ผู้เขียน หัวข้อ: 2009 Metropolis Gentleman  (อ่าน 2678 ครั้ง)

Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11073
    • ดูรายละเอียด
2009 Metropolis Gentleman
« เมื่อ: กันยายน 25, 2010, 07:48:42 PM »
http://blog.sina.com.cn/s/blog_48c30ee30100br9x.html?tj=1

Metropolis Gentleman February 2009 issue




ซูโหย่วเผิง ชาแก้วหนึ่งที่ได้กรองมานับยี่สิบปี

ภาพ/เฉินเหยียนถ่าย แต่งหน้า/ฮ่าวจื่อ เสื้อผ้า/เนื้อข่าว/เสี่ยวลู่

ในเรื่องราววัยรุ่นอดีตของคนหนึ่งๆนั้น นิสัยเขาก็สม่ำเสมอที่ดีเรื่อยมา มีชื่อเสียงแต่เยาว์วัย ดังไปทั่วใต้ล่า และกับความเครียดที่ตามมานั้นทำให้หลงทิศไป ปล่อยตัวปล่อยใจตัวเอง หลังจากช่วงตกต่ำของชีวิต ได้กลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งและทรนงขึ้นมา ชายหนุ่มแห่งชุดขาวก็ค่อยๆก้าวสู่ความก้าวหน้า ความจำเริ่มขึ้น การหวนคิดนั้นจบลง สำหรับเขา ก็มักจะหยุดอยู่กับอดีตซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรมเลย พวกเรารักเขา ก็เลยยอมที่จะติดตามเขาไปด้วย

เส้นทางการไปสัมภาษณ์เขา หลายคนได้คุยถึงซูโหย่วเผิงที่เราจะเจอในวันนี้ ที่จริงก็เป็นนักข่าวมามากมายแล้วนั้น ก็จะไม่มีการวิ่งไปไล่สัมภาษณ์ดาราอย่างนี้อีก แต่เมื่อเอ่ยถึงเขาแล้ว ยิ่งพูดก็ยิ่งจะทำให้เราอยากอยากสัมภาษณ์

ในเวลาว่างที่รอเขาในห้องถ่ายรูปนั้น ได้ไปเปิดดูรูปถ่ายของเขาได้หวนคิดถึงเขาในภาพจากไกวๆหู่สู่ตัวของเขาที่สว่างไสวและเป็นผู้ใหญ่เป็นเวลายี่สิบปี เขาก็ได้เดินเข้ามาอย่างนี้แหล่ะ เข้ามาโดยไม่มีใครมาโอบอุ้มหน้าหลัง ไม่มีใครมาทักทายแบบเวอร์ๆ แต่กลับทำให้จิตใจแห่งการรอคอยนั้นว่าจะอยู่รอดหรือเปล่า

เดินเข้าใกล้เขา ถามไถ่เขาว่าสบายดีไหม เขาได้เงยหน้าขึ้น ยิ้มแล้วตอบด้วยน้ำเสียงเบาๆ นัยตาที่เหมือนกับเหนื่อยนั้นไม่สามารถซ่อนความใสบริสุทธิ์ได้ เขาได้ขอโทษกับทุกคนที่เขาได้เสียเวลาคนอื่น แต่กลับไม่บอกถึงตลอดคืนที่เขาต้องเดินทางนั้น ซ้ำยังรีบชวนให้ทุกคนไปกินข้าว แต่กลับไม่สนว่าตัวเองจะต้องเดินทางไปที่เครื่องบินของทีมงาน สีหน้าอ่อนเพลียไปหมด แต่มีจิตใจที่ร่าเริงเต็มที่กับงานที่จะทำ

ห่วงใยดูแลทีมงานที่อยู่รอบข้าง เป็นพี่ใหญ่ที่คอยดูแลเข้าใจคนอื่นอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ยามยิ้ม ก็ยากจะเก็บรอยยิ้มที่ซ่อนความสดชื่นข้างในอยู่ คนอื่นเปรียบว่าผู้ชายเสมือนเหล้า แต่ซูโหย่วเผิงกลับเหมือนน้ำชาเลิศรสในยามฤดูใบไม้ร่วง ยี่สิบปีก่อน แม้เขาเป็นชาใหม่ก่อนหน้าฝน ความหอมนั้นล่องลอยไปมา ทำให้คนตื่นเต้น ยี่สิบปีให้หลัง ชายผู้นี้ก็ได้กลายเป็นชาผู่เอ๋อที่มีอายุนานปี (ชานี้ไว้ยิ่งนานยิ่งหอม) กลิ่นหอมกรุ่น ตัวเองก็มีสิ่งที่จะให้คนอื่นหวนคิดถึง

อดีตให้มันผ่านพ้นไป

ในวันที่สัมภาษณ์ซูโหย่วเผิง พอดีเป็นวันเกิดของเขา แม้จะไม่เป็นอย่างดาราหญิงนั้น ก็ยังไม่กล้าที่จะอวยพรวันเกิดให้แก่เขา แต่ว่า พวกเราเป็นเพื่อนที่ร่วมเติบโตกับเขานั้น ก็รู้ถึงหน้าเด็กอย่างเขาก็รู้เรื่องนี้แล้ว หรือว่ามองออกถึงการสองจิตสองใจของเรา ขณะที่พูดคุยกัน เขาได้เอ่ยถึงเรื่องอายุขึ้นมาก่อน มาเช็กข่าวสารที่เขียนไว้ในเว็ปไซต์ทั้งหมดของโหย่วเผิง ล้วนจะเห็นได้ วัน เดือน ปีเกิด ของเขานั้นเขียนไว้อย่างชัดเจน เหตุผลก็น่าจะเป็นเพราะไม่แคร์กับอายุ(ไม่กลัวคนอื่นรู้) หรือว่ามั่นใจว่าเสนห์นั้นจะไม่จางไปกับอายุ  ซูโหย่วเผิงกล่าวว่า เพี่ยงแต่เดินผ่านมาแล้วยิ่สิบปี เขาก็ยอมรับโดยปริยาย สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป

ยังอยู่ในเยาว์วัยเยาว์นั้น เขาได้เป็นขวัญใจทั้งวัยรุ่นชายหญิง เสี่ยวหู่ตุ้ยนั้นได้นำมาซึ่งความนิยมชมชอบกับเราในสมัยนั้น และทั้งยังเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กสิบกว่าขวบอย่างซูโหย่วเผิงด้วย ชายที่เต้นอยู่บนเวทีอย่างสุดยอดที่พวกเราได้เห็นนั้น ขณะที่เขายิ้มนั้นก็ได้เห็นถึงรอยยิ้มที่แสนจะลืมยาก จนเกือบจะกลายเป็นใบหน้าที่ติดอยู่ในใจของทุกคนไปตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม เขาก็เป็นไกวๆหู่ที่ทุกคนรักจริงๆ แต่ว่าอย่างไรก็ตามพวกเราก็รอคอยสิ่งที่ผลงานทียอดเยี่ยมของเขาในจอ

พวกเราล้วนอยากตีความหมายของซูโหย่วเผิงชื่อนี้เป็น “วัยใสน่ารัก”ตลอดกาล แต่ว่าไม่มีใครใสใจ หากว่าไม่เป็นนักร้องแล้ว ความตั้งใจของเขาคือนักประพันธ์เพลงเท่านั้น หากว่าไม่ถูกเรียกว่า “ไกวๆหู่” เขาก็จะเป็นวัยรุ่นที่ดื่อคนหนึ่ง หากว่าไม่เพียงถูกให้เรียกร้องที่จะร้อง (ชิงผิงก่อเล่อเหยียว)แล้ว นักร้องที่เขารักมากที่สุดนั้นคือ มาดอนน่ากับจาเนท ซูโหย่วเผิงไม่ได้เป็นปีเตอร์ฟานที่ไม่เติบโตหรือไม่โต ดังช่วงข้ามคืนเดียวอย่างชายคนนี้นั้นไม่สามารถที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีกฏมีเกณฑ์ ปรารถนาที่จะมีความอิสระและบินสู่ฟ้ากว้างแผ่นดินใหญ่

“แต่จริงๆแล้วรักเสี่ยวหู่ตุ้ยมากๆ แน่นอนนี่เป็นงานที่ผมได้ทุ่มเทสุดหัวใจ รวมทั้งรักในเพื่อนมิตรและดนตรี” ได้ทำงานที่ตัวเองชอบเป็นอย่างแรก รวมทั้งยังมีแฟนเพลงมากมายที่ทำให้เขาประทับใจทำให้เขาสู้ ความมีใจรักและความกดดันนั้นมันขัดแย้งอยู่ในใจเป็นเวลานาน มีรุ่งก็ต้องมีหล่ม สุดท้ายสมาชิกเสี่ยวหู่ตุ้ยก็ไม่อาจเหลียกเลี่ยงได้ที่จะต่างคนต่างเดิน ยังไม่ได้สัมผัสถึงสุขทุกข์นั้น สิ่งที่ซูโหย่วเผิงต้องการเพียงแค่ลมหายใจเดียว นับถือศีล และได้ลุกขึ้นสู้อีกครั้งที่จะบินไปที่อังกฤษเรียนต่อด้วยตัวคนเดียว



ร่วมมือประสานกับวันเวลา

ได้เห็นศิลปินที่รักษาตัวเองให้ไม่แก่วัยเยอะแล้ว ไม่ประทับใจไม่ได้เลยกับการที่ซูโหย่วเผิงนั้นได้ร่วมมือประสานกับวันเวลา “9 ปีของขวัญใจนักร้องนั้นได้ค่อยๆจากตัวผมได้นั้น หลังจากความสนใจค่อยๆได้หดหายไป ผมรู้สึกว่าวันเวลาได้ทิ้งบาดแผลไว้ นี่เป็นสัจธรรม เป็นสิ่งที่พวกเราต้องยอมรับ และแล้วพอดีมีงานขององค์หญิงกำมะลอ ผมก็ได้รับไว้และลองทางนี้ดูว่าแสดงหนังจะเป็นอย่างไร หากว่าไม่ได้ลองงานนี้ ต่อจากนี้วงการบันเทิงก็คงไม่มีชื่อโหย่วเผิงคนนี้ต่อไป

ดำรงชีวิตตามกระแส เป็นการดำรงชีวิตของโหย่วเผิง จากการถูกถามจากหัวจรดเท้านั้น เขานั้นไม่เคยเอ่ยถึงอนาคตของ "หงถูต้าจื้อ"  รวมทั้งยังไม่ได้พูดถึง "จั่นติงไจ๋เถีย" เลย  “สำหรับการถ่ายหนังขวัญใจนั้น ถูกถามถึงหลายครั้งจริงๆ นี่เป็นการดำเนินการอย่างหนึ่งของตอนนั้น เป็นช่วงหนึ่งที่ผมได้เข้าสู่วงการบันเทิง ตอนนั้น ผมจะทำอย่างสุดความสามารถของผม เรียนรู้ให้ดีกับงานในนั้น”

“สุดท้ายก็ได้ฉลองความสำเร็จจนเหนื่อยแล้วสิ” ถามคำถามนี้อย่างระมัดระวัง เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธอย่างรีบเร่ง “การดำเนินการนั้นซ้ำซ้อนจริงๆ รับบทแสดงนั้นก็แทบจะเหมือนๆกัน อารมณ์ความรู้สึกก็เหมือนๆกัน จนทีหลังก็รู้ได้เลยว่าบทสรุปสุดท้ายจะเป็นอย่างไร แบบสไตส์เดียวกันเลยแหล่ะ และแล้วก็จะไม่ค่อยชอบหรือมีความสุขกับบทอย่างนี้สักเท่าไร อยากจะมีบทที่ต่างออกไปมากๆ และแล้วก็เริ่มรับบททั้งภาพยนต์และละครเวที ภาพยนต์เมื่อเปรียบกับละครทีวีแล้ว ก็จะเป็นศิลป์อีกอย่างหนึ่ง ไม่ค่อยแตกต่างไปจากความเป็นจริง ในรายละเอียดของเรื่องนั้นก็ยังทำให้ผมหลงไหลกับมันอีกด้วย


ปี 2006  ละครเวที(หอมดอกเบญจมาศ)ทำให้ซูโหย่วเผิงต้องขึ้นเวที ปี 2008 เขาได้ร่วมงานกับมอสดิคาสและเบลูซี่ ร่วมกันแสดงภาพยนต์ฮอลลีวูด(อาณาจักรคนปลา) ภาพยนต์ที่เขาได้ร่วมแสดง(อ้ายฉิงจ่ออิ้ว) ก็ได้เปิดฉายในปลายปี 2008  ในการงานของซูโหย่วเผิงนั้นยังรวมถึงการแสดงเป็นพระเอกในภาพยนตร์(เสียนจ่าวหลิวซันแจ่) ภาพยนตร์ที่เขาได้ถ่ายทำจนเสร็จสิ้นแล้วนั้น(สี่กามเทพ) จะเปิดฉายในวันวาเลนไทน์ในปี 2009 นี้ เรื่องใหม่(รักร้อน)จะเริ่มฉายในปลายปีนี้หรืออาจต้นปีหน้า ในเส้นทางการแสดงนั้นซูโหย่วเผิงได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เขาได้ท้าทายตัวเองกับบทที่แตกต่างออกไปจากเดิม จากบทไกวๆหู่จนถึงอู่อาเกอ(องค์หญิงกำมาลอ) จนถึงภาพพจน์ในภาพยนตร์ที่มีมากมาย  “อนาคตล่ะ?”  “อนาคตหากมีโอกาสที่ดีผมก็จะลองไปลองทำเหมือนกัน บ่อยครั้งต้องปล่อยไปตามชะตาชีวิต ผมคิดว่านี่ก็คือช่วงชีวิตที่ต่างกันของมนุษย์ มันเกี่ยวข้องกับวัยอายุด้วย เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ด้วย”  สำหรับซูโหย่วเผิงแล้ว ทุกช่วงของวัยนั้นก็จะมีสิ่งสำคัญของชีวิต จะมอบหมายให้ชีวิตหรือการงานนั้นมีโอกาสหรือจังหวะที่ต่างกัน เคยผ่านจุดสูงสุดและตกต่ำสุดของงานมาแล้ว ตัวเขาที่ขึ้นๆลงๆมาเกือบยี่สิบปี เขาก็ได้เรียนรู้กับการเป็นมิตรกับเวลาและโอกาส สามารถมีความสุขกับทุกสถานการณ์  “ปัจจุบันก็อยากจะแสดงภาพยนตร์ให้มากหน่อย เพราะในช่วงระยะกับงานนี้นั้น ผมเพิ่มจะเป็นจุดเริ่มต้นเอง”

“ยังจะร้องเพลงอีกไหม?” นักข่าวได้ถามคำถามนี้ขึ้นที่มาจากในเน็ตก็เพราะว่าตลอดเวลานั้นก็มีข่าวว่า “คอนเสิร์ทฉลองครบรอบปีที่ยี่สิบของเสี่ยวหู่ตุ้ย” เหตุเป็นเพราะซูโหย่วเผิงเลยเป็นคำถามในตัวของคุณมาตลอด ได้พูดถึงเรื่องวันเวลาเก่าๆในอดีตกับเขาอย่างสบายๆ ถึงจะเข้าใจจริงๆว่า มิตรภาพจริงๆนั้นอายุไม่นาน มีวันทำร้าย ที่จริงในใจของเราทุกคนนั้นล้วนมีความบอบบางลึกๆอยู่ ในนั้นมันเก็บสิ่งที่ไม่อยากให้ใครเอ่ยถึงและเป็นสิ่งที่มีคุณค่า สำหรับซูโหย่วเผิงแล้ว อดีตของเสี่ยวหู่ตุ้ยนั้นแหล่ะเป็นความทรงจำที่อยู่ในลึกๆในใจของเขา เพราะมีใจรักสุดๆกับเสี่ยวหู่ตุ้ย และเชื่อมั่นว่า เพียงแต่มีเงื่ยนไของค์ประกอบที่เหมาะสมแล้วก็สามารถที่จะมีเสี่ยวหู่ตุ้ยอีกครั้ง แต่เขา หรือพวกเขา ณ.วันนี้ แต่กลับไม่มีทุกสิ่งทุกอย่างในอดีตเลย

“ผมคิดว่าผมก็จะมีวิธีการระลึกถึงอดีตของผมที่พิเศษเหมือนกัน ก็เหมือนกันรักแรกในอดีต มันจะเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุด และยังจะเป็นความหมายที่ไม่สามารถจะลบเลื่อนไปจากชีวิตได้ การระลึกเสี่ยวหู่ตุ้ย เป็นเหมือนตรานาบในตัวเรา ไม่มีอะไรที่พิเศษ และก็ไม่จำเป็น เพราะอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะลบลืมมันได้อยู่แล้ว ในช่องทีวีก็ยังเปิดเพลงอดีตที่พวกเราร้องอยู่ แฟนๆได้บอกความประทับใจในอดีตกับเรา ทีมงานก็ได้สนุกสนานกันในการฝึกเต้นกับเราจนโตมาด้วยกัน มันก็เป็นสิ่งที่สวยงามแล้ว” วันเวลาเหลือไว้แต่รอยแผล ซูโหย่วเผิงกล่าวว่าสิ่งที่เขาจะทำก็คือการยอมรับ นี่เป็นความจริงอย่างหนึ่ง เพราะรักสุดหัวใจจริงๆ และแล้วได้เอาความหวนคิดถึงนั้นเก็บซ่อนไว้ เก็บไว้อย่างไม่รบกวน


รักคนอื่น ให้มีความสุขกว่ารับ

ซูโหย่วเผิงหลังแสงไฟ ที่จริงยังมีสิ่งที่คนอื่นได้รู้อีกตำแหน่งหนึ่งของเขา –นักการกุศล เขาซึ่งได้รับหลักคำสอนจากหลักพุทธศาสนา ได้ยืนหยัดทำงานด้านการกุศลมาตลอด และก็ไม่เหมือนกันศิลปินคนอื่น เขาได้เลือกที่จะให้แบบเงียบๆ

น้อยคนที่รู้จักโรงเรียนซีว่างซูโหย่วเผิงที่ประเทศจีน เขาเป็นนักการทูตแห่งรัก ซึ่งโรงเรียนซีว่างเป็นแห่งแรกของจีน หลังจากมีแผ่นดินไหวที่เหวินชวนนี้ เขาไม่เพียงแต่ควักเงินบริจาคไปแถมยังจัดซื้อปัจจัยจำเป็นให้กับผู้ประสบภัยเหล่านั้นอีกด้วย เขาก็แค่คุยให้ฟังเฉยๆ ไม่ได้มาโอ้อวดความดีของตัวเองเลย

“ผมเพียงแต่รู้สึกว่าความสุขแห่งการช่วยเหลือคนนั้นเราล้วนมีกัน สำหรับการให้นั้น อิ่มบุญก็เป็นตัวเอง รู้สึกสบายใจก็เป็นตัวเอง ทุกคนหากมีชีวิตที่ดีหน่อยนั้น ก็จะมีเสียงหนึ่งว่า รักคนอื่น นี่เป็นธรรมชาติของคนเรา ผมเข้าใจว่าคุณก็มีนะ เขาก็มี และถ้าคุณดีต่อคนอื่นแล้ว ลองทำดู คุณก็จะรู้สึกถึงการมีความสุขมากๆกับสิ่งที่ทำไป”  ในงานพิธีเปิดโรงเรียนซีว่างซึ่งสร้างภายใต้ในนามของเขานั้น เขาได้รับการต้อนรับที่แสนจะอบอุ่นจากคนในพื้นที่ ยิ่งกว่านั้นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนยังกล่าวกับเขาด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า  “ขอบคุณคุณจริงๆ พวกเราจะจดจำคุณไปตลอดนิรันดร์กาลเลย”  ในวินาทีนั้น เขาได้กล่าวว่าเป็นความสุขที่ตนไม่เคยมีมาก่อนเลย ให้มีความสุขยิ่งกว่ารับ หลังจากชีวิตที่ล้มลุกคลุกคลาน “ฉวยโอกาสที่ตัวเองยังมีอิทธิพลต่อสังคมอยู่นั้นก็รีบทำอะไรหน่อย สำหรับชายผู้นี้แล้ว เขาอาจจะยอดเยี่ยมดีกว่าคนดีด้วยซ้ำ การทำบุญบริจาคนั้นไม่ใช่ต้องทุ่มจนหมดเนื้อประดาตัว และยิ่งไม่จำเป็นต้องทำแบบเพื่อให้คนอื่นรู้เห็น รักคนอื่น เริ่มจากคนรอบตัวเรา ก็เพียงพอแล้ว


การดำเนินชีวิตคือ

ก่อนจะสัมภาษณ์นั้น ซูโหย่วเผิงที่กำลังอ่อนเพลียนั้นได้หาวไปแล้วครั้งหนึ่ง ก็รู้สึกเห็นใจเขาเหมือนกัน  เขาได้บอกกับเราอย่างเซ็งๆว่าอยากจะบินไปที่เกาะแถวทะเลแบซิฟิกในทันทีทันใดเลย หาที่ที่ไม่มีใครรู้จักเราไปอาบแดด “ความคิดของพวกเราผู้ที่อนุรักษ์นิยมแล้วคิดว่าการทำงานถึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ฉะนั้นก็เลยให้ชีวิตของเรานั้นให้งานมาครอบครอง จนความเครียดอิ่มตัวหรือสุกแล้วค่อยรู้สึกตัวว่าทนไม่ไหวแล้ว” เขาได้เปลี่ยนทีท่าที่สบายว่า ทำต่อไป “ที่จริง ผมอยากจะเอาเวลาส่วนหนึ่งมาทำงาน อีกส่วนหนึ่งไปท่องเที่ยว”

ซูโหย่วเผิงในอายุก่อนสามสิบ เป็นคนหนึ่งที่จริงจังกับการงานเป็นอย่างมาก เมื่อเวลามาถึงปัจจุบัน ดูที่เขาได้เปลี่ยนทรงผมบอยแค่ทรงเดียวนั้นใช้เวลาตั้งสองชั่วโมงเองอย่างนั้นแล้ว ก็จะรู้ว่าเมื่อก่อนนั้นจะขนาดไหน “ก็เป็นคนราศีกันย์นิ จะเป็นคนประเภทเจ้าสำอางค์ มักจะทำให้ตัวเองตกอยู่ภายใต้ความกดดัน ภายใต้ความกดดันที่หลังจากเสี่ยวหู่ตุ้ยได้แยกกันแล้ว ผมก็ไปที่อังกฤษ ก็คือจะไปที่ที่ไม่มีใครรู้จักผมเพื่ออยากจะหาสิ่งที่หายไปให้กลับคืนมา

วันคืนที่ปล่อยชะตาชีวิตของตัวเองนั้น การเดินทางท่องเที่ยวกับหลักธรรมพุธทนั้นได้เปิดนิมิตใหม่ให้กับชีวิตผม “ท่องไปทุกที่ อ่านศึกษาหลักพระธรรม สิ่งที่ได้รับนั้นไม่ใช่อะไรที่จะมาเปลี่ยนแปลงชีวิตในช่วงพริบตาอย่างที่ทุกคนคิดไว้ หรือเหมือนกับว่าถูกโยนในทันใดอย่างนั้น แต่เป็นการเข้าใจถึงหลักสัจธรรมอันล้ำลึกของพระพุธ หลักพระพุธจะชี้ให้คุณเห็นถึงธาตุแท้ของชีวิตคุณ จะสอนแนะนำคุณว่าจากจุดนี้ให้ไปจุดนั้นอย่างไร บวกกับเดินเที่ยวไปทั่ว ก็ได้เห็นถึงวิถีชีวิตที่แตกต่างกันออกไปของถิ่นนั้นๆ หลักการดำรงชีวิตและวัฒนธรรมที่ต่างกันออกไป มันก็จะทำให้จิตใจเรานั้นได้เปิดกว้างขึ้น ก็จะค่อยๆเข้าใจและรู้สึกได้ว่า ทุกอย่างนั้นล้วนไปตามชะตาชีวิต

และซูโหย่วเผิงในวันนี้นั้น ก็จะไม่มองเรื่องการทำงานเป็นการหาเงินอีก ก็จะไม่ลดความคาดหวังในผลของงานที่เคยคาดหวังว่าต้องออกมาดี “คุณถามผมว่าจะหยุดพักงานเมื่อไร ที่จริงตอนนี้ผมก็กำลังหยุดพักอยู่ หากว่างานที่จะเข้ามานั้นมันชนกับตารางการท่องเที่ยวพักผ่อนของผมแล้ว หรือความฝันเกาะเล็กของผม นอกเสียจากงานนั้นสำคัญจริงๆ ไม่งั้นผมก็จะเลือกที่จะบินไปเที่ยวพักผ่อนอาบแดดที่เกาะนั้น” สำหรับเรื่องการเกษียณ(ลาจากวงการบันเทิง)นั้น จริงๆในใจเขานั้นก็เปิดกว้างเรื่องนี้เลยที่เดียวเชียว เป็นไปได้สูง ผมก็ยังไม่รู้เลยว่าเป็นเมื่อไร หากมันถึงก็คงใช่แล้วแหล่ะ

“ผมรู้สึกว่าอายุสามสิบของตัวเองก็ผ่านไปแล้ว ก็ได้เรียนรู้จากอดีตที่มีนิสัยอย่างคนราศีกันย์ที่มีท่าทีต่อการงานอย่างเอาจริงเอาจังนั้นได้มีมุมมองใหม่ที่แบบสบายๆไม่เครียดและตลกนิดๆกับงาน ผมจะรู้สึกว่าก็ต้องไปตามชะตาชีวิต ก็จะไม่ไปเคร่งเครียดกับมันนัก ทุกอย่างที่มีนั้นล้วนมีคุณค่าของมันในตัว มุมมองคุณค่าที่ต่างกันก็ได้รับผลที่ต่างกัน คุณอาจรู้สึกว่าการปล่อยไปตามชะตาชีวิตนั้นอาจเป็นแง่ลบไปหน่อย ที่จริงมันก็ไม่เชิง ความหมายในสิ่งที่ผมพูดเป็นการไม่เครียดแบบสบายๆ แต่ก็จะทำสุดความสามารถเหมือนกัน แต่จะไม่คิดว่าจะต้องได้อย่างที่หวังไม่งั้นไม่ยอม ชีวิตก็เป็น balance(สมดุลย์)  มิใช่หรือ” จากจุดสูงสุดของชีวิตตอนเสี่ยวหู่ตุ้ย ถึงจุดตกต่ำสุดที่ลอนดอน ล้วนเป็นการกระโดดจากขอบนี้ไปขอบโน้น เขาในวันนี้ สิ่งที่ปรารถนาที่สุดคือความสมดูลย์ เป็นความสมดุลย์ของชีวิตกับการงาน มีทั้งความสุขและสิ่งดีดีร่วมกัน ไม่ต้องการที่จะได้เยอะมากมายแต่เพื่อเพียงพอก็พอแล้ว เป็นการท่องเที่ยวพักผ่อนอาบแดดในเกาะเล็กๆก็มีความสุขดีกว่าอยู่หน้ากล้อง ยี่สิบปีแห่งการเข้าวงการของชีวิตที่สูงต่ำนั้น สรุปแล้วการสมดุลย์พอเพียงเป็นเสมือนทรัพย์สมบัติที่ดีที่สุด


Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11073
    • ดูรายละเอียด
Re: ก.พ. 2009 Metropolis Gentleman, February 2009 issue
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2010, 03:35:59 AM »
http://man.metropolis-mag.com/
รูป http://tieba.baidu.com/f?z=529665226&ct=33...3%D0%C5%F3&pn=0
บทความ http://blog.sina.com.cn/s/blog_48c30ee30100br9x.html?tj=1

===================================

Metropolis Gentleman February 2009 issue






Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11073
    • ดูรายละเอียด
Re: ก.พ. 2009 Metropolis Gentleman, February 2009 issue
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2010, 03:36:49 AM »





Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11073
    • ดูรายละเอียด
Re: ก.พ. 2009 Metropolis Gentleman, February 2009 issue
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2010, 03:37:24 AM »





Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11073
    • ดูรายละเอียด
Re: ก.พ. 2009 Metropolis Gentleman, February 2009 issue
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2010, 03:37:48 AM »



Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11073
    • ดูรายละเอียด
Re: 2009 Metropolis Gentleman
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2016, 11:58:55 AM »









Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11073
    • ดูรายละเอียด