ผู้เขียน หัวข้อ: [2017.04.02] บทสัมภาษณ์|ผมหวังว่าเขาจะเป็นผู้กำกับที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ  (อ่าน 1113 ครั้ง)

Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11073
    • ดูรายละเอียด

[2017.04.02] 专访|苏有朋:希望自己是一个会讲故事的导演
https://www.facebook.com/AlecfanclubinThailand/posts/1429365523768603

http://weibo.com/ttarticle/p/show?id=2309351002454092044569148230&u=5449571572&m=4092227620001694&cu=5449571572

บทสัมภาษณ์|ซูโหย่วเผิง:ผมหวังว่าเขาจะเป็นผู้กำกับที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวต่างๆได้เป็นอย่างดี

ในช่วงที่ “การปรากฏตัวของผู้ต้องสงสัยX (The Devotion Of Suspect X)”กำลังเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ งานแถลงข่าวเพื่อประชาสัมพันธ์เกือบทุกงานกลายเป็นสถานที่ให้นักแสดงหลักของเรื่องฟ้องเกี่ยวกับตัวผู้กำกับซูโหย่วเผิง จากการที่ผู้กำกับราศีกันต์คนนี้ค่อนข้างเข้มงวดต่อสิ่งต่างๆ ซึ่งจางหลู่อี หวังข่าย และหลินซินหยูต่างแสดงออกมาในระดับที่ต่างกัน จางลู่อีบอกว่าจำนวน NG ของเขาในการแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้นับเป็นสถิติใหม่ในชีวิตนักแสดงของเขา หลินซินหยูบอกว่าตั้งแต่แสดงบทบาทต่างๆ มาเธอไม่เคยทุ่มเทมากขนาดนี้  ในจอภาพยนตร์ใบหน้าของเธอแต่งออกมาแล้วดูไม่มีความสดใสเลยแม้แต่น้อย

โรดโชว์ภาพยนตร์เรื่อง “การปรากฏตัวของผู้ต้องสงสัยX (The Devotion Of Suspect X)” ที่เซินเจิ้น   ภาพนี้นำมาจาก@ เพจWeiboของ ” 电影嫌疑人X的献身”

เมื่อก่อน "เสือเชื่องๆ" ก็เคยเป็นเด็กเรียนมาก่อน ในปี1988 ซูโหย่วเผิงเรียนจบชั้นมัธยมต้น เขาสามารถสอบเข้าโรงเรียน Taipei Municipal Chien-Kuo Senior High School(โรงเรียนชายเจี้ยนจง)  ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับ 1 ของไต้หวันได้  โดยในครั้งนี้เขาสอบได้คะแนนเป็นอันดับ1 นอกจากนี้ในช่วงที่ "วงเสี่ยวหู่ตุ้ย" กำลังเป็นที่นิยม เขาต้องทำงานหลายๆอย่างทั้งการขึ้นคอนเสิร์ท, ถ่ายโฆษณา, ออกรายการทีวี, ให้สัมภาษณ์ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เหน็ดเหนื่อยมากๆ  แต่ซูโหย่วเผิงก็ยังสามารถสอบเข้าภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน

แม้ว่าต่อมาซูโหย่วเผิงจะทนต่อแรงกดดันจากอาชีพนักแสดงไม่ไหวและรู้สึกไม่ชอบสาขาวิชาที่ตัวเองเรียนอยู่ทำให้เขาต้องดร็อปเรียนไปในที่สุด แต่ตรรกะของนักวิทยาศาสตร์ก็ยังเป็นความกล้าที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ในวันนี้ ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง “หูข้างซ้าย(The Left Ear)” จนถึง “การปรากฏตัวของผู้ต้องสงสัยX (The Devotion Of Suspect X)” เขาหวังว่าตัวเองจะเป็นผู้กำกับที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ในความลึกลับของเนื้อเรื่องอาจารย์ฮิงาชิโนะ เคโงะได้สอดแทรกการฟาดฟันอารมณ์ของตัวละะคร และการทดสอบจิตใจของมนุษย์ไว้ภายในด้วยเช่นกัน สำหรับ "การเล่าเรื่อง" ต้องมีเงื่อนไขมากมายและเต็มไปด้วยบทสนทนาอย่างไม่ต้องสงสัย

ผู้กำกับซูโหย่วเผิง

สำหรับซูโหย่วเผิงแล้ว ในตอนที่ทำภาพยนตร์เรื่อง “หูข้างซ้าย (The Left Ear)” เขายังเขินอายที่จะบอกว่าทำไมถึงผันตัวเองมาเป็นผู้กำกับ ในตอนที่ถ่ายทำก็มีความกังวลใจปะปนอยู่ แต่สำหรับภาพยนตร์เรื่องที่สองนี้ เขารู้สึกว่าตัวเองมีความกล้ามากขึ้น  ความกล้านี้ส่วนหนึ่งมาจากการเตรียมงานล่วงหน้ามาก่อนแล้ว ตั้งแต่เริ่มต้นที่มีข่าวออกมาว่าเขาต้องการนำนวนิยายขายดีของอาจารย์ฮิงาชิโนะ เคโงะ มาสร้างเป็นภาพยนตร์ ในโซเชียลก็เกิดกระแสต่อต้านขึ้นมา จนถึงตอนนี้ต้องจ่ายอะไรไปมากมายเพื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะ “ถูกด่าว่าโง่” เขาระมัดระวังเป็นพิเศษในทุกขั้นตอนการทำถ่ายทำ

บทสนทนา

ภาพยนตร์ในเวอร์ชั่นจีนจะต้องไม่เหมือนกับเวอร์ชั่นญี่ปุ่นและเกาหลี

สำนักข่าวเผิงพ่าย:“การปรากฏตัวของผู้ต้องสงสัยX (The Devotion Of Suspect X)” เป็นนวนิยายที่ขายดีมากที่สุดเรื่องหนึ่ง เมื่อก่อนมีการนำนวนิยายเรื่องนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์หลายครั้ง ผลงานเหล่านั้นเป็นอ้างอิงหรืออุปสรรคแก่ตัวคุณอย่างไรบ้าง?

ซูโหย่วเผิง:เกี่ยวกับต้นฉบับของภายนตร์เรื่องนี้ ผมอยากบอกว่า ถ้าหากไม่มีเวอร์ชั่นญี่ปุ่นและเวอร์ชั่นเกาหลี แล้วผมต้องหาวิธีการบอกเล่าเรื่องราวของนวนิยายเรื่องนี้  ถ้าอย่างนั้นมันก็ง่ายเลย ผมก็แค่ทำตามต้นฉบับเดิมของมัน แต่ว่าการถ่ายทอดที่ใกล้เคียงต้นฉบับที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกเวอร์ชั่นญี่ปุ่นนำไปใช้แล้ว ดังนั้นผมก็ต้องหามุมมองแบบใหม่มาถ่ายทอด  ตอนที่ได้รับอนุญาตจากอาจารย์ฮิงาชิโนะ เคโงะ  ท่านพูดว่าเวอร์ชั่นที่ดัดแปลงทีหลังห้ามเหมือนกับเวอร์ชั่นก่อนหน้า  นี่จึงเป็นเหมือนกับการบังคับให้เราต้องมองหามุมมองและวิธีการใหม่ๆมาบอกเล่าเรื่องราว

แน่นอนว่า สำหรับเรื่องราวความรักที่บีบคั้นอารมณ์แบบนี้ ผมต้องมีมุมมองและแนวคิดของตัวเองอยู่แล้ว ในตอนที่เริ่มต้นผมได้สอดแทรกทัศนคติของตัวเองลงไปในบทด้วย ถ้าผมวางแผนจะใช้มุมมองแบบไหนในการถ่ายทอดเรื่องราว ทีมงานก็จะยึดมุมมองเหล่านั้นเป็นเค้าโครงในการถ่ายทำ มันเป็นเหมือนโครงกระดูก เมื่อต่อโครงกระดูกเสร็จสิ้นเราก็จะเริ่มโปะเนื้อเข้าไปทีละฉากๆ และยังมีรายละเอียดอีกหลายอย่างที่เราต้องกลับมาตามเก็บทีหลัง  เพราะเราหวังว่าตามหลักการที่พวกเรายึดถือจะสามารถทำมันออกมาได้ดีที่สุดโดยไม่ให้มีข้อผิดพลาดใดๆ แน่นอนว่าเรารู้ดีว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ แต่เราก็ยังหวังว่าจะมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด ในตอนที่เขียนบทภาพยนตร์ มีหลายคนมาช่วยเราติชมบทที่เราเขียนขึ้น ดูว่าจุดไหนยังไม่สมเหตุสมผล ตรงไหนยังไม่ดี หลายๆครั้งที่เรามาร่วมกันอ่านบท แล้วพวกเราก็แสดงความคิดเห็นต่างๆที่มีต่อบทภาพยนตร์ หลังจากนั้นก็ช่วยกันพิจารณาไปทีละฉาก

การร่วมงานกันของซูโหย่วเผิงและจางลู่อี

สำนักข่าวเผิงพ่าย:เราต้องถ่ายทำเรื่องราวสุดลึกลับ  แต่เพราะเป็นภาพยนตร์รีเมค ผู้ชมส่วนใหญ่ก็เลยรู้เค้าโครงเรื่องหลักๆดีอยู่แล้ว สำหรับผู้กำกับแล้ว  นี่เป็นเรื่องที่ชวนปวดหัวมากๆจริงมั๊ยค่ะ?

ซูโหย่วเผิง:ใช่ครับ การที่ผู้ชมรู้ตอนจบอยู่แล้ว มันก็เป็นเหมือนการทำข้อสอบ ฉากที่คุณรู้ตอนจบอยู่แล้ว เราต้องถ่ายทำออกมาให้สนุกเหมือนเดิม

ครั้งนี้ต้องใช้เวลาคิดค่อนข้างนาน สำหรับผมแล้ว จากที่เป็นแฟนหนังสือสู่การเป็นผู้กำกับ มันมีขั้นตอนของการสร้าง  ในตอนที่อ่านหนังสือ ผมแค่อยากเพลิดเพลินไปกับกลอุบายของนักเขียน และในตอนสุดท้ายมันก็ทำให้ผมรู้สึกประทับใจมากๆ แต่ว่าเมื่อผมกลายเป็นผู้กำกับ ผมต้องเข้าใจถึงกลอุบายทั้งหมด เรื่องราวเป็นอย่างไร ใช้วิธีการอย่างไรทำให้คุณสามารถบรรลุเป้าหมายได้ ผมต้องวิเคราะห์วิธีการของคุณ  หลังจากที่เข้าใจวิธีการของคุณ ผมก็มองหามุมมองแบบใหม่มาใช้บอกเล่าเรื่องราว และในขณะเดียวกันมุมมองที่ว่านั่นก็ต้องมีความแตกต่างจากเวอร์ชั่นญี่ปุ่นและเกาหลี  สำหรับเวอร์ชั่นอื่นๆมีแนวโน้มหรือประเด็นที่จะมุ่งไปค่อนข้างชัดเจน ผู้กำกับมักจะมีมุมมองเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งต่อเนื้อเรื่องของภาพยนตร์  แต่สำหรับตัวผมแล้ว ผมจะพยายามนำเสนอมุมมองของตัวเองให้มีความซับซ้อน คลุมเครือ และทิ้งปมบางอย่างเพื่อให้ผู้ชมได้กลับไปขบคิด

สำนักข่าวเผิงพ่าย:ในการสอดแทรกความเป็นท้องถิ่นเข้าไป คุณต้องเจอกับบททดสอบอะไรมั๊ย?

ซูโหย่วเผิง:การสอดแทรกกลิ่นไอความเป็นท้องถิ่นเป็นประเด็นที่ถูกวิจารณ์อย่างไม่หยุดหย่อน ในภาพยนตร์ของเราได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา  สาเหตุสำคัญคือกระแสจากในอินเตอร์เน็ตตั้งแต่แรกก็ด่าผมว่าโง่ ผมหวังว่าผมจะไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่า จะสามารถทำภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาให้ดีได้ เพราทั้งสองคนต่างเป็นอัจฉริยะระดับแนวหน้าของประเทศ ดังนั้นสำหรับสูตรคำนวณที่ปรากฏในภาพยนตร์ เราได้เชิญศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Harbin institute of technology ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่ง มาเพื่อตั้งโจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์จริงๆ ซึ่งรวมถึงโจทย์ที่ปรากฏอยู่ในกระดานดำในห้องทดลองวิชาฟิสิกส์ด้วยเช่นกัน ทุกฉากทุกตอนในภาพยนตร์เราไม่กล้าที่จะทำผิดพลาด นอกจากนี้เรายังได้เชิญตำรวจฝ่ายสืบสวนมาให้คำแนะการปฏิบัติตัวของตัวละครในฉากฆาตกรรม และเรายังใส่ใจถึงรายละเอียดท่าทางของนักแสดง รวมถึงวิธีการปฏิบัติที่สมจริงสมจัง

สูตรคำนวณเป็นความท้าทายที่สำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้

ยกตัวอย่างเช่นขั้วตั๋วภาพยนตร์ที่เป็นหลักฐานยืนยันที่อยู่  พวกเราถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ในเดือนเมษายน ปี 2016 สำหรับประเทศจีนแล้วการนำขั้วตั๋วภาพยนตร์ดูจะเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด ดังนั้นเราเลยจัดทำแผ่นพับขึ้นมา ด้านหลังของแผ่นพับเป็นโฆษณาของภาพยนตร์เรื่องคือเรื่อง  “เมืองสัตว์ประหลาด”   ซึ่งกำลังฉายอยู่ในขณะนั้น

จักรยานในนวนิยายเป็นคันใหม่ ที่เจ้าของใช้ยืนยันที่อยู่ กลายเป็นหลักฐานยืนยันที่อยู่  แต่ว่าในประเทศจีน การซื้อจักรยานดีๆมา คงไม่มีใครจอดไว้ข้างทาง หรือถ้าเป็นจักรยานที่เสียแล้วจอดไว้ตามข้างถนน ถ้าเป็นแบบนั้นก็ขโมยจักรยานไปยืนยันที่อยู่ซะก็ได้  และแน่นอนว่าตำรวจต้องไม่ยอมรับมันแน่นอน นี่เป็นปัญหาที่เราจะต้องแก้ ต้องทำให้ผู้ชมรู้สึกจริงใจและเชื่อถือ  การชมภาพยนตร์ “ความเชื่อ” เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ

ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหา

สำนักข่าวเผิงพ่าย:ได้ยินว่าเพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้นิสัยบ้าเรียนวิชาวิทยาศาตร์ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ตอนที่สมัยก่อนที่คุณยังเป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ คุณมีท่าทีอย่างไรบ้าง

ซูโหย่วเผิง :แต่ไหนแต่ไรมาผลงานของอาจารย์ฮิงาชิโนะ เคโงะ ไม่ได้ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์กันได้ง่ายๆ ในขั้นตอนการสร้างภาพยนตร์ต้องใช้ตรรกะที่สมเหตุสมผล  ต้องการมุมมองที่แตกต่าง ในนวนิยายเมื่อก่อนก็เป็นแบบนี้ คนก็เป็นแบบนี้ เรื่องต่างๆก็เป็นแบบนี้ ถ้าอย่างนั้นคุณก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดทีละฉากๆสิ ให้ผู้ชมได้ฟังเข้าใจ ในเนื้อเรื่องแบ่งเป็นสองมุมมองที่ตรงข้ามกัน มีปมสองอย่าง อาจจะต้องใช้ตรรกะของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วย จึงจะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างชัดเจน แต่ถ้าตรรกะไม่ชัดเจนมากพอ มันก็จะเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ดังนั้นเราต้องคำนึงถึงทั้งสองอย่าง

ผมก็ถือว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคนหนึ่ง ความมีเหตุผลไม่เพียงพอในการแก้ปัญหานี้    เมื่อก่อนผมเป็นคนไม่ชอบท่องหนังสือ ก็เลยเลือกภาควิชาวิทยาศาสตร์

สำนักข่าวเผิงพ่าย:เมื่อเปรียบเทียบกับภาพยนเรื่อง “หูข้างซ้ายThe Left Ear”  ในครั้งนี้ทักษะการเป็นผู้กำกับของคุณมีการพัฒนาขึ้นบ้างมั๊ยค่ะ?

ซูโหย่วเผิง: แน่นนอนว่าต้องพัฒนาขึ้นอยู่แล้ว  ถ้าไม่พัฒนาขึ้นเราก็เอาชนะปัญหาไปได้ มันก็เหมือนการผ่าด้านต่างๆในเกมส์นั่นแหละ “หูข้างซ้าย The Left Ear” เป็นด่านที่หนึ่ง เมื่อผ่าด่านพื้นฐานมาได้แล้ว ครั้งนี่ก็ถึงด่านที่สอง ผมพบว่าในทุกๆด่านยากกว่าด่านที่หนึ่งมาก การเป็นผู้กำกับเป็นกิจกรรมทางเทคนิค ผมหวังว่าตัวเองจะเป็นผู้กำกับที่ทำงานดี  ภายในเทคโนโลยีแต่ละชนิด ผมหวังว่าตัวเองจะเล่าเรื่องราวออกมาได้ดี หลังจากรับหน้าที่เป็นผ็กำกับผมเปลี่ยนมุมมองการคิดของตัวเอง  ในตอนที่ผมคิดว่าตัวเองเป็นผู้ชม ผมชอบดูอะไร แน่นอนว่าเรื่องราวสำคัญที่สุด ผมคิดว่าเรื่องราวและการแสดงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก  ภาพ ภาษาหรือสิ่งอื่นๆเราสามารถกลับมาแก้ไขที่หลังได้   นี่คือสุนทรียศาสตร์ของผม  ผมชอบละครที่มีพล็อตหน้าสนใจ

หวังข่าย

สำนักข่าวเผิงพ่าย:ช่วยประเมินนักแสดงแต่ละท่านหน่อยค่ะ  ครั้งนี้ทุกคนรู้สึกว่าคุณเลือกนักแสดงที่จะมารับบทต่างๆได้ค่อนข้างเหมาะสม

ซูโหย่วเผิง:ในการดัดแปลงบทภาพยนตร์ครั้งนี้  เราใส่ใจถึงรายละเอียดเกี่ยวกับประเทศจีน และหวังว่ามันจะเป็นเรื่องราวแนวอาชญากรรมที่เหมือนกับการประลองกันของอัจฉริยะสองคน ถ้าหากว่า “ความแปลก” คือจุดเด่นของสือหง ผมรู้สึกว่าคนที่จะมารับบทเป็นถังชวนต้องหล่อ   ซึ่งตัวหวังข่ายค่อนข้างหล่อ ดูเป็นผู้ชายสุขภาพดี ส่วนตัวสือหงต้องไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป มุมมองและตรรกะของเขาต้องไปเหมือนกับคนทั่วไป สำหรับนักแสดงที่ชอบแสดงอะไรที่มันต้องขบคิดแล้ว มันเป็นเรื่องที่สนุกมาก  จางลู่อีเป็นคนฉลาดมากๆ  เขาเกิดในราศีเมถุน  ใช่ครับ เขาเก่งมากๆ เขาชอบแสดงอะไรที่มันต้องมีการขบคิด ในตอนที่แสดงเขาไม่เพียงแค่ตั้งใจเท่านั้น แต่เขามีความสนใจต่อเนื้อเรื่องด้วย

สำนักข่าวเผิงพ่าย:สำหรับคุณหลินซินหยูล่ะ พวกคุณร่วมงานกันตั้งแต่อายุ 20 ต้นๆ จนถึงตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองและคุณหลินซินหยูมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างค่ะ?

ซูโหย่วเผิง: ผมว่าเราทุกคนยิ่งมีชีวิตอยู่ก็ยิ่งรู้สึกสงบ ยิ่งมีอิสระและยิ่งซื่อสัตย์ต่อตัวเอง อ่อ, ผมนึกออกเรื่องหนึ่ง ต่อไปไม่ว่ายังไงก็ตามแต่ ผมจะไม่มีวันเป็นนักแสดงของเธอเด็ดขาด เธอเป็นโปรดิวเซอร์(ผู้จัด) ต่อไปในอนาคตผมจะไม่รับทำหนังของเธอเด็ดขาด ผมจะไม่มีวันยอมตกอยู่ในเงื้อมมือของเธอ จะไม่ยอมให้โอกาสเธอกลับมาเอาคืนผม

หลินซินหรู 

ฉายาในอดีตที่ผ่านมาเป็นก้อนภาระและเป็นเกียรติศักดิ์

สำนักข่าวเผิงพ่าย:คุณมีฉายามากมาย ทั้ง “เสือเชื่องๆ/เสี่ยวไกวหู่ / เสี่ยวไกว”, "องค์ชาย5” ซึ่งทั้งหมดนี่อาจจะเป็นที่จดจำในใจของสาธารณชนมากกว่าผลงานชิ้นเอกของดาราทั่วไปด้วยซ้ำ ในตอนนี้คุณคิดว่าฉายาเหล่านี้มีความหมายกับคุณอย่างไร?

ซูโหย่วเผิง:ทั้งหมดถือเป็นเกียรติกับตัวผมมาก แต่เกียรติศักดิ์เหล่านี้นำพามาซึ่งภาระความรับผิดชอบ และมันยังสร้างแรงกดดันให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก พูดโดยสรุปก็คือ เพราะเกียรติศักดิ์เหล่านี้ครอบงำความคิด, ภาพลักษณ์ที่เป็น “เสือเชื่องๆ/เสี่ยวไกวหู่ / เสี่ยวไกว”, ภาพลักษณ์ของ “องค์ชาย5”, เป็นตัวชักนำ ทำให้คุณเปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเองไม่ได้ จนถึงวันนี้ผมได้ก้าวผ่านสิ่งเหล่านั้นมาแล้ว ในตอนนี้ถ้าจะเรียกผมว่า ”เสือเชื่องๆ” ไม่มีคนคิดว่า ผมที่อายุขนาดนี้แล้วจะเป็น “เสือเชื่องๆ” แบบไหนกัน เขาไม่เป็นอุปสรรคสำหรับผมอีกต่อไป

สำนักข่าวเผิงพ่าย:ถึงตอนนี้คุณมั่นใจแล้วใจใช่มั๊ยว่าจะเดินในเส้นทางของผู้กำกับต่อไป?

ซูโหย่วเผิง: ผมก็ควรยอมรับในอาชีพผู้กำกับได้แล้ว เพราะผมไม่ชอบที่จะทำอะไรซ้ำๆ ผมไม่ชอบทำเรื่องที่เชี่ยวชาญแล้ว  นั่นเพราะผมกลัวว่าจะเบื่อ ดังนั้นก็ต้องมองหาสิ่งที่ไม่เคยทำ สิ่งที่เต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ๆ การเป็นนักแสดงต้องทำอะไรซ้ำๆ บทรักก็แสดงมาเยอะแล้ว มันกลายเป็นความเชี่ยวชาญไปหมดแล้ว ผมก็เลยอยากจะทดลองอะไรใหม่ๆ บางครั้งมันอาจจะประสบความสำเร็จ บางครั้งอาจจะล้มเหลว ในตอนนี้อาชีพผู้กำกับยังมีความท้าทายใหม่ๆอยู่ ผมคงไม่เบื่อมันง่ายๆ อืม ค่อนข้างไม่น่าเบื่อ

1b9f687e62e52306e18938ffce100900.jpg" border="0
9b849886e2ecd32546d853bc7c7ae7b3.jpg" border="0
24cd3a5b2a7b12016e5df8f64d338a3a.jpg" border="0
95d39c4a71a15266ed66d7743542c308.jpg" border="0
1195e4cd33bb573a1c821014ab165fa3.jpg" border="0
41433dd1ad928477587bbc38de1ef7f8.jpg" border="0