ผู้เขียน หัวข้อ: [2017.03.30] สัมภาษณ์พิเศษ: ซูโหย่วเผิงพูดหยอกหวังข่ายและจางหลู่ยี  (อ่าน 1360 ครั้ง)

Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11001
    • ดูรายละเอียด




[2017.03.30] 专访|苏有朋笑谈王凯、张鲁一:抓住机会就骂我
http://ent.qq.com/a/20170330/020285.htm


Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11001
    • ดูรายละเอียด
สัมภาษณ์พิเศษ: ซูโหย่วเผิงพูดหยอกหวังข่ายและจางหลู่ยี “แหม่! พอได้โอกาสก็ด่าผม”

(พาดหัวข่าว)  มีนักแสดงออกมาบ่นซูโหย่วเผิงอย่างไม่ขาดสายว่าเขาจะโหดอะไรปานนี้สั่ง cut บ่อยแถมยังแสดงออกด้วยสีหน้าที่ไร้ความปราณีอีก ขนาดนักแสดงมากประสบการณ์อย่างหวังข่ายกับจางหลู่ยียังโดน NG (No good)ไปตั้ง 30 กว่ารอบถล่มเสียจนพวกเขาสงสัยตัวเองว่า จริงๆแล้วพวกเขาเล่นหนังกันเป็นจริงๆหรือเปล่า?

ข่าวจาก ENT.QQ.com(เนื้อหา:เฉินเสี่ยวหนาว  / ภาพ:สุยซี / บันทึกเทป:จางเชา)หลังจากที่ซูโหย่วเผิงเข้ามารับบทบาทเป็นผู้กำกับ เขาก็เผยคาแรคเตอร์ผู้คลั่งไคล้ความสมบูรณ์แบบขึ้นมา นับแต่การเปิดตัวผลงานชิ้นที่ 2 “The Devotion of Suspect X” (เวอร์ชั่นญี่ปุ่น-เวอร์ชั่นเกาหลี) ก็มีนักแสดงออกมาบ่นซูโหย่วเผิงอย่างไม่ขาดสายว่า สายตาของเขาเนี่ยแหม...เฉียบแหลมเกิ๊นแถมยังโหดร้ายทารุณแบบสุดๆอีกเอะอะก็อยากให้นักแสดงมีแววตา relax ได้ไวประหนึ่งสายฟ้าแลบก็เลยสั่ง cut ซะบ่อยเว่อร์แถมการแสดงออกของเขายังเป็นสีหน้าที่ไร้ความปราณีอีกต่างหาก ขนาดนักแสดงมากประสบการณ์อย่างหวังข่ายกับจางหลู่ยียังโดน NG (No good) ไปตั้ง 30 กว่ารอบถล่มเสียจนพวกเขาสงสัยตัวเองว่า จริงๆแล้วพวกเขาเล่นหนังกันเป็นจริงๆหรือเปล่า?

แท้ที่จริงแล้ว ซูโหย่วเผิงที่โด่งดังมาด้วยฉายา “ไกวไกวหู่” (เสือน้อยสามตัวในสมัยนั้น)เขาก็แค่ดูเป็นคนที่มีแววตาอ่อนโยนและมีรอยยิ้มที่อบอุ่นเท่านั้นเอง ตลอดระยะเวลา 27 ปีที่ซูโหย่วเผิงเข้ามาในวงการ เขาจะเป็นคนที่มีสมาธิจดจ่อและมุ่งมั่นตั้งใจทำงานมาโดยตลอด เขานึกถึงสมัยที่ตัวเองเป็นนักแสดง ที่แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยเล่นออกนอกบทเลยแถมยังทุ่มเทประหนึ่งว่า ตัวเขาได้เข้าไปมีชีวิตอยู่ในบทบาทนั้นจริงๆพอเขาได้รับหน้าที่ผู้กำกับเป็นครั้งที่ 2 ก็เลยเลื่อนคิวแสดงทั้งหมดออกไป “ตั้งใจทุ่มทั้งชีวิตอยู่ในฐานะผู้กำกับมาเป็นเวลาเกือบ2 ปีแล้ว”

อีกด้านหนึ่ง เป็นเรื่องของผลกระทบอย่างหนักจากการเลือกปรับ-เรียบเรียงเนื้อหาภาพยนตร์เรื่อง “The Devotion of Suspect X”ที่ทำเอาบรรดาหนอนหนังสือจำนวนนับไม่ถ้วนต่างพากันมองด้วยสายตาที่กระวนกระวาย ทั้งยังเพิ่มดีกรีคว่ำบาตรเขาอีกด้วย แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่เขาเลือกเอง     หลังจากที่ผลงาน “The Left Ear  ” ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ เขารู้ตัวดีว่าตัวเขาเองยังไม่ “เป็นผู้ใหญ่” มากพอการปรับแก้และเรียบเรียงผลงานชิ้นที่มีความเป็นผู้ใหญ่จึงนับเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเขาอีกเช่นเคยหลังจากที่ผลงาน “The Left Ear  ” ได้เสร็จสิ้นไปสิ่งที่เขาสามารถทำได้ก็คือ หยิบยกความใฝ่ฝันนี้ขึ้นมา แล้วเลือกถ่ายทำผลงานแนวที่เขารู้สึกสนใจมากกว่านั่นก็คือ “แนวที่มีกลิ่นอายของความเป็นศิลปะนิดๆ และแฝงไปด้วยใจความสำคัญของเรื่องที่ค่อนข้างลึกซึ้ง”ซูโหย่วเผิงไม่ใช่ไม่อยากแสดงออกถึงสไตล์ความเป็นตัวของตัวเอง เพียงแต่  เขารู้ดีว่าจะต้องมี “ส่วนที่ตามใจความต้องการของตลาดที่จะช่วยให้ผู้ชมให้การยอมรับได้ง่ายขึ้น” ด้วย นี่คือสิ่งที่เขาเลือกหลังจากที่ตัดสินใจยอมอ่อนข้อให้ในฐานะที่เขาเป็นผู้กำกับ ซึ่งจริงๆแล้วสำหรับตลาดภาพยนตร์จีนปัจจุบัน การทำแบบนี้ถือว่าเป็นทางเลือกที่เพิ่มระดับความยากให้กับตัวเองมากขึ้นเสียอีก

ดังนั้น ซูโหย่วเผิงเลยตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองว่า “จะทุ่มจนสุดพละกำลัง”  ในขั้นตอนของการรังสรรค์ผลงานก็ได้มีการแก้บทร่างภาพยนตร์ไปแล้วสิบกว่าพาร์ท ที่แก้แบบยิบย่อยอีกก็มีถึง106 ครั้งบางทีเพื่อปรับแก้บทพูดเพียงแค่ประโยคเดียวหรือพอจู่ๆก็นึกถึงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆได้ขึ้นมา ซูโหย่วเผิงก็จะรีบส่งวีแชทไปตั้งแต่ 11 โมงเช้าเพื่อปลุกให้ฝ่ายแต่งบทภาพยนตร์ที่พึ่งได้หลับไปช่วงรุ่งสางให้ตื่นขึ้นมาทำงานในส่วนการถ่ายทำภาพยนตร์ก็ไม่ต้องพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในจอหนังท่วมท้นอย่างหวังข่าย จางหลู่ยีหรือว่าจะเป็นนักแสดงวัยรุ่นหลายๆคนเมื่อผู้กำกับซูโหย่วเผิงตรวจดูการถ่ายทำเสร็จก็มักจะเปลี่ยนสีหน้า สรรหาจุดบกพร่องขึ้นมาเดือดดาลแบบที่คนธรรมดาๆเขาไม่ทำกัน แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับซูโหย่วเผิงแล้ว ทั้งหมดที่ว่ามานี้ไม่ได้เป็นเพราะเขายินดีที่จะทำแบบนั้นเลย แต่เกิดจากนิสัยที่ “อู้งานไม่เป็นจนแอบหยาบคายไปนิดหนึ่ง” ก็เท่านั้นเอง

นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับการเป็นนักแสดงแล้ว การเป็นผู้กำกับ จะต้องจัดการกับเรื่องต่างๆเยอะมากไหนจะแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว ถึงแม้ว่าประสบการณ์จากการเข้าสู่วงการมานานหลายปี จะทำให้เขามีความสามารถในการรับมือกับแรงกดดันและจัดการกับอารมณ์ต่างๆได้เป็นอย่างดี แต่ในขณะเดียวกันสติสัมปชัญญะและความเชื่อมั่นในตัวเองของเขาก็ไม่หยุดที่จะเตือนเขาว่า แม้แต่เวลาเพียงชั่วประเดี๋ยวที่จะ relax ก็สามารถนำไปสู่ความพังพินาศย่อยยับได้ในช่วงนี้เขามักจะใช้คำว่า “เหมือนคนจะจมน้ำ” มาเปรียบเปรยความรู้สึกของตัวเอง จากที่มีการปรากฏออกมาบ่อยๆว่าความสามารถของเขานั้นยังไม่ดีเท่าที่ควรเขาเปรียบตัวเองเหมือนคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นแต่ดันพลัดตกน้ำ ซึ่งตัวเขาก็จะต้องตีน้ำตลอดเวลา ห้ามหยุด ถึงจะมีชีวิตต่อไปได้  ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังจะมาในอนาคตซูโหย่วเผิงมอบอำนาจการตัดสินผลงานให้กับผู้ชม แต่ถ้าพูดถึงคะแนนความพยายามของตัวเองแล้ว เขาพูดแบบไม่มีงกคะแนนเลยว่า “ผมให้ตัวเอง 10 เต็ม”

“ตั้งใจทุ่มทั้งชีวิตอยู่ในฐานะผู้กำกับมาแล้วเกือบ 2 ปี”

ENT.QQ.com: คุณเคยพูดในเว็ปไซต์เวยป๋อว่าครั้งนี้ได้โจทย์ยากมาทำ หลังจากผลงาน “The Left Ear”ได้เสร็จสิ้นไป คุณไม่ได้เตรียมเรื่องที่เหมาะกับตัวเองเอาไว้ไว้ล่วงหน้าเหรอ?

ซูโหย่วเผิง: คงเป็นเพราะยังไม่โตพอน่ะครับ ปกติแล้วทีมผู้กำกับที่เขาโตๆกันแล้ว เวลาที่กำลังถ่ายแผน A อยู่ ในเวลานั้นก็อาจจะมีแผน B C D E รอไว้อยู่แล้ว ก็ดูเอาว่าจะถ่ายอันไหนต่อ แค่นั้นก็จัดการกับปัญหาแบบนี้ได้แล้วครับ แต่ผมเป็นมือใหม่ ไม่ได้คาดเดาแผนสำหรับอนาคตไว้มากนัก ก็ต้องตั้งใจทำแผนที่อยู่ในมือให้สำเร็จลุล่วงไปก่อน ซึ่งคนที่อยู่รอบข้างผมหลายๆคนก็ช่วยผมคิด ว่าเรื่องที่สองควรจะเป็นเรื่องอะไร แต่สิ่งที่ผมตั้งขึ้นมาก็คือ “ตัวผมสนใจหนังแนวไหน” ผมต้องการให้มันมีกลิ่นอายของความเป็นศิลปะ แล้วก็มีใจความสำคัญของเรื่องที่ค่อนข้างลึกซึ้ง แต่ว่า ก็ไม่ใช่ว่าผู้ชมทุกคนที่เดินเข้าโรงหนัง จะชอบวิเคราะห์คุณค่าของภาพยนตร์ หรือต้องการเห็นสไตล์การทำหนังของผู้กำกับมากขนาดนั้น พวกเขาแค่ต้องการไปดูหนังที่มีเรื่องราวที่สนุกสนานได้ความเพลิดเพลินและกินใจ แค่นั้นก็โอเคแล้ว ผมคาดหวังให้หนังของผมมีใจความสำคัญที่ลึกซึ้ง แล้วก็มีส่วนที่ตามใจความต้องการของตลาดบ้าง เพื่อให้ผู้ชมให้การยอมรับได้ง่ายขึ้น พูดง่ายๆก็คือ มีจังหวะและอารมณ์หนังเป็นไปตามที่ตลาดต้องการ หลังจากนั้นมาก็เป็นเหมือนพรมลิขิตเลยครับที่ได้มาเจอภาพยนตร์เรื่อง “The Devotion of Suspect X”ที่มีทั้งเนื้อหาที่ลึกซึ้งและยังเป็นภาพยนตร์ที่มีอารมณ์หนังที่สนุกมากๆ ตรงใจตลาดครับ

ENT.QQ.com: ตอนที่เตรียมจะเรียบเรียงบทภาพยนตร์ ในฐานะผู้กำกับ ได้มีการตั้งเป้าหมายอะไรไว้บ้างไหม?

ซูโหย่วเผิง:ทุ่มเทจนสุดกำลังครับ แน่นอนว่าเป้าหมายก็คือ จะต้องทำให้มันออกมาดี เพราะตอนก่อนเปิดกล้องก็มีเสียงตอบรับที่ออกไปในแนวสงสัยไม่น้อยเลย ซึ่งตัวผมเองก็เข้าใจนะครับ ถ้าลองคิดแบบใจเขาใจเรา เวลาที่ผมชื่นชอบนิยายเรื่องนึงมากๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับหน้าใหม่หรือผู้กำกับมากประสบการณ์ก็ตาม ผมก็จะอดเข้าไปวิจารณ์ไม่ได้เหมือนกัน ว่า “คุณจะปรับแก้เนื้อหาก็ปรับให้มันระวังๆหน่อยนะ อย่าทำให้พวกเราผิดหวังล่ะ” พอผมมาอยู่ในจุดของการเป็นผู้กำกับแล้วหันกลับไปมองในมุมนั้น ก็พบว่า มีผู้ที่คลั่งไคล้ในหนังสือเยอะมาก!!แกจะต้องไม่ทำผิดต่อผู้คนมากมายมหาศาลเหล่านั้น! สุดท้าย สิ่งเหล่านี้ก็กลายมาเป็นแรงผลักดัน ที่ผมจะต้องทำให้มันออกมาดีที่สุด ห้ามปล่อยให้พลังงานเหลือแบบสูญเปล่า ต้องมีมโนธรรมที่ชัดเจน

เวลาผมทำงานก็มักจะเป็นแบบนี้แหละครับ ผมจะมีนิสัยชอบใช้เวลาช่วงนึงไปกับการตั้งใจจดจ่ออยู่กับการทำเรื่องเรื่องหนึ่ง เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยมีเล่นออกนอกบท ตอนเป็นนักแสดงก็จะเหมือนเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในบทบาทนั้นจริงๆ เป็นผู้กำกับก็เหมือนกัน อีเว้นท์อื่นนี่เลื่อนออกไปหมดเลยครับ ตั้งใจใช้ชีวิตอยู่ในฐานะผู้กำกับมาจะสองปีแล้ว

ENT.QQ.com: ระยะนี้แรงกดดันที่ได้รับแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างไรบ้าง?

ซูโหย่วเผิง:ผมอยู่ในวงการมานานหลายปี จริงๆแล้วชีวิตคนเราก็มีสิ่งที่เข้ามากระตุ้นความรู้สึกทางด้านจิตใจเยอะนะตัวผมเองเคยได้รับเสียงปรบมือชื่นชมมากมาย แล้วก็เคยได้รับเสียงต่อว่ามามากด้วยเช่นกัน ซึ่งปกติแล้ววิธีจัดการของผมก็คือ โอเคครับ ผมรู้แล้ว งั้นผมขอก้มหน้าทำต่ออย่างตั้งใจละกัน ไม่มัวมานั่งคิดเรื่องพวกนี้ทุกวันแต่จะพยายามทำให้ดีที่สุดจะได้ไม่ทำผิดต่อตัวเอง ซึ่งปกติแล้ว ถ้ามันเป็นสิ่งที่ออกมาจากสุดทั้งแรงกายแรงใจมันก็อาจจะไม่ได้ออกมาแย่เกินไปก็ได้

“จากเลิกกองตี3 ตี4 กลายมาเป็นเลิกกอง 7-8โมง”

ENT.QQ.com:มีคลิปซุบซิบจากเบื้องหลังให้ข้อมูลมาว่าได้มีการแก้ไขบทภาพยนตร์ไปถึง 106 ครั้ง สงสัยจังเลย 106 ครั้งที่ว่าเนี่ยปัญหาตรงส่วนไหนที่มีการปรับแก้กันค่อนข้างเยอะ?

ซูโหย่วเผิง:จริงๆแล้วมีอยู่ทั้งหมด10 กว่าพาร์ทครับ ในแต่ละพาร์ท อย่างเช่น จาก 1.0 ถึง 2.0 ก็จะมีการแบ่งออกมาเป็น1.1 , 1.2 , 1.3 …ประมาณนี้ครับ พอจบพาร์ทที่ 10จุดกว่า เราก็จะนำมารวมเป็นฉบับร่างเพราะฉะนั้นถ้าเรียกกันแบบสั้นๆก็จะกลายเป็น 100 กว่าพาร์ททีนี้...ใน 100 กว่าพาร์ทเนี่ย บางทีก็แก้กันแค่ไม่กี่คำ หรือแก้กันแค่ประโยคสองประโยคครับ แต่เป็นเพราะว่า เวลาที่เราแก้เสร็จก็จะต้องเอาไปแจกให้กับทุกๆทีม และเพื่อให้ทุกๆคนหาข้อมูลได้สะดวกเราก็เลยต้องเซทเป็นหมายเลขใหม่ขึ้นมาน่ะครับ

ENT.QQ.com:ที่แก้หลักๆมี 10กว่าพาร์ท?

ซูโหย่วเผิง:ครับ แบบที่มีการปรับเปลี่ยนใหญ่ๆนะ

ENT.QQ.com:จากทั้งหมดในนี้ ส่วนที่ทำให้คุณต้องพิถีพิถันกับมันมากที่สุดอยู่ตรงไหน?

ซูโหย่วเผิง:เยอะมากครับ ตั้งแต่กำหนดทิศทางตอนเปิดเรื่อง (ก็พิถีพิถัน) วัตถุดิบชนิดเดียวกันมาวางอยู่ตรงหน้าผู้กำกับแต่ละคน คุณเลือกที่จะมองมันจากมุมไหนผู้ประพันธ์นิยายเรื่องนี้ คุณฮิงาชิโนะเคโงะเลือกมุมที่เจ้าเล่ห์มากๆมุมหนึ่งเลยทีเดียว ปกติแล้วหนังแนวคดีปริศนา พวกเรามักจะอยู่ข้างตำรวจ ค่อยๆช่วยกันไขคดีไป แต่นี่เขากลับพลิกมุมครับพอเริ่มเรื่องมาก็พูดถึงข้อเท็จจริงที่เป็นปริศนาของหลักฐานก่อนเลยแล้วก็ทำให้ใจคุณคอยลุ้นไปกับฝ่ายตัวโกง “เฮ้ย!พวกเขาจะต้องไม่ถูกจับนะ!” สำหรับผู้กำกับคนหนึ่งแล้ว นอกจากผมจะสะท้อนเรื่องราวจากตัวหนังสือให้กลายมาเป็นภาพ ผมยังจะเลือกเล่าเรื่องด้วยวิธีร่ายตั้งแต่ต้นจนจบก็ได้ หรือวิธีเล่าจากตอนจบย้อนกลับขึ้นมาก็ได้ หรือจะเลือกวิธีที่เอาฉากแต่ละฉากมาสลับทับซ้อนกันก็ได้ และผมยังต้องถ่ายทอดคุณค่าของวรรณกรรมด้วยครับคือตรงส่วนหลักๆต้องเซทให้ดี พอเคลียร์โครงสร้างหลักเสร็จ แบ่งฉากเสร็จทีนี้ก็จะเริ่มใส่รายละเอียดเข้าไปให้การแสดงในทุกๆฉากสื่อได้เข้าถึงอารมณ์ผมหวังว่าในส่วนของบทพูดจะต้องไม่มีประโยคที่ไร้สาระ ไม่พูดคุยกันแบบเรื่อยเปื่อย อย่าง...“วันนี้อากาศดีไหม? กินข้าวหรือยัง?”รวมไปถึงฉากที่ปะทะไอคิวกัน ก็จะต้องคิดบทพูดที่เข้ากับสถานการณ์ที่คนไอคิวสูงๆเขาคุยกันด้วย ในขณะเดียวกัน พวกเขาทั้งสองคนนับได้ว่าเป็นเพื่อนรู้ใจเพียงหนึ่งเดียวของอีกฝ่าย อัจฉริยะผู้โดดเดี่ยวต่างฝ่ายต่างเข้าใจกันและกัน ไม่ได้เจอกันหลายปี เพราะคดีฆาตกรรมที่แยกพวกเขาออกจากกัน เพราะสถานภาพที่แตกต่างกันของพวกเขา ทำให้พวกเขาต้องเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน การเขียนบทที่จะสื่อให้เข้าถึงอารมณ์แบบนั้นจริงๆเนี่ย ก็นับว่ายุ่งยากอยู่เหมือนกันครับ ผมกับฝ่ายร่างบทภาพยนตร์ตอนนั้นจากที่จะเลิกกองกันตอนตีสามตีสี่ ก็ปาเข้าไปตีสี่ตีห้า แล้วก็ค่อยๆกลายไปเป็น เลิกกองกันจริงๆตอนเจ็ดแปดโมงนู่นแน่ะครับ

Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11001
    • ดูรายละเอียด
ENT.QQ.com:ในเวลานั้นสมองยังวิเคราะห์ไหวอยู่เหรอ?

ซูโหย่วเผิง:ยังวิเคราะห์ไหวอยู่ครับ พวกเขามีพูดแบบร้องขอความเมตตาด้วยนะ บอก...ผู้กำกับ, ไม่ไหวแล้ว พวกเราค่อยมาต่อกันพรุ่งนี้เถอะ มีบางครั้งที่ช่วงสิบเอ็ดโมงเที่ยง ผมดันคิดอะไรออกขึ้นมาอีกก็จะส่งวีแชทไปที่กลุ่มของทีมร่างบทภาพยนตร์ แล้วพวกเขาก็ตอบกลับมาว่า “โห...ผู้กำกับ คุณนี่ไม่จำเป็นต้องนอนเลยหรือไง?”

ENT.QQ.com:สองวันนี้ไปสัมภาษณ์ผู้กำกับท่านอื่นมาบ้าง พวกเขาต่างก็บอกว่า ต้องเป็นคนเก่งที่ไฮเปอร์แอคทีฟจริงๆถึงจะทำงานแบบนี้ได้

ซูโหย่วเผิง:ผมคิดว่าถ้าเป็นกองถ่ายที่เขาค่อนข้างตั้งใจทำงาน ทีมงานเบื้องหลังทุกคนก็มักจะเป็นพวกที่บ้าๆกันนะ กับการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะคุณจะต้องมีความบ้าระห่ำ เพราะบางครั้งการทุ่มเทกับผลตอบรับมันก็ไม่ได้ไปในทางเดียวกันเสมอไป พวกเขาถึงแม้จะไม่ใช่กลุ่มคนที่มีรายได้สูงที่สุด แต่แรงใจที่พวกเขาทุ่มเทลงไปมันก็ไม่ได้น้อยไปกว่าเสียงปรบมือที่นักแสดงที่ทำงานหน้ากล้องได้รับหรอกนะ

ENT.QQ.com:มีตอนหนึ่งของข่าวควันหลงที่คุณพูดขึ้นว่า รู้สึกครั้งนี้กำลังรบของพวกคุณดูจะเพิ่มสูงขึ้น สิ่งนี้ปรากฏให้เห็นจากที่ไหน?

ซูโหย่วเผิง:ยกตัวอย่างจากตัวผมเองละกันครับ “The Left Ear  ”เป็นผลงานที่นับว่าง่ายชิ้นหนึ่ง ตัวผมรู้สึกเหมือนว่าตัวเองเข้าใจ(เรื่องการถ่ายหนัง)ขึ้นมานิดนึงละ พอคราวนี้มาเจอกับหนังแนวนี้ มันยากกว่าเดิมครับ ก็เหมือนตอนที่เราสู้กับสัตว์ประหลาดในด่านแรกผ่านแล้ว พอมาด่านที่สองสัตว์ประหลาดก็จะตัวใหญ่ขึ้น เพราะฉะนั้นทุกๆคนก็จะต้องปลุกสปิริตขึ้นมาเพื่อรับมือกับความท้าทายในครั้งนี้ อีกอย่างหนึ่ง ผลงานที่เราเลือกนำมาเรียบเรียงใหม่ดันเป็นผลงานขั้นเทพเสียด้วยสิ ผู้คนมากมายต่างกำลังจับจ้องลงมา เลยจำเป็นต้องทำออกมาให้ดีครับ
สัมภาษณ์พิเศษ: ซูโหย่วเผิงพูดหยอกหวังข่ายและจางหลู่ยี “แหม่! พอได้โอกาสก็ด่าผม”

ENT.QQ.com: ในสนามจริง นอกจากคุณจะต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันแล้ว ความรู้สึกทางด้านจิตใจแบบไหนที่คุณได้รับมากที่สุด

ซูโหย่วเผิง: ความรู้สึกที่ได้รับก็จะเป็นเหมือนคนกำลังจมน้ำน่ะครับอารมณ์แบบมันเลยขอบเขตความสามารถของเราขึ้นไปนิดนึง ก็คือ ระดับน้ำอาจจะอยู่ประมาณนี้ครับ (เอามือวางแนวระนาบ สูงเหนือจมูกขึ้นมา) ต้องพยายามหน่อยถึงจะขึ้นมาหายใจได้ซักเฮือก แล้วถ้าขาดอีกนิดก็จะจมน้ำตายน่ะครับที่ผ่านมารู้สึกว่าตัวเองอยู่ในจุดที่ต้องดิ้นรนตะเกียกตะกายมาโดยตลอดจริงๆแล้ว...ผมรู้สึกว่านักแสดงของเราในครั้งนี้ก็อารมณ์ประมาณนี้เหมือนกันนะคุณไม่เห็นหรอพวกเขาพอได้โอกาสก็ด่าผม ทุกๆคนต่างก็เหนื่อยแต่ก็มีความสุข คุณจะต้องทำอะไรที่ท้าทายตัวเองบ่อยๆถึงจะสามารถทำในสิ่งที่แม้แต่ตัวเองยังคิดไม่ถึงจนได้รับความสำเร็จได้

ENT.QQ.com: ครั้งนี้ หวังข่าย จางหลู่ยี หลินซินหรู ก็โดนNG (No good) ไปตั้ง ยี่สิบสามสิบรอบ จากวิธีนี้ของคุณ คุณรู้สึกว่าใครในสามคนนี้ที่ทำออกมาเข้าเกณฑ์ใช้ได้ ได้ไวกว่ากัน และใครที่คุณรู้สึกว่าเขาค่อนข้างจะสะเปะสะปะ

ซูโหย่วเผิง: คือมันเปรียบเทียบอะไรแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ ทุกคนต่างก็เป็นนักแสดงที่เก่งกันมากๆและสิ่งที่ผู้กำกับต้องทำจริงๆก็คือคอยดูการแสดงของพวกเขาอย่างมีสติ     สำหรับผมแล้ว นักแสดงที่ดีการเข้าไปมีชีวิตอยู่ในบทบาทนั้นถือเป็นเรื่องพื้นฐานร้องไห้...ใครจะร้องไห้ไม่เป็น หัวเราะ...ใครจะหัวเราะไม่เป็น จริงไหมครับ?เวลาที่นักแสดงที่เก่งจริงๆมาประจันหน้ากัน ระดับของทักษะฝีมือก็จะสูงกว่าระดับขั้นธรรมดาทั่วไป สุดท้ายแล้วพวกเขาก็จะงัดเทคนิคมาฟาดใส่กัน ว่าเวลาไหนจะเล่นไม้นี้ เวลาไหนจะเล่นไม้นั้น

ผมในฐานะผู้กำกับก็จะคอยช่วยหนุนอยู่ข้างๆอีกแรงซึ่งจริงๆแล้วมันก็เป็นงานของผู้กำกับนั่นแหละครับ นึกถึงสมัยก่อนที่ผมเป็นนักแสดง ตอนที่ผมตั้งใจเข้าไปมีชีวิตอยู่ในบทบาทนั้นมากๆผมก็ไม่สามารถแยกร่างออกมาคิดตัดสินใจในเรื่องนี้ได้เหมือนกัน ก็หวังพึ่งคนที่คอยตรวจดูการแสดงอยู่หน้าจอมอนิเตอร์อย่างผู้กำกับที่จะคอยช่วยกำหนดระดับของเทคนิคต่างๆที่จะงัดออกมาใช้ ซึ่งระหว่างนักแสดงกับผู้กำกับก็จะต้องมีความเชื่อใจกันเป็นอย่างมาก ของแบบนี้ พวกเราทุกคนต่างก็ต้องช่วยๆกันศึกษาค้นคว้าไปคนเราไม่ใช่เครื่องจักรครับ เพราะฉะนั้น ที่ทำออกมาได้พอดีเป๊ะตั้งแต่ครั้งแรกก็เลยไม่ได้มีให้เห็นกันบ่อยนักบางทีก็มากไปบ้าง บางทีก็น้อยไปบ้างงานนี้พวกเราต้องการให้มันออกมาพีคที่สุดและเป๊ะที่สุดครับ ซึ่งครั้งนี้นักแสดงทั้งสามคนล้วนแต่เป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมมากๆ และพวกเขาก็ยินดีที่จะเชื่อใจคนที่คอยตรวจดูการแสดงอยู่หน้าจอมอนิเตอร์อย่างซูโหย่วเผิงด้วยครับ ซึ่งผมรู้สึกขอบคุณมากๆเลยจริงๆ

ENT.QQ.com: ใช่หรือเปล่าที่สำหรับคุณแล้วจะต้องมีการเปรียบเทียบก่อนถึงจะดูออกว่าอันไหนเป๊ะสุด?

ซูโหย่วเผิง: มีบ้างบางครั้งที่พอเทคแรกก็  “ว้าว!ยอดเยี่ยมมาก” ตอนที่ทำบทละคร อย่างน้อยๆในทุกๆฉากก็จะต้องทำให้ผ่านเกณฑ์พื้นฐานเสียก่อน ซึ่งจริงๆแล้วในใจผมก็มีคำตอบที่ชัดเจนอยู่แล้ว พอเริ่มเข้าฉาก พวกเขาต่างก็มากด้วยประสบการณ์ ผมก็เลยดูความเข้าใจและความสร้างสรรค์ของพวกเขาก่อนซักพัก ไม่ทันไรก็ทำให้ผมรู้สึกเซอร์ไพร้ส์ขึ้นมา ก็เลยคิดว่ายังพอมีจุดไหนบ้างที่จะทำให้มันออกมาดีขึ้นกว่านี้อีกก็เลยไปปรึกษากับพวกเขา ทุกๆคนต่างก็กำลังตามหาความพีคและความสมบูรณ์แบบอยู่น่ะครับ

“สำหรับความพยายามของผมแล้ว ผมให้ตัวเองสิบเต็ม”

ENT.QQ.com:จากที่ได้ดูภาพยนตร์มาก่อนแล้ว รู้สึกว่าตอนที่คุณจัดการเรื่องราวของความสัมพันธ์ระหว่างถางชวน (รับบทโดย หวังข่าย)กับฉือหง(รับบทโดย จางหลู่ยี) ตรงจุดนี้คุณได้ feel กับมันมาก

ซูโหย่วเผิง: ใช่ครับ จริงๆแล้วเขาเป็นตัวเปิดอันหนึ่งสำหรับภาพยนตร์เวอร์ชั่นของพวกเราเลย คดีเดียวกัน แต่ต้องหามุมที่ไม่ค่อยเหมือนกับเวอร์ชั่นอื่นๆมาเจาะเข้าไป พวกเราเลยเลือกที่การปะทะกันแบบสุดขีดของอัจฉริยะทั้งสองคน เราเริ่มเล่าเรื่องจากตรงจุดนี้เลยครับ

ENT.QQ.com: สงสัยมากเลยว่าถ้าหากไม่ได้คำนึงถึงผู้ชมกลุ่มหลัก คุณจะลงถ้อยคำสำนวนในเรื่องราวของฉือหง (รับบทโดย จางหลู่ยี) กับ เฉินจิ้ง (รับบทโดย หลินซินหรู) เยอะขนาดนี้ไหม?

ซูโหย่วเผิง: ผมคิดว่าความรู้สึกที่มีต่อภาพยนตร์มันเป็นอะไรที่ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลมากๆเลยครับ คุณคิดว่าเยอะ แต่ก็มีคนที่คิดว่าน้อย เมื่อวานนี้ไปที่โรงหนังก็มีผู้ชมที่คิดว่า ถ้าระหว่าสองคนนั้นเพิ่มความปิดบังอำพรางกันอีกนิดนึงก็คงดีผมบอกว่าสองคนนั้นขนาดแค่จับมือกันยังไม่ได้จับเลยนะ ผมคิดว่ายังพอได้อยู่นะครับ ในสายตาผมมองว่าใช้ได้

ENT.QQ.com: สิ่งที่ฉือหงทำเพื่อเฉินจิ้งทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้ความคลุมเครือสีเทาซึ่งคุณเองก็เคยพูดถึง แล้วก็เคยงุนงงไปกับส่วนนี้ด้วยเหมือนกัน หลังจากที่ถ่ายทำเสร็จแล้วมีความรู้สึกอะไรใหม่ๆบ้างไหม?

ซูโหย่วเผิง: ผมปล่อยให้มันเป็นไปตามเนื้อเรื่องของมันน่ะครับ  (ในฐานะ) ผู้กำกับไม่ต้องไปถอดรหัสอะไรที่มันลึกซึ้งให้มากเกินไป

ENT.QQ.com: หลังจากที่ฉือหง (รับบทโดย จางหลู่ยี) ถูกจับ มีช่วงที่เขาพูดกับตัวเองในใจว่า “ฉันชนะแล้ว” รู้สึกเหมือนเขาจะยังคงใส่ใจกับเรื่องแพ้-ชนะกับถางชวน (รับบทโดย หวังข่าย) อยู่?

ซูโหย่วเผิง: คุณจะมองว่า “ฉันชนะแล้ว” ประโยคนั้น หมายถึง “ฉันสามารถไปถึงเป้าหมายของฉันได้สำเร็จ ปกป้องพวกเขาได้สำเร็จ ฉันชนะแล้ว” แบบนี้ก็ได้ครับ

ENT.QQ.com: การให้คุณค่าทางวรรณกรรมแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่คุณกำหนดขึ้นมาเองด้วยหรือเปล่า?

ซูโหย่วเผิง: เปล่าครับ เนื้อเรื่องในนิยายก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ก่อนอื่นเลยผมจะต้องเชื่อมั่นในเนื้อเรื่องก่อน ถ้าผมไม่เชื่อมั่น ก็จะไม่มีทางวิเคราะห์สิ่งที่ปรากฏออกมาให้กับผู้ชมได้ ผมรู้สึกว่าทั้งตรรกะ แนวคิดและการประเมินคุณค่าของฉือหงไม่ได้เป็นแบบคนธรรมดา ไม่อย่างนั้นเขาก็คงไม่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกด้วยวิธีการแบบนั้นหรอก การประเมินค่าสิ่งต่างๆของเขาก็มักจะไม่เหมือนกับพวกเรา เขาเป็นคนที่มีเหตุผลสุดๆคนหนึ่ง แต่กลับทำเรื่องที่ติสท์สุดๆ นับเป็นตัวละครที่วิเศษมาก ซึ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการแสดงแล้ว บอกได้เลยว่าเป็นบทบาทที่พบเจอได้ยากมากบทบาทหนึ่ง

ENT.QQ.com: ฉากที่ฉือหงอยู่ในป่าภูเขามีบทพูดตอนหนึ่งที่พูดว่า จุดจบของผมไม่ใช่การเดินออกไป แต่เป็นการกระโดดลงไป

ซูโหย่วเผิง: ในภาพยนตร์ของพวกเรามีการเล่นสำนวนเยอะครับ

ENT.QQ.com: ในโมเม้นท์นั้น พอจางหลู่ยีพูดบทภาพยนตร์นี้เสร็จ ความรู้สึกที่สะเทือนเข้าไปในใจของคุณคืออะไร?

ซูโหย่วเผิง: คือความรู้สึกที่แบบ... มันเป็นอะไรที่ผมกับทีมเขียนบทภาพยนตร์ใช้เวลากันนานหลายคืนกว่าจะเขียนสำนวนแบบนั้นออกมาได้!ก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาเนี่ย พวกเขาจะต้องอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกที่พรั่งพรูในการพูดคุยกัน(หรือคุณจะเรียกว่าเจรจากันก็ได้) รวมไปถึงฉากที่เลือกใช้ถ่ายทำก็จะต้องเอื้อกันด้วยด้วยท่าทีที่พวกเขามีต่อเรื่องนี้ทำให้พวกเขากลายมาเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน จะให้คนนึงพูดว่า “เฮ้ย ทำไมทำงี้วะ” แล้วอีกคนตอบ “เกี่ยวไรมึง” แบบนี้ไม่ได้หรอกครับ คำพูดจะต้องมีความเชือดเฉือน แต่ในขณะเดียวกันก็ห้ามทะเลาะหรือด่ากันเพราะฉะนั้นสำนวนที่ใช้ก็เลยไม่ใช่ว่าจะเขียนกันขึ้นมาง่ายๆ พวกเราต้องใช้เวลากันนานมากครับ

ENT.QQ.com:เพราะความสัมพันธ์ทางด้านการเมืองเพียงเล็กน้อย กับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่หวังข่ายต้องแบกรับ จุดนี้อาจทำให้ผู้ชมกลุ่มหลักรู้สึกต่อต้านนิดนึงก็ได้ คุณได้คำนึงถึงปัญหาข้อนี้ไหมคะ

ซูโหย่วเผิง: ไม่เลยครับ ผมคิดว่าพวกเราได้ทำให้คุณค่าเชิงวรรณคดีได้ปรากฏออกมาแล้วทั้งสองด้าน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉือหงได้ทำลงไป ผมได้สะท้อนออกมาทั้งด้านบวกและด้านลบอย่างเพียงพอเพราะฉะนั้น สุดท้ายแล้ว  สำหรับโจทย์ข้อสุดท้าย ผมก็จะทิ้งให้ผู้ชมเป็นผู้ไขปริศนา “สำหรับคุณแล้ว นี่นับว่ายากไหม?” ในหนังมีคำพูดนี้ครับ นั่นก็หมายความว่า ผู้กำกับกำลังถามทุกๆคนอยู่ด้วยเช่นกัน เหมือนตอนที่คุณบอกว่ามีตอนหนึ่งที่ถางชวนกล่าวโทษฉือหง แต่ผมก็ได้ทำให้ฉือหงมีโอกาสอธิบายด้วยเช่นกัน น้ำถ้วยหนึ่งผมยกขึ้นอย่างราบเรียบเสมอกันโดยยุติธรรม ไม่มีเอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งครับ

ENT.QQ.com: สุดท้ายก็อยู่ที่คนดูแล้วสินะ

ซูโหย่วเผิง: ใช่ครับ ผมคิดว่านี่แหละถึงจะเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ภาพยนตร์ดูน่าสนใจ

ENT.QQ.com: ถ้าอย่างนั้น ความสัมพันธ์ในกลุ่มไหนอีกที่คุณคาดหวังให้ทุกคนเอามาวิเคราะห์วิจารณ์กันมากกว่านี้

ซูโหย่วเผิง: เยอะนะครับ ภาพยนตร์ของเรามีการลงรายละเอียดกันเยอะมาก ไม่ใช่ว่าจะบังคับให้ผู้ชมมาดูซ้ำหลายๆรอบนะ แต่พวกเราใส่ใจในรายละเอียดกันมากจริงๆ แอบซ่อนปมเล็กๆน้อยๆไว้ในนั้นเยอะเลย คือจะลองเค้นออกมาซักหน่อยก็ได้ก็หวังว่ามันจะมีสิ่งที่เป็นที่จดจำ ผมคิดว่าจะต้องเป็นอะไรที่น่าชื่นใจมากๆแน่

ENT.QQ.com: คุณประเมินความสำเร็จของผลงานและการเลื่อนระดับของตัวเองอย่างไร?

ซูโหย่วเผิง: พวกเราทำงานบริการเพื่อคนดูครับ ถ้าเป็นเรื่องคะแนนของผลงาน ผมอยากให้ทุกคนช่วยกันให้คะแนน แต่ผมกล้าให้คะแนนความพยายามของตัวเองนะ ผมให้ตัวเองสิบเต็ม เพราะมันสุดๆจริงครับ ในทุกๆขั้นตอนทุกๆกระบวนการ ทุกคนล้วนทุ่มกันแบบเต็มที่จริงๆ ผมไม่เคยให้โอกาสตัวเองได้แอบขี้เกียจเลย ผมหวังจริงๆว่าจะสามารถทำออกมาจนทุกคนรู้สึกพอใจ

ENT.QQ.com: ระดับของความไม่ขี้เกียจเนี่ย เหมือนกับเมื่อก่อนไหม?

ซูโหย่วเผิง: นิสัยผมเป็นอย่างนี้แหละครับ แอบหยาบนิดๆ ถ้าในเรื่องของระดับ... เมื่อก่อนเป็นนักแสดงก็รับผิดชอบแค่ตัวเองก็พอแล้วครับ แต่พอมาเป็นผู้กำกับนี่...ฝ่ายที่จะต้องดูแลมันเยอะมากจริงๆ แรงกดดันก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวครับ

ENT.QQ.com: ไม่รู้สึกเบื่อหรือรำคาญซักนิดเลยหรอ?

ซูโหย่วเผิง: เมื่อเลือกแล้วก็ต้องเดินหน้าต่อไปครับ ไม่มีสิทธิ์เบื่อหรือรำคาญอะไรทั้งนั้น

Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11001
    • ดูรายละเอียด