ผู้เขียน หัวข้อ: [2017.10.13 ] พบเห็นซูโหย่วเผิงนั่งเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก  (อ่าน 18 ครั้ง)

Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8809
    • ดูรายละเอียด
http://news.ifeng.com/a/20171013/52626711_0.shtml?_share=sina&tp=1507910400000

[2017.10.13 ] พบเห็นซูโหย่วเผิงนั่งเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก

พบเห็นซูโหย่วเผิงนั่งเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เหมาะสมแล้วจริงๆที่องค์ชายห้าเป็นบุคคลพิเศษแห่งวงการบันเทิง

หัวข้อ: ฉันพบเห็นซูโหย่วเผิงนั่งเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เหมาะสมแล้วจริงๆที่องค์ชายห้าเป็นบุคคลพิเศษแห่งวงการบันเทิง

เล่ากันว่า นับตั้งแต่ที่ซูโหย่วเผิงถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง 《The Devotion of Suspect X》เสร็จ ก็ไม่ค่อยจะได้ยินข่าวคราวใดๆของเขาเลย ผลก็คิอมีเพื่อนที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์กพบเห็นเขากำลังนั่งเรียนอยู่ที่นั่น  ที่ไหนได้องค์ชายห้าไปเรียนต่อที่นั่นส่งผลทฤษฎีเป็น  ”พลังบวก”   ในวงการบันเทิงนั้นซูโหย่วเผิงได้เลือกที่จะถอนตัวแม้จะอยู่ในช่วงที่รุ่งเรืองมากที่สุดก็ตาม แอดมินรู้สึกนับถือมากจริงๆ

พบว่าตัวเองกับดาราดังเรียนในห้องเดียวกันแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง

ช่วงนี้เพื่อนๆในมหาวิทยาลัยนิวยอร์กต่างกลับมาคึกคักกันอีกครั้ง สืบเนื่องมาจากครั้งที่แล้วที่หูเกอบอกว่าจะมาเรียนต่อที่นิวยอร์ก องค์ชายห้าก็ถูกจับได้ตอนที่อยู่มหาวิทยาลัยแล้ว

ยังจำได้ครั้งนั้นที่จะทำการต้อนรับหูเกอ คณะกรรมการฝ่ายนักศึกษาต่างชาติต่างก็เหน็ดเหนื่อยพอตัว ไม่เพียงแต่ปูพรมสืบค้น ยังได้สร้าง”ทีมจับหูเกอ”ขึ้นมาอีก ตำราล้ำค่าทุกชนิดของหูเกอต่างก็ถูกนำมาถกเถียงกันอย่างรวดเร็ว

และยังมีแฟนคลับบางคนที่แอบติดสินบนกับนักศึกษาในคณะศิลปกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก แล้วก็ได้ตารางเรียนของหูเกอมาเป็นข้อมูล อีกทั้งยังมีข่าวแว่วมาว่าแฟลชที่หูเกอทำการจองไว้ที่อเมริกาก็ถูกล้อมไว้หมดแล้ว

ทว่าซูโหย่วเผิงกลับ ”แอบทำแบบลับๆ” ไม่มีการวางแผนหรือป่าวประกาศใดๆ และเมื่อมีคนพบเห็นก็ถือว่าเป็นเพียงความบังเอิญ

แต่ในเว่ยป๋อก็เหมือนจะไม่มีร่องรอยหลักฐานใดๆ ปีนี้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซูโหย่วเผิงได้โพสต์บทความยาวว่าตัวเองจะเริ่มใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์แล้ว จะเข้าสู่โหมดปรับปรุงอย่างเป็นทางการ ที่แท้ก็เลือกที่จะกลับไปเรียนโดยไม่เปิดเผยให้คนภายนอกรับรู้นั่นเอง

เมื่อดูจากภาพบนเว่ยป๋อในช่วงนี้ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาอยู่ต่างประเทศ สวมหมวกถักไหมพรม สวมเสื้อแจ๊คเก็ตยีนส์ ดูเป็นลุคนักเรียน ดูเหมือนว่าจะใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมาสักพักแล้ว

และมีคนพบเห็นข้อความการเข้าเรียนของซูโหย่วเผิงบนเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์กด้วยถ้าดูตามเอกสารแล้วถือว่าเขาฉลาดมาก

มีรายงานว่าการมาที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์กในครั้งนี้ก็เพื่อเรียนต่อในสาขากำกับการแสดง มหาวิทยาลัยนิวยอร์กเป็นแหล่งที่มีศิษย์เก่าเป็นผู้กำกับชื่อดังมากมาย หลี่อันผู้กำกับชื่อดังระดับโลกก็จบมาจากที่นั่น

ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องโดดเดี่ยวผู้น่ารักชื่อคริส โคลัมบัสก็เคยศึกษาอยู่ที่นั่น

ผู้กำกับชื่อดัง อาทิ มาร์ติน สกอร์เซซีสไปค์ ลีโอลิเวอร์ สโตนโจเอล โคเอนก็เคยเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยนิวยอร์กเช่นกัน

ไม่เพียงเท่านั้น มหาวิทยาลัยนิวยอร์กยังครองอันดับหนึ่งด้านศิลปะการแสดง การโทรทัศน์ ละคร การเต้นรำและการถ่ายทำภาพยนตร์ด้วย จึงไม่แปลกเลยที่ซูโหย่วเผิงจะเลือกมาศึกษาต่อที่นี่

และแน่นอนว่ามีบางคนก็บอกว่าองค์ชายห้าไปเรียนต่อใน SPS American Language Institute(ศูยน์ภาษาอเมริกัน)

ไม่ว่ายังไงก็ตาม ฉายาเด็กเทพของซูโหย่วเผิงนั้นก็มีมานานแล้ว

ไม่แปลกที่แฟนคลับได้ออกมาเปิดเผยว่า “ซูโหย่วเผิงดีเลิศจนฉันอายที่จะพูดว่าตัวเองเป็นแฟนคลับของเขา”

ก่อนที่ซูโหย่วเผิงจะเริ่มเข้าสู่วงการบันเทิง เขาก็คือเด็กเทพที่เรียนเก่งดีๆนั่นเอง น่าจะเป็นเพราะว่าแม่เป็นครูประถม ปกติแล้วก็จะเข้มงวดกับลูก และนี่ก็เป็นสิ่งที่บ่มเพาะนิสัยที่ดีให้กับซูโหย่วเผิง ไม่ว่าจะอยู่โรงเรียนหรืออยู่บ้านเขาก็ขยันขันแข็งมาก

ในขณะที่เด็กในวัยเดียวกันกำลังคลั้งไคล้อยู่กับของเล่นหรือเกมส์ต่างๆอยู่นั้น ซูโหย่วเผิงในวัย 15ปี ได้ใช้คะแนนอันดับหนึ่งของโรงเรียนไปสอบเข้าในโรงเรียนมัธยมซึ่งเป็นโรงเรียนอันดับหนึ่งของไต้หวันชื่อ Taipei Municipal Jianguo High School ด้วย

เนื่องด้วยความขยันในการเรียน อาการสายตาสั้นของซูโหย่วเผิงจึงหนักขึ้นเรื่อยๆ พอถึงตอนที่เรียนจบมัธยมปลายก็สายตาสั้นปาไป 800D ซึ่งเหตุการณ์นี้แอดมินเข้าใจดีเพราะเคยสัมผัสมาแล้ว พอถอดแว่นตาออก ทุกอย่างก็พร่ามัวไปหมดเลย

เนื่องจากลักษณะภายนอกดูเหมือนสายตาใสปกติดี ซูโหย่วเผิงจึงถูกคัดเลือกให้เป็นสมาชิกในวงเสียวหู่ตุ้ย กลายเป็นสมาชิกทีมหนุ่มไอดอลที่โด่งดังไปทั่วเอเชียมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไม่เป็นสองรองจากวง TFboys ในปัจจุบันเลย

เปิดตัวยอดขายของอัลบั้มผลงานชุดแรกในปีนั้นได้ผลตอบรับดีมาก คอนเสิร์ตเต็มไปด้วยผู้คน ถูกบันทึกว่าเป็นเวทีคอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไต้หวัน การจราจรติดขัดมากที่สุด พนักงานเยอะที่สุด เวลายาวนานที่สุด เสียงปรบมือดังที่สุดด้วย

ถึงแม้ว่าจะมีการฝึกซ้อมอยู่บ่อยๆ แต่ซูโหย่วเผิงยังคงไม่ลดละในเรื่องของการเรียน ที่กองถ่ายมักจะเห็นภาพที่เขาก้มหน้าก้มตาเรียนอย่างจริงจังเสมอ

ตอนใกล้สอบ ซูโหย่วเผิงก็จะยุติงานด้านการแสดงอยู่พักนึง ตั้งใจเตรียมตัวในการสอบ อ่านหนังสือท่องจำเนื้อหาเหมือนกับนักเรียน ม.6 ทั่วๆไปในที่สุดคะแนนก็อยู่ที่ อันดับ 5 ของทั้งไต้หวัน สามารถสอบเข้าภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลของมหาวิทยาลัยไต้หวันได้อย่างสำเร็จได้รับการเลื่อนขั้นเป็นอัจฉริยะตัวจริงแห่งสาขาวิทยาศาสตร์


แต่ตามที่ซูโหย่วเผิงได้ออกมาเปิดเผยนั้น บอกว่าที่ตัวเองเลือกเรียนสาขานี้ ไม่ใช่เพราะเป็นสิ่งที่ใจชอบ แต่เป็นเพราะว่าสาขาวิศวกรรมเครื่องกลจัดว่าเป็นสาขาอันดับหนึ่งในมหาวิทยาลัยไต้หวัน เขาอยากจะบอกกับทุกคนว่า ตัวเขาเองยังคงเป็นเสือน้อยแสนรู้ผู้เรียนดีตัวนั้นอยู่เหมือนเดิม

นิสัยอันเข้มแข็งของเขานั้น ทำให้ผู้คนต่างก็ยอมรับนับถือและรู้สึกห่วงใยด้วย

แต่ว่าตอนที่ใกล้จะเรียนจบ ซูโหย่วเผิงกลับได้ทำเรื่องที่ทำให้ผู้คนทั่ววงการบันเทิงนั้นตะลึงตามๆกันไป ซึ่งก็คือ ลาพักการศึกษา

ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาสำคัญของวงเสียวหู่ตุ้ย ภาพที่เต็มไปด้วยผู้คนกลับลบเลือนหายไป ไม่เหมือนกับการเป็นไอดอลที่ผ่านมา เมื่อซูโหย่วเผิงย้อนกลับไประลึกถึงเรื่องนี้ สีหน้านั้นก็ปกปิดความหดหู่ไว้ไม่ได้  “หลังจากที่ตัดสินใจแบบนั้น ผมก็ถูกด่าอย่างสะใจ”

จริงๆแล้วที่ตัดสินใจแบบนั้น เหตุผลใหญ่ๆเลยก็มาจากเหตุการณ์ฉุกเฉินทางครอบครัว

ตอนนั้นพ่อของซูโหย่วเผิงไม่ได้คำนึงถึงการคัดค้านของแม่จะนำกิจการที่ทำมาหลายปีรวมถึงร้านขายวัสดุอุปกรณ์ที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงครอบครัวเซ้งออกไป โดนคนหลอกให้นำเงินที่มีและเงินสะสมทั้งหมดของซูโหย่วเผิงที่ได้มาจากการเป็นนักแสดงไปลงทุนกับตลาดวัสดุก่อสร้าง

แต่นึกไม่ถึงว่าจะเป็นช่วงที่ประสบกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้วยังต้องมาถูกหุ้นส่วนโกงอีก เงินที่ลงทุนไปก็ไม่ได้กลับคืนมา อีกทั้งยังติดหนี้อีกเป็นจำนวนมาก ฐานะเศรษฐกิจทางครอบครัวของซูโหย่วเผิงก้าวเข้าสู่สภาวะยากลำบากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนพ่อแม่ก็เถียงกันเพราะเรื่องนี้ แม่มักจะวิ่งมาร้องไห้อยู่บ่อยๆ โทษว่าพ่อทำลายครอบครัว ส่วนพ่อก็ดื่มเหล้าเมาดึกๆทุกวัน โทษตัวเอง และควบคุมตัวเองไม่ให้ใส่อารมณ์ไม่ได้

เผชิญกับความกดดันจากสื่อต่างๆ ภาระทางครอบครัว ซูโหย่วเผิงก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ช่วงนั้นเขาก็ได้ร่วงลงมากจากตำแหน่งเด็กเทพไอดอลผู้เรียนเก่งและเป็นผู้แพ้ทั้งด้านการเรียนและการงานในทันที

ถ้าเรื่องราวเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับคนอื่นๆ ฉากจบก็อาจจะได้รับการแก้ไข แต่เขาคือซูโหย่วเผิงไง

ช่วงที่กลับมาสู่สายตาประชาชนจำนวนมากอีกครั้ง ซูโหย่วเผิงคือนักแสดงหน้าใหม่ เขาได้รับคำเชิญอย่างน่าประหลาดใจจากบริษัทของฉงเหยาให้ไปรับบทเป็นองค์ชายห้าในละครชุดเรื่อง (องค์หญิงกำมะลอ)

ไม่คิดไม่ฝันว่าละครเรื่องนี้จะโด่งดังไปทั่วทุกสารทิศ ภาพขององค์ชายห้าจารึกไปยังจิตใจของผู้คน เขาและเจ้าเวยที่รับบทเป็นเสี่ยวเยี่ยนจื่อได้กลายเป็นกระแสคู่จิ้นที่ดีที่สุด จนกระทั่งถึงวันนี้ก็ยังคงเป็นละครในดวงใจของสถานีโทรทัศน์ใหญ่ๆหลายแห่ง

แต่สำหรับซูโหย่วเผิงแล้วการโด่งดังในครั้งนี้กลับมีความแตกต่าง ตอนนั้นเขาดูซื่อบื้อมาก ไม่รู้ว่าตัวเองได้กลายเป็นไอดอลของทุกคนไปแล้ว แต่ปัจจุบันนี้เขากลับได้ข้ามผ่านเหตุการณ์แย่ๆและได้ไต่ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของชีวิตมาแล้ว

จากนั้นละครทุกเรื่องที่เขาถ่ายทำต่างก็เป็นผลงานที่เรียกได้ว่าเป็นความทรงจำในวัยเด็กของพวกเราเลยก็ว่าได้

เรื่อง (มนต์รักในสายฝน) รับบทเป็นตู้เฟยผู้ตลกโปกฮาแต่ก็แฝงไปด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้ง

เรื่อง (เดชเซียวฮื้อยี้) รับบทเป็นฮวยบ่อฮ่วย ชายหนุ่มอายุราว 20 ปี เป็นน้องฝาแฝดกับเซี่ยวฮื่อยี้ เติบโตใน "วังเคลื่อนบุปฝา" วรยุทธสูงส่งแต่ไม่ทันเล่ห์กลในยุทธภพ จิตใจมีเมตตา ช่วยชีวิตเซียวฮื่อยี้หลายครั้ง

เรื่อง (ไทเก๊กจางซางฟง) รับบทเป็นหยี่เทียนสิงผู้สง่างามน่าหลงไหล

เรื่อง (อู่ตี่เซี่ยนหลิ่ง) รับบทเป็นนายอำเภอหังเที่ยเซิง เล่ากันว่าคู่จิ้นระหว่างหวังเยี่ยน (Rebecca Wang)กับซูโหย่วเผิงนั้นทำให้พวกเรารู้สึกคล้อยตามอยู่พักใหญ่ รู้สึกว่าใบหน้าของพวกเขาทั้งสองนั้นอ่อนละมุนดูสวยหล่อและกลมกลืนกันมาก

ในละครหลายๆเรื่องที่ผ่านมา แน่นอนว่าต้องมีบทบาทที่แอดมินชื่นชอบที่สุด นั่นก็คือเตียบ่อกี้ในเรื่อง(ดาบมังกรหยก)

ต้องบอกเลยว่า ปีนั้นเกาหยวนหยวนกับเจี่ยจิ้งเหวินมาแรงมากจริงๆ

หลังจากที่ได้สร้างภาพยนตร์ไอดอลในดวงใจเหล่านี้ สามารถกล่าวได้ว่า เส้นทางในการเป็นนักแสดงของซูโหย่วเผิงนั้นพัฒนามาตามทิศทางนี้หรือเรียกว่าเดินตามกระแสน้ำและทิศทางลมทว่าซูโหย่วเผิงกลับไม่ยอมที่จะเป็นแบบนี้ตลอดไป “นักแสดงจะอาศัยกินกับความหน้าตาดีในช่วงวัยรุ่นตลอดไปไม่ได้”

เขาเริ่มที่จะติดตามพัฒนาการทักษะในการแสดงของตัวเองเริ่มที่จะรับบทที่มีความท้าท้ายมากขึ้นและทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเป็นการ “พลิกบทบาทใหม่”ด้วย

แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเซอร์ไพร์สมากที่สุดนั่นก็คือ ในเรื่อง (เฟิงเชิง) The Message  เขาตีบทนักแสดงหน้าอ่อนที่วันๆชอบนั่งมองดอกหลานฮวาและร้องเพลงโอเปร่าได้อย่างดีเยี่ยม และได้รับรางวัลสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม อีกด้วย

ซูโหย่วเผิงพูดว่า : “เพื่อรับบทบาทนี้ ผมต้องไปเรียนการร้องงิ้วคุนฉวี่ที่โรงละคร Kunqu ของภาคเหนือด้วย”  ซูโหย่วเผิงกล่าวด้วยรอยยิ้มตอนที่พวกเราคิดว่าเขาพึงพอใจผลงานในอดีตของตัวเองแล้ว ช่วงที่พวกเราใช้โอกาสรวมผลงานละครนั้น เขาก็ได้หายตัวไปแล้ว

ซูโหย่วเผิงผู้กลับมามีชื่อเสียงอีกครั้ง เลือกที่จะวางมือลง ไม่รับงานแสดงต่อ แต่เลือกหันกลับไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย

เขาได้กลับเข้ามาสู่สายตาประชาชนอีกครั้งพร้อมกับผลงานภาพยนตร์ของตัวเองเรื่อง (จั๋วเอ่อร์) The Left Ear สิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมก็คือ ตำแหน่งของเขาในครั้งนี้คือผู้กำกับ

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการถกเถียงเป็นอย่างมาก คำเยินยอไม่เป็นเหมือนที่ใจคิดไว้ แต่ก็ทำให้เห็นถึงพรสวรรค์ในการเป็นผู้กำกับของซูโหย่วเผิงและสายตาอันโดดเด่นในการเลือกบทบาทเฉินตูหลิง,โอวหาว,หยางหยาง,หม่าซือฉุน ไม่ว่าจะเป็นทักษะในการแสดงหรือแม้แต่บทบาทในอนาคตล้วนสามารถกล่าวได้ว่าได้ก้าวขึ้นสู่ระดับใหม่ที่สูงขึ้น โอวหาวกับหม่าซือฉุนก็ได้พบรักในเรื่องนี้ด้วย

ถึงแม้ว่าเรื่อง (จั๋วเอ่อร์) The Left Ear จะทำให้ซูโหย่วเผิงได้รับการโจมตีมากมายกระทั่งมีคนเกิดความสงสัยและตั้งคำถามเกี่ยวกับความสามารถของเขาเหน็บแนมว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใครๆก็ทำออกมาได้ ก็แค่เรื่อง “ความเจ็บปวดในวัยรุ่น” เท่านั้น แต่ซูโหย่วเผิงกลับไม่เอามาใส่ใจ และยังได้ลองถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องที่สองออกมาอีกครั้ง นั่นก็คือเรื่อง The Devotion Of Suspect X ของฮิงาชิโนะ เคโงะ

จากภาพยนตร์เรื่องนี้ สามารถมองเห็นพัฒนาการจากเรื่องจั๋วเอ่อร์ The Left Ear อย่างเห็นได้ชัด ซูโหย่วเผิงได้นำการเขียนบรรยายความรู้สึกของตัวละครในฉบับดั้งเดิมมาแก้ไขใหม่เป็นฉากที่งดงามกว่าเดิม ทำให้อารมณ์ของผู้ชมกับการแสดงของนักแสดงรวมถึงอารมณ์ภายในเรื่องนั้นสลับไปมาอยู่ตลอด

ตอนนี้เขาเรียนเกี่ยวกับการเป็นผู้กำกับอยู่ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก คงเพื่อเป็นการนำผลงานละครที่ดีกว่าเดิมมาฝากทุกคนในอนาคตแหละ

จากทฤษฎี ”พลังบวก” ความไม่แน่นอนในวงการบันเทิงที่เปลี่ยนไปนั้น หลายๆคนมักจะหลงไหลในอำนาจของตัวเองตอนที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุด วันนี้อาจจะโด่งดังเป็นที่รู้จักมากมาย แต่พรุ่งนี้อาจจะไม่มีใครถามไถ่ถึงเลยก็ได้ แต่ซูโหย่วเผิงกลับเลือกที่จะถอยลงไปแม้ในยามที่ตัวเองยังอยู่ในจุดสูงสุด ไปต่างประเทศเพื่อเรียนต่อ ทำให้ผู้คนรู้สึกนับถือในความกล้าหาญของเขา และถือว่าเป็นสิ่งที่ทำเพื่อตัวเอง ทำใจให้สงบนิ่งก่อนแล้วค่อยเดินหน้าต่อ

สุดท้ายนี้อยากจะฝากคำพูดนึงไว้เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทุกคน บนเส้นทางชีวิตนั้น มักจะมีจุดสูงสุดที่คุณนึกไม่ถึงอยู่เสมอ ตอนที่คุณเดินไปถึงบนยอดเขา คุณมักอยากจะขึ้นไปในที่ที่สูงกว่าเดิมเสมอ แต่ในขณะนั้น สิ่งเดียวที่คุณควรทำก็คือถอยลงมาก่อน เพราะว่าเมื่อคุณถอยลงมายังพื้นราบแล้ว ถึงจะมีโอกาสได้ขึ้นไปยังภูเขาอีกลูกที่มียอดเขาสูงกว่าเดิมได้

หัวใจที่มีความเคารพ ในใจรู้ตื่นอยู่เสมอ คนเราจึงจะสามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง