ก็ได้คิดวางแผนที่จะดูรายการนี้กับคุณพ่อ แล้วพูดว่า “รายการนี้ไม่เลวเลยนะ ภาพลักษณ์ดีมาก” คุณพ่อก็พยักหน้า จากนั้นดูไปดูไปก็เห็นว่า โอ้ ลูกเราอยู่ตรงนั้น หลังจากนั้นคุณพ่อก็เริ่มเห็นด้วย

นักข่าว : แต่ว่ามันก็กระทบต่อการเรียนคุณนะ

โหย่วเผิง : ใช่ ตอนมัธยมต้นนั้นผมได้ที่ 1 ตลอด น้อยครั้งที่ได้ที่ 2  เมื่อขึ้นมัธยมปลายแล้วน้อยมากที่หลุดพ้นจากอันดับท้ายๆ

นักข่าว : ตอนนั้นดูเหมือนว่าไม่มีเวลาทำการบ้านเลย?

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1307
    • ดูรายละเอียด
Re: 2003 “ชิงชุนเตอฉางสั่ว- วันเวลาสมัยวัยหนุ่ม”
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 27, 2010, 01:05:21 PM »
"โหย่วเผิงได้เขียนหนังสือเล่าถึงเรื่องราวอดีต ปีนั้นเกือนจะไปตายต่างแดน"

โหย่วเผิง : ใช่ ตอนเรียนยังง่วงนอนเลย เสี่ยวหู่ตุ้ยมีคอนเสิร์ดทัวร์ทั่วไต้หวัน ทุกเสาร์ 1 รอบ อาทิตย์ 2 รอบ เสาร์เลิกเรียนปุ๊ป  ก็จะมีรถบริษัทมารอรับไปขึ้นเครื่อง เ มื่อเสร็จคอนเสิร์ดคืนวันอาทิตย์ก็กลับบ้าน จากนั้นผมก็ได้มาพักผ่อนหลับในห้องทั้งอาทิตย์เลย เหตุเพราะร่างกายไม่สามารถฟื้นได้

นักข่าว : การเรียนย่ำแย่ตลอด แต่กลับสอบเข้ามหาลัยได้ มันเป็นเรื่องปฏิหาริย์เปล่า?

โหย่วเผิง : ตอนนั้นเครียดกับการสอบเข้ามหาลัยมากๆ  สายตาทุกดวงจะจ้องที่ผม  ผมเป็นไกวไกวหู่ นี่ ภาพลักษณ์ดีมาก ผมก็ได้ไปคุยกับบริษัท สุดท้ายหยุดงานทุกอย่าง พัก 1 ปี ตั้งใจเตรียมสอบเข้ามหาลัย

นักข่าว : งั้นคุณหยุดพัก เสี่ยวหู่ตุ้ยก็ต้องหยุดหมดซิ?

โหย่วเผิง : ใช่ ทางบริษัทนั้นมีเงื่อนไขอยู่ว่า เสี่ยวหู่ตุ้ยจะต้องแสดงนั้นจะต้องครบทั้ง 3 คน  ถึงจะได้  ไม่เหมือน F4 ที่ไม่ครบหรือแยกกันออกงานก็ได้ ทางบอสนั้นได้เข้มงวดกับเรื่องนี้มาก ฉะนั้นตอนนั้นพวกเขา 2 คนก็หันไปเล่นละคร

นักข่าว : แล้วพวกเขา 2 คนโทษคุณไหม?

โหย่วเผิง : เป็นพี่น้องกันนี่ พวกเขาก็เข้าใจผมว่ามันไม่มีทางอื่น


เกือบจะเป็นวิศวะช่างกลแล้ว

นักข่าว : ตอนหลังคุณลาออก ไปอังกฤษทำอะไร?

โหย่วเผิง : ไม่ได้ทำอะไร ปลดปล่อยตัวเอง หาทิศทางชีวิต ตลอดเวลาของปีนั้น สิ่งที่ไกวไกวหู่ให้กับผมนั้นมันหนักมาก  ทุกคนก็จ้องมองแต่ไกวไกวหู่ที่เก่งทั้งเรียนทั้งแสดง  แรงปะทะที่ผมตัดสินใจลาออกนั้นแรงมาก  จนผมไม่แรงที่จะไปเผชิญกับสายตาของทุกคน  หนักหน่วงมาก   และจะขอพูดตรงๆ   ตอนนั้นผมเองก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะทำอะไร   ขวัญใจที่เข้าสู่วงการกว่า 6 ปีนั้น  ความตื่นเต้นกับวงการนั้นหายไปแล้ว  ตอนนั้นสับสนมาก  ฉะนั้นเลยตัดสินใจไปอังกฤษ

นักข่าว : จริงๆแล้วคุณเรียนถึงปี 3 แล้ว ทำไมไม่ต่อสู้ไปอีกนิดล่ะ

โหย่วเผิง : ตอนนั้นคณะที่ผมสอบได้คือ ช่างกล  เพราะผมคิดว่าผมจะต้องสอบเข้าคณะที่ดังๆอันดับต้นๆ  ถึงจะเป็นที่พอใจของทุกคนได้ สุดท้าย ก็สามารถสอบเข้าคณะช่างกลได้  แต่ว่าตอนหลัง  ผมถึงรู้สึกว่าวิชาเหล่านี้กลับเป็นวิชาที่ผมไม่ชอบในสมัยนักเรียน เช่น ศิลปแบบ ช่างฝีมือ เขียนแผน  เทอม 2 ของปี 1  ผมกับเพื่อนๆ อีกหลายคนย้ายไปเรียนคณะบริหารธุรกิจ  เป็นคณะที่ฮิตเหมือนกัน  สุดท้ายพวกเราก็ได้ไปลงเรียนวิชาของคณะนี้  แต่วิชาของคณะช่างกลนั้นไม่ลงเรียนเลย  แต่ตอนหลังพยายามทำเรื่องเปลี่ยนก็ไม่สามารถเปลี่ยนคณะได้  แล้วคณะช่างกลก็ไม่สามารถจะจบได้  เพราะหลายๆวิชาไม่ได้ลงเลย

นักข่าว : ทำไมไม่เอาความฮึกเหิมตอนจะสอบเข้าอย่างนั้นมาสู้

โหย่วเผิง : ก็สู้นะ ผมสู้มาตลอด สู้มา 2 ปี จนรู้สึกว่ายิ่งเรียนยิ่งทรมาน  คนอื่นมองผมว่าเป็นซุเปอร์แมน  แต่ว่ามีเพียงผมเท่านั้นที่รู้จักตัวเองดี  ความเครียดผมนั้นหนักหน่วงมาก   สุดท้ายผมคิดว่า  หากจะปากกัดตีนถีบอย่างนี้ต่อไป  แม้จะได้ใบปริญญา  ก็ใช่ว่าอนาคตผมจะไปเป็นช่าง คงไม่ใช่  ผมทำไปก็เพื่อจะทำให้เป็นที่ชื่นชอบของทุกสายตาที่จ้องผมเท่านั้นเอง เพื่อจะเอาใบปริญญาให้กับทุกคนดู  แต่ว่าตัวเองต้องทรมานมาก  สุดท้าย  ก็ได้ตัดสินใจทำในสิ่งที่ตอนนั้นดูเหมือนเป็นเด็กดื้อมากๆ

อยู่อังกฤษคนเดียว ไข้ขึ้นตั้ง 3-4 วัน


นักข่าว : ไปอยู่อังกฤษกี่เดือน รู้สึกปรับตัวได้ดีไหม?

โหย่วเผิง : ตอนนั้นสนุกมากๆ เพราะดังแต่อายุยังน้อย  ถูกปกป้องมาตลอด คนรอบข้างก็จะรู้สึกว่าผมยังไม่เป็นผู้ใหญ่ ผมเลยไม่พอใจ ผมตัดสินใจที่จะไปคนเดียว หลังจากที่ผมกลับจากอังกฤษผม ได้ออกอัลบั้มหนึ่ง “โจ่ว- เดิน” เนื้อเพลงได้บรรยายว่า “รองเท้าขาดก็เปลี่ยนใหม่” นั่นเป็นประสบการณ์ของผมจริงๆ  แบกเป้คนเดียว และไม่ไปหาซื้อแผนที่ด้วย ไปท่องเที่ยวสถาที่ที่ไม่เคยไป เดินจนรองเท้าขาดไปแล้วเปลี่ยนคู่ใหม่

นักข่าว : คงจะเจอปัญหามากมาย?

โหย่วเผิง : ก็เจอเรื่องทุกข์ไม่น้อยเหมือนกัน ต่อมทอนซิลอักเสบ ไข้ขึ้นหลายวันไม่ลด ก็ไม่รู้จะทำไง  ภาษาอังกฤษของผมก็ยังไม่ดี  ไปโรงพยาบาลพูดครึ่งวันก็ไม่รู้เรื่อง  ตอนนั้นคอเจ็บมากขนาดกลืนน้ำลายก็ยาก  ไม่ต้องพูดถึงเรื่องกินอาหาร  ตอนนั้นได้นอนที่เตียงแล้วคิด ตายแน่ คงต้องตายต่างแดนแน่

นักข่าว : ไม่ได้โทรให้เพื่อนมาช่วย?

โหย่วเผิง : ไม่เคยคิด ตอนหลังไข้ 3-4 วันก็หาย ในคืนหนึ่ง ดึกๆ ก็รู้สึกว่าตัวมีแต่เหงื่อ แล้วก็หายเลย

นักข่าว : ระหว่างเดินทางท่องเที่ยวยังมีอะไรน่าสนุกบ้าง?


โหย่วเผิง : มีเยอะ ผมไปป้อมอ้ายติง สำเนียงภาษาที่นั่นฟังยาก ฟังไม่รู้เรื่องเลย ตัวเองก็เดินมั่วๆ ยังได้ถ่ายรูปสุสานของพวกเขาเลย

นักข่าว : คุณไม่รู้หรือว่าสุสานนั้นจะถ่ายรูปมั่วๆไม่ได้?

โหย่วเผิง : ผมเพิ่งรู้ ตอนนั้นไม่รู้ ก็คือเดินไปมั่ว ยังไปตลาดมือสองของพวกเขา แล้วไปหาซื้อของ  ซื้อของมือสองมามากมาย  ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า  ซีดี สนุกมากๆ เรื่องราวประสบการณ์เหล่านี้ล้วนเขียนไว้ในอัลบั้ม “โจ่ว” ยังได้วาดภาพด้วย

นักข่าว : แล้วตอนนี้ทำไมไม่จดเขียนเรื่องราวเหล่านี้ออกมาล่ะ?

โหย่วเผิง : อายุยิ่งเยอะก็ยิ่งไม่กล้าเขียน ตอนนั้นผมคิดว่า  ว้าว ผมได้ทำสิ่งที่เจ๋งมากๆ รู้สึกถึงตัวเองเป็นผู้ใหญ่แล้ว ตอนนี้โตแล้ว ผมจะรู้สึกว่า ไม่มีอะไรเลย เขียนแล้วมันอายคนอื่น

นักข่าว : เด็กหนุ่มสาวทั้งแฟนคลับคุณ  ได้ยินประสบการณ์นี้ของคุณ  จะต้องประทับใจแน่ๆ และประสบการณ์นี้สำหรับคุณแล้ว  มันมีความหมายมิใช่หรือ?

โหย่วเผิง : ผมคิดว่าการออกไปเดินเที่ยวก็ดีนะ  ได้รับหลายอย่าง ตอนนั้นย้ายคณะไม่ได้ ผมคิดว่าทั้งชีวิตผมคงต้องจบลง  ไม่รู้ว่าหนทางอนาคตจะเดินต่อไปอย่างไร แต่ว่าได้ออกมาแล้วถึงจะรู้ว่า  มีหนุ่มสาวหลายคนได้หยุดการเรียนแล้วออกมาท่องเที่ยว  หาความรู้  ประสบการณ์เหล่านี้เมื่อเขาไปเรียนแล้วจะมีการเพิ่มคะแนนให้ด้วย  ระบบการเรียนของพวกเขานั้นดีมากๆ  พวกเขาสนับสนุนให้นักศึกษาออกไปมองดูต่างประเทศ  ไปหาประสบการณ์ชีวิต  แต่พวกเราไม่ใช่อย่างนั้น หลังจากที่กลับมาจากครั้งนั้น  ผมรู้สึกว่า  ชีวิตคนมีความเป็นไปได้หลายอย่าง  ใช่ว่ามีแต่สังคมเล็กๆ อย่างที่เราคิด  ความคิดของผมก็ได้เปิดออก  ฉะนั้นผมคิดว่าวัยหนุ่มควรออกไปเที่ยวเดิน ไปดูว่าคนอื่นเขาคิดอย่างไร เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ