ผู้เขียน หัวข้อ: [2017.03.29] ในทุกๆวันผู้กำกับต้องทำการตัดสินใจ 200 เรื่อง  (อ่าน 1385 ครั้ง)

Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11057
    • ดูรายละเอียด

บทสัมภาษณ์พิเศษ 《The Devotion Of Suspect X》ซูโหย่วเผิง :ในทุกๆวันผู้กำกับต้องทำการตัดสินใจ 200 เรื่องขึ้นไป

ปี 2015 ผลงาน《จั่วเอ่อร์ The Left Ear》ของผู้กำกับซูโหย่เผิงได้เข้าฉายที่โรงภาพยนตร์นี่คือผลงานชิ้นแรกหลังจากที่เขาได้ผันตัวจากนักแสดงมาเป็นผู้กำกับ ในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ซูโหย่วเผิงได้ใช้ความสามารถของผู้กำกับในการเข้าร่วมกลุ่มอีกครั้ง เมื่อเปรียบเทียบกับ《จั่วเอ่อร์ The Left Ear》แล้วโปรเจคครั้งนี้ที่ซูโหย่วเผิงรับมา《The Devotion Of Suspect X》ค่อนข้างยากลำบาก แต่ว่าซูโหย่วเผิงได้นำเอาขั้นตอนนี้มาพรรณนาเป็นสถานการณ์ที่ผ่านการต่อสู้กับปีศาจ “หลังจากผ่านด่านที่หนึ่งมาตัวเองก็สามารถเข้มแข็งขึ้นมาได้บ้าง แต่อุปสรรคในด่านที่สองก็ยากกว่า”

ต้นฉบับนวนิยายของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานของ ฮิงาชิโนะ เคโงะ  นักเขียนผู้ลือนามของญี่ปุ่น ,มีคนรักหนังสือในแบบต้นฉบับมากมาย ในขณะเดียวกันญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ยังเคยรีเมคนิยายเรื่องนี้ด้วย นอกจากนั้นภาพยนตร์แนวลึกลับก็ค่อนข้างได้รับความนิยมน้อยในตลาดภาพยนตร์ นำมาซึ่งความกดดันในทุกรูปแบบ แต่ซูโหย่วเผิงยังคงเดินหน้าทำต่อไปอย่างไม่ลังเล

“พิถีพิถัน จุกจิกจู้จี้ จริงจังตั้งใจ” คำสำคัญไม่กี่คำในช่วงโฆษณานี้ได้กลายเป็นจุดกระแสของนักสร้างสรรค์ผลงานที่ได้ ”แขวะ” ซูโหย่วเผิง จางหลู่อี ที่รับบทเป็นสือหงเรียกให้ซูโหย่วเผิงนำนาฬิกาจับเวลามาจับเวลาแสดงของเขา หวังข่าย ที่รับบทเป็นถังชวนกล่าวว่าซูโหย่วเผิงพิถีพิถันแค่กระพริบตาไม่กี่ครั้งก็ต้อง เทค! เทค! ใหม่หมด ในด้านการตอบคำถามนักแสดงของซูโหย่วเผิงใครที่เป็นการเซอร์ไพรส์คุณมากที่สุด ที่ค่อนข้าง ”มีความหมายลึกซึ้ง” เขากล่าวว่า “ผมรู้สึกว่าทุกคนล้วนเป็นความเซอร์ไพรส์ทั้งนั้น สามารถอดทนต่อผมได้ล้วนเป็นการเซอร์ไพรส์ได้เหมือนกัน”

ภาพยนตร์ใกล้จะเข้าฉายแล้ว ในนามผู้กำกับซูโหย่วเผิงได้เริ่มเข้าสู่ช่วงโปรโมทที่ยุ่งวุ่นวาย ครั้งนี้ที่ได้เจอเขาที่ Enlight Media เขาใส่แว่นตาที่มีกรอบสีทอง ราวกับนักสืบที่เดินออกมาจากโรงหนังยังไงอย่างงั้น ได้แบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับมุมมองในการคัดเลือก การเขียนบท รายละเอียดของสถานที่ในการถ่ายทำ ในการพูดถึงระดับปัญหาของการผลิต เป็นการยากมากที่คุณจะติดต่อถึงเขาและนักแสดงซูโหย่วเผิงได้อีกครั้ง แต่เขาก็ยอมรับนะว่าปัจจุบันนี้ได้เพลิดเพลินกับสถานะการเป็นผู้กำกับ ไม่ได้คิดถึงเรื่องการแสดงไปชั่วคราว ”ปัจจุบันนี้ไม่มีแพลนการแสดงที่พิเศษอะไร ไม่ได้คิดทุ่มเทอะไรเป็นพิเศษในเรื่องนี้”

ฮิงาชิโนะ เคโงะ ไม่ได้เป็นอุปสรรคในความสร้างสรรค์ของพวกเราเลย

ต้นฉบับนวนิยายของภาพยนตร์เรื่องนี้ 《The Devotion Of Suspect X》ได้รับการตีพิมพ์ในปี 2005 ในช่วงนั้นก็ได้รับรางวัลหลายรายการตรรกะในนิยายก็เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายซูโหย่วเผิงเคยอ่านนิยายเรื่องนี้ตั้งแต่ประมาณปี 2005 หลังจากที่ถ่ายทำเรื่อง《จั่วเอ่อร์ The Left Ear》เสร็จ Enlight Media ก็คาดหวังว่าซูโหย่วเผิงจะลองสร้างสรรค์ผลงานในแนวอื่นๆ ซูโหย่วเผิงก็นึกถึงนิยายเรื่องนี้ สำหรับเขาแล้ว เขาไม่อยากลองกับสิ่งที่มันเป็นเชิงพาณิชย์มากเกินไป แต่ 《The Devotion Of Suspect X》 สามารถที่จะเข้าถึงภาวะสมดุลบางอย่างในใจของเขาได้

จากผู้อ่านสู่ผู้กำกับ การเปลี่ยนแปลงของสถานะก็มีความหมายต่อการคิดที่ต้องการจะดำเนินการเปลี่ยนแปลง “ผมคิดว่าตอนนั้นสามารถที่จะเพลิดเพลินไปกับความสุขอันบริสุทธิ์ของการเป็นผู้อ่านได้ แค่คุณเพลิดเพลินไปกับผลของชิ้นงานนั้นที่นำความประทับใจมาให้คุณและความรู้สึกที่ได้ก็โอเคแล้ว ไม่ต้องใช้เหตุผลมากมายขนาดนั้นในการวิเคราะห์มัน แต่ตอนนี้ในฐานะของผู้กำกับ ผมก็ต้องจำเป็นต้องกระโดดออกมาจากการคิดแบบผู้อ่าน”

การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ สิ่งที่ชัดเจนที่สุดก็คือเริ่มจากการเขียนบท นิยายต้นฉบับก็ถือว่าเป็น IP ขนาดใหญ่ มีคนรักการอ่านที่เชื่อถือได้ดังนั้นเริ่มจากโครงสร้างภาพยนตร์ มีคนรักการอ่านไม่น้อยที่ในใจนั้นคัดค้าน ซูโหย่วเผิงได้แบกรับ ”ชื่อเสียงด้านลบ”อย่างน้อยในระยะแรกผลงานที่ปกติแล้วมีแฟนคลับมากมายถูกย้ายขึ้นสู่หน้าจอก็ได้รับการไถ่ถาม จะพูดยังไงดีกับเรื่องนี้ ใช้วิธีการไหนในการนำเสนอที่จะสามารถทำให้แฟนนิยายที่ ”เคยอ่านหลายครั้งจนนับไม่ถ้วน” นั้นพอใจ แล้วก็ถูกใจผู้ชมที่ ”ไม่เคยดู” ซึ่งเป็นโจทย์ยากอันแรกที่ซูโหย่วเผิงได้เผชิญ

ทีมงานเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ ทุกคนต่างมีจุดเด่นในส่วนงานของตัวเอง บทภาพยนตร์ในตอนแรกนั้นเขียนไว้หลายฉบับมาก ฮิงาชิโนะ เคโงะ ก็ได้อ่านบทภาพยนตร์นี้ด้วย รอถึงตอนที่เริ่มถ่ายทำอย่างเป็นทางการ บทภาพยนตร์ได้แก้ไปแล้ว 35 ครั้งแล้ว แต่สำหรับ ฮิงาชิโนะ เคโงะ ได้มีประเด็นปัญหาของบทภาพยนตร์ ซูโหย่วเผิงอยากจะขอชี้แจงผ่านพวกเราสักหน่อย "คุณฮิงาชิโนะ เคโงะไม่ได้อยากมาก้าวก่ายเกินไปในส่วนของความสร้างสรรค์ของทุกๆฉบับ เขาเพียงแค่อยากจะมาเตือนอย่างเป็นมิตร อันที่ผมอนุญาตนั้นก็คือเนื้อหาจากนิยายของผม ส่วนที่เรียบเรียงใหม่ของสำนักพิมพ์ญี่ปุ่นกับสำนักพิมพ์เกาหลีใต้ไม่ได้อยู่ในขอบเขตการมอบอำนาจของผม ดังนั้นเขาก็จะดูแหละว่ามีข้อพิพาทด้านลิขสิทธิ์ ส่วนที่ถกเถียงกันหรือไม่ ถ้าไม่มีส่วนนี้ ตามหลักการเขาก็จะเคารพการสร้างสรรค์ของพวกเรา ”

“ผมหวังว่าพระเอกทั้งสองคนจะมีฝีมือพอๆกัน เข้าถึงบรรยากาศการต่อสู้ของทั้งสองอัจฉริยะได้ ถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทรุดตัวลง ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะไม่ได้สร้างขี้น ”พูดถึงปัญหามุมมองในการคัดเลือก ซูโหย่วเผิงได้เน้นว่านักแสดงมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ ถังชวนกับสือหง รับบทเป็นสองพระเอกในเรื่อง คนหนึ่งเป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จในชีวิตที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่อีกคนหนึ่งเป็นกลุ่มที่ผิดหวังไม่ได้ดั่งที่ตั้งใจในชีวิตทั้งสองคนต่างมีลักษณะเฉพาะที่ชัดเจนของตัวละครที่กำหนดซูโหย่วเผิงหาจางหลู่อีกับหวังข่ายผู้ที่จะมาเล่นสองบทบาทนี้เจอแล้วซูโหย่วเผิงยอมรับตรงๆว่าไม่เคยชมผลงานใดๆของพวกเขามาก่อน แต่ก็รู้พอคร่าวๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความรู้สึกตอนสัมภาษณ์ “พวกเขาเหมาะสมกับบทบาทเหล่านี้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว อันนี้จริงๆแล้วได้ผ่านการพิจารณามาหลายรอบมากๆ ท้ายที่สุดแล้วจริงๆพวกเขาล้วนเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมที่สุด”

และได้หาหลินซินหยูมาแสดงเป็นนางเอกเฉินจิ้ง ซูโหย่วเผิงอธิบายว่า ไม่ได้คาดหวังให้นางเอกเซ็กซี่เกินไป ที่ให้มีสือหงก็เพราะให้เป็นภาพมายากระตุ้นอารมณ์ผู้ชม เขาหวังว่านักแสดงคนนี้จะมีความรู้สึกแบบอบอุ่น และหลินซินหยูก็เหมาะสมกับบทบาทนี้ อีกทั้งยังให้แรงกระตุ้นที่อยากจะปกป้องดูแลแก่ผู้คนด้วย "ติ๊ด...ยืมการ์ดเพื่อน" (เป็นคำแสลง  หมายถึงเพื่อนที่ความสัมพันธ์ดีมาก สามารถขอความช่วยเหลือได้ทุกเรื่อง)  ตามที่ซูโหย่วเผิงผู้เป็นเพื่อนสนิทได้เชิญให้หลินซินหยูมาแสดงบทบาทนี้ ก็ถือว่าเป็นการเซอร์ไพรส์ที่น่าประหลาดใจเช่นกัน

ผู้กำกับทำการตัดสินใจสองร้อยเรื่องขึ้นไปในทุกๆวัน

หลายปีต่อมาซูโหย่วเผิงยังคงจดจำสถานการณ์การถ่ายทำภาพยนตร์《The Message》ในตอนนั้นได้นั่นเป็นสิ่งที่เขาชื่นชมที่สุดและก็คิดว่าเป็นสถานการณ์การสร้างสรรค์โดยรวมที่ยอดเยี่ยมที่สุด“นักแสดงทุกคนในเรื่องต่างก็แสดงบทบาทของตัวเองออกมาถึงขีดสุด การถ่ายทำละครทั้งหมดสไตล์ของทุกคนล้วนแต่ตกอยู่ในภวังค์ แม้แต่พนักงานผมก็คิดว่าเขาก็ตกอยู่ในภวังค์ของละครนั้น”  ซูโหย่วเผิงได้พรรณนาถึงสภาพการณ์การทำงานในตอนนั้น ไม่มีใครทะเลาะวิวาท แม้แต่การเดินก็ยังเสียงเบา ไม่มีใครหัวเราะเฮฮาเล่นมือถือที่กองถ่าย รอถึงตอนถ่ายก็ค่อยเข้าฉาก ลักษณะของงานแบบนี้ มีส่วนช่วยต่อตัวเขาเป็นอย่างมาก “ผมหวังตลอดมาว่าในใจจะสามารถสร้างบรรยากาศส่วนรวมแบบนี้ให้เกิดขึ้นได้” การถ่ายทำละครทั้งหมดล้วนต้องอยู่ในนั้น ดังนั้นตอนที่อยู่กองถ่ายผมก็เข้าสู่สภาพการณ์แบบนี้อย่างสมบูรณ์ (เงียบทุกคนต้องเงียบ)

สามารถกล่าวได้ว่า ซูโหย่วเผิงก็ได้นำสภาพการณ์แบบนี้มีใช้ในการทำงานภาพยนตร์ของตนเองเช่นกันอย่างน้อยเขาก็ทำได้แล้ว เขาพรรณนาฤดูแห่งการถ่ายทำภาพยนตร์ว่าเป็น “เข้าสู่สมรภูมิรบ” ทุกวันก็จะมีสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น และมีคิวในการแสดงที่ต้องทำให้เสร็จด้วย“ในทุกๆวันอาจจะต้องทำการตัดสินใจอย่างน้อยสองร้อยเรื่องขึ้นไป ผมขอร้องให้ตัวเองพยายาม ทุกการตัดสินใจต้องไม่ผิดพลาด คุณตัดสินใจถูก หนังก็จะเพิ่มขึ้น 1 คะแนน ตัดสินใจผิดก็หัก 0.5 คะแนน อะไรประมาณนี้ การตัดสินใจทั้งหมดของคุณ สะสมไปเรื่อยๆก็คือคะแนนอันสุดท้ายของภาพยนตร์นั่นเอง” ทันทีในการตัดสินใจนั้น เป็นช่วงที่ซูโหย่วเผิงจะสามารถรู้สึกถึงการเป็นผู้กำกับของตัวเองได้โดยตรงค้นพบปัญหาเป็นเพียงแค่พื้นฐาน ต้องแก้ไขปัญหาอยู่ตลอดถึงจะสำคัญที่สุดถึงแม้ว่าการตัดสินใจในทุกวันมันจะน่ากลัว แต่ก็เพราะกระบวนการแบบนี้แหละที่ผู้กำกับอาชีพที่ท้าทายนี้นับวันยิ่งดึงดูดความสนใจจากเขาและสิ่งเหล่านี้ก็คือปัจจัยเบื้องต้นที่ทำให้ได้รับความสำเร็จ

การตัดสินในหลายร้อยอย่างที่ซูโหย่วเผิงพูดมาทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในกองถ่ายหนังเท่านั้นในช่วงก่อนการผลิตก็ต้องการให้เขามาควบคุมเช่น สถานที่ในการถ่ายทำนั้นเลือกที่ไหน ฤดูในการเริ่มถ่ายทำภาพยนตร์คือฤดูร้อน แต่อารมณ์ของเรื่องออกไปแนวค่อนข้างหนาวเย็น ความรู้สึกที่ถ่ายทอดผ่านหน้าจอดูร้อนเกินไปซึ่งแตกต่างจากอารมณ์ของหนังซูโหย่วเผิงก็ได้เดินทางไปยังภาคเหนือเพื่อหาสถานที่ ไม่ได้สนใจการคัดค้านจากช่างกล้องและศิลปินในที่สุดก็ตกลงเอาที่ฮาร์บิน ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์ให้เห็นว่าในที่สุดผลลัพท์ที่ออกมาก็ไม่เลวจริงๆ

ในรูปแบบประเด็นสำคัญข้างต้น ซูโหย่วเผิงมีความเข้าใจของตัวเอง ถ่ายทำที่ฮาร์บินเหมือนกัน หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบรูปแบบเดียวกันกับ《Black Coal, Thin Ice》ซูโหย่วเผิงได้ตอบกลับว่า “《Black Coal, Thin Ice》น่าจะหนาวกว่านี้หน่อยนะ เรื่องนี้ก็จะอยู่ในแนวนั้น จะต้องเป็นแนวออกหนาวๆ ในโทนของสีก็ต้องเป็นสีออกฟ้าๆหรือไม่ก็สีเขียว ตามหลักการแล้วผมหวังว่าหนังจะออกมาดูดีหน่อย ดังนั้นผมจะระวังในจุดนี้ให้ดี ดังนั้นถ้าเอา 《ดอกไม้ไฟกลางวัน》มาเปรียบเทียบแล้วสีสันของพวกเราก็ไม่ได้ดูน่าสิ้นหวังขนาดนี้

ปัจจุบันไม่มีแพลนการแสดง ไม่อยากมาทุ่มเทมากในเรื่องนี้

นี่คือผลงานชิ้นที่สองในการเป็นผู้กำกับของซูโหย่วเผิงเดิมทีเขานึกว่าตัวเองน่าจะคุ้นชินกว่านี้กับสถานะผู้กำกับนี้แต่เขากลับพบว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่กับสิ่งที่ตัวเองคิดนั้นไม่ค่อยเหมือนกันสักเท่าไหร่ “ผมมักจะทำการเปรียบเปรย ก็เหมือนที่คุณผ่านอุปสรรคมาได้ โจทย์ที่ด่านแรกให้คุณมาต้องใช้ค่าประสบการณ์หรือไม่ก็ความสามารถของคุณ การจัดสรรอาวุธ อาจจะกำลังดี คุณต้องพยายามมากๆ คุณจะผ่านด่านแรกได้ ต่อมาคุณมีอาวุธชิ้นใหม่ คุณคิดว่าตัวเองแกร่งขึ้นมา ก็จะพบว่าอุปสรรคในด่านที่สองนั้นยากยิ่งกว่า ความสามารถของผมเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อนบ้าง แต่ว่าโจทย์ในครั้งนี้ก็ยากกว่าเมื่อก่อนเหมือนกัน”

อาจจะเป็นเพราะหลงใหลใน”การต่อสู้กับปีศาจ”.ที่นำมาซึ่งความท้าทายและความรู้สึกที่มาจากความสำเร็จปัจจุบันซูโหย่วเผิงยิ่งเพลิดเพลินไปกับการเป็นผู้กำกับมากขึ้น “ปัจจุบันไม่ได้มีแพลนพิเศษเกี่ยวกับการแสดง ไม่ได้คิดทุ่มเทเป็นพิเศษในเรื่องนี้” สรุปแล้ว ปัจจุบันไม่วางแผนว่าจะเล่นละครแล้ว อยากจะอยู่หลังฉาก ถามว่าถ้ากลับไปตอนแรกที่เข้าวงการได้ อยากจะอยู่หน้าฉากหรือหลังฉากมากกว่ากัน ซูโหย่วเผิงเลือกอย่างไม่ลังเลว่าอยากอยู่หลังฉาก “การอยู่หน้าฉากจะได้รับในสิ่งที่คนทั่วไปไม่ได้รับ แต่สิ่งที่จ่ายไปก็คือสิ่งที่คนทั่วไปไม่ค่อยต้องการที่จะจ่าย สิ่งของเหล่านั้น ก็เหมือนกับผม ที่ตัวเองก็อายุไม่ถึง 20 ที่เข้าวงการ ในอายุแค่นั้นแบกรับความกดดันแบบนั้น สำหรับผมแล้ว ก็ลำบากนิดหน่อยในช่วงเวลานั้น ถ้าให้ผมเลือกได้อีกครั้ง ผมอาจจะอยู่หลังฉากก็น่าจะดีขึ้นมาหน่อย โตมาจะได้สมบูรณ์แบบกว่านี้”

บนเส้นทางของการเป็นผู้กำกับนี้เขาค่อนข้างชื่นชม "หลี่อัน" เป็นพิเศษ ในเวยป๋อของเขาก็สามารถดูออก “หนังของเขาหลายๆเรื่องล้วนสุดยอดทั้งนั้น ช่วงนี้หนัง《Billy Lynn's Long Halftime Walk》,《พยัคฆ์ระห่ำ มังกรผยองโลก》,《หุบเขาเร้นรัก》,《การเดินทางของพาย พาเทล》ก็ชอบมากๆ ”

และความสัมพันธ์ด้านความรู้สึก ถามว่าจะเหมือนกับสือหงในหนังหรือไม่นั้น พอได้รักก็สั่นสะท้านไปทั่วโลก ซูโหย่วเผิงบอกว่าตัวเองค่อนข้างมีสติสัมปชัญญะ “ตอนเด็กๆค่อนข้างจะมีนิสัยซนๆ ตอนนี้พอถึงอีกช่วงอายุหนึ่ง สำหรับความรู้สึกก็ค่อนข้างมีสติในการเข้าใจ ดังนั้นก็ไม่ค่อยที่จะตาบอดขนาดนั้น ก็ค่อนข้างที่จะใช้สติ มองแบบมีวิสัยทัศน์มากขึ้น”

17760795_1132840593493450_7692302353706935905_o.jpg" border="0
17834825_1132840656826777_1607950999953856155_o.jpg" border="0
17855172_1132840596826783_2840409456111497844_o.jpg" border="0
17855593_1132840600160116_988663031156959965_o.jpg" border="0
17879973_1132840660160110_6873875580277214483_o.jpg" border="0
17880093_1132840646826778_9090956749597311215_o.jpg" border="0

Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11057
    • ดูรายละเอียด

Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11057
    • ดูรายละเอียด
Re: [2017.03.29] 专访《嫌疑人x的献身》苏有朋:导演就是每天做200个以上的决定
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: เมษายน 09, 2017, 03:47:21 PM »







Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11057
    • ดูรายละเอียด
Re: [2017.03.29] 专访《嫌疑人x的献身》苏有朋:导演就是每天做200个以上的决定
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: เมษายน 14, 2017, 06:11:10 AM »









Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11057
    • ดูรายละเอียด
บทสัมภาษณ์พิเศษ 《The Devotion Of Suspect X》ซูโหย่วเผิง :ในทุกๆวันผู้กำกับต้องทำการตัดสินใจ 200 เรื่องขึ้นไป
https://www.facebook.com/AlecfanclubinThailand/posts/1457134694325019