ผู้เขียน หัวข้อ: [2016.09.22] ซูโหย่วเผิง: การเป็นผู้กำกับเกือบพังไปแล้ว  (อ่าน 1230 ครั้ง)

Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11073
    • ดูรายละเอียด
[2019.09.22] ซูโหย่วเผิง: การเป็นผู้กำกับเกือบพังไปแล้ว เมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็ได้แต่ทำงานเพื่อเงิน


ซูโหย่วเผิง: การเป็นผู้กำกับเกือบพังไปแล้ว เมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็ได้แต่ทำงานเพื่อเงิน

“ครั้งนี้ ซูโหย่วเผิงถือว่าการถ่ายทำคือการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ผ่านการศึกษา ติดต่อสื่อสาร การทำความเข้าใจ เรียนรู้ที่จะนำพาทีมบรรลุเป้าหมาย”

บทความ/เหอเสี่ยวชิ่น

ในยุคที่หนุ่มสาววัยใสกำลังได้รับความนิยมอย่างมากอย่างตอนนี้นั้น ซูโหย่วเผิงในฐานะที่เป็นรุ่นพี่ในวงการไอดอลในประเทศจีนมาก่อนกลับปิดประตูหันหน้าสู่การเป็นผู้กำกับแทน เขาไม่ขอพูดถึงเรื่องการเป็นนักแสดงในช่วงที่ผ่านมาให้มากมาย เขาในตอนนี้ กำลังจดจ่ออยู่กับผลงานกำกับชิ้นที่สอง ภาพยนตร์เรื่อง “เสียนอี๋เหริน X เตอเซี่ยนเซิน” 

นวนิยายที่เป็นต้นฉบับของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เป็นผลงานของปรมาจารย์ด้านการเขียนนวนิยายแนวสืบสวนสอบสวน เคโงะ ฮิงาชิโน ซึ่งเคยถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์มาก่อนแล้วทั้งในภาคญี่ปุ่นและเกาหลี ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนที่กล้าท้าทายจะกำกับผลงานชิ้นนี้อีกครั้ง ต้องเป็นผู้กำกับที่มีจิตใจกล้าหาญแน่นอน

ซูโหย่วเผิงบอกว่าเขาเบื่อหน่ายแล้วกับการเป็น “ศิลปินที่ได้รับการปกป้องอย่างดี” ใจอยากปลดเปลื้องพันธนาการเหล่านี้ ใช้ชีวิตสบายๆ คาดไม่ถึงว่าจะถูกชักชวนให้เป็นผู้กำกับ แต่ในเมื่อลงมือแล้ว ก็ต้องทำให้ดีที่สุด ให้คนที่ชอบกระแนะกระแหนอึ้งไปเลย ซูโหย่วเผิงก็เหมือนกับผู้กำกับหลายคนสำหรับการทำผลงานชิ้นแรกที่ต้องการทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และใส่ใจในทุกรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ทรมานตัวเอง ขณะเดียวกันก็ทรมานทีมงานไปด้วย เขายอมรับว่าในกองถ่าย เขาอารมณ์ร้อนถึงขั้นระเบิดลง และยังประกาศกร้าว “การตลาดกับยอดขายตั๋วไม่ใช่เรื่องของตน แต่ในส่วนของการกำกับ อย่ามายุ่ง!”

20 กันยายน ในที่สุด ภาพยนตร์เรื่อง เสียนอี๋เหรินฯ ก็ปิดกล้องลง หลังจากถ่ายทำมาแล้วกว่า 3 เดือน บันเทิงซินหล่างไปเยือนถึงเมืองน้ำแข็ง ฮาร์บิน เพื่อพูดคุยกับซูโหย่วเผิงที่เพิ่งออกจากกองมาโดยเฉพาะ เขาสวมเสื้อกันลมบางๆ มือเท้าคาง พูดคุยอย่างจริงจัง พูดโต้ตอบอย่างรวดเร็ว ให้ความรู้สึกเหมือนนักสืบอยู่เล็กน้อย “ผมอยู่กับอารมณ์แบบนี้มานานเกินไปแล้ว ต้องห่างสักหน่อย” เขากล่าว สามเดือนกับการทำงานที่ต่อเนื่องอย่างหนักหน่วงทำให้เขาเหนื่อยมาก มีช่วงหนึ่งเกือบล้มเลิกไป แต่เพราะทีมงานทุกคนต่างให้กำลังใจกัน จึงกัดฟันทำต่อไปจนสุดได้

นอกจากเรื่องนักแสดงที่ต้องปิดเป็นความลับชั่วคราวแล้ว ซูโหย่วเผิงได้แบ่งปันเรื่องราวเบื้องหลังให้กับเสี่ยวหล่างฟังอย่างใจกว้าง ทั้งดัดแปลงบทละครอย่างไร ทำอย่างไรให้ภาพยนตร์ดูเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศจีน เลือกสถานที่ถ่ายทำและนักแสดงอย่างไร ฯลฯ จากที่ฟังดูแล้ว ภาพยนตร์เสียนอี๋เหรินฯ เวอร์ชั่นจีนนี้ จะต้องเป็นภาพยนตร์ลับสมองที่เต็มไปด้วยรายละเอียดเหมือนภาพยนตร์สืบสวนสอบสวนของฝรั่งเรื่องหนึ่งแน่ๆ  สำหรับคำตอบของปริศนาทั้งหมดจะอยู่ที่ตอนต้นเรื่องทั้งหมด เฝ้ารอผู้ชมมาร่วมท้าทาย

ซูโหย่วเผิงสรุปผลงานกำกับชิ้นก่อนหน้านี้ เรื่องโจ่วเอ่อ:ซูโหย่วเผิงมาก ไม่ได้งดงามขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้แย่ ครั้งนี้ เขามองการถ่ายทำในครั้งนี้ให้เป็นการฝึกฝนตัวเอง เรียนรู้ ติดต่อสื่อสาร ทำความเข้าใจ เรียนรู้ที่จะก้าวออกมาจากหอคอยงาช้าง เรียนรู้ที่จะนำพาทีมบรรลุเป้าหมาย  ตอนนี้ เบื้องหลังเบื้องลึกทั้งหมดที่คุณอยากรู้เกี่ยวกับภาพยนตร์ เสียนอี๋เหรินฯ อยู่ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ทั้งหมดแล้ว   

Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11073
    • ดูรายละเอียด

“ปิดกล้อง”

อยากถ่ายภาพยนตร์ที่เป็นทั้งเชิงพาณิชย์และศิลปะ ฮาร์บินมีทุกสิ่งที่ผมต้องการเรื่องนักแสดงยังไม่ประกาศชั่วคราว มีเซอร์ไพร์สแน่นอน

บันเทิงซินหล่าง:ในที่สุดก็ปิดกล้องแล้ว ถ่ายมาแล้ว 3 เดือนกว่า รู้สึกอย่างไรบ้าง? ได้ยินมาว่าถ้ายึดตามกำหนดการเดิมแล้วจะต้องปิดกล้องก่อนหน้าหนึ่งวันแล้ว

ซูโหย่วเผิง:วันนี้คือถ่ายเพิ่มอีกสองฉาก แต่เดิมก็ช้าอยู่แล้ว ดังนั้นทีมงานก็เลยกังวลกับเรื่องนี้มากมาตลอด คือถ้าเอามาจัดแล้ว คิดว่าเมื่อวานก็เสร็จแล้ว แต่ผมยังรู้สึกว่ายังไม่ได้ ก็เลยต้องซ่อมวันนี้อีกสองฉาก

บันเทิงซินหล่าง:เหตุผลที่ล่าช้าคือ?

ซูโหย่วเผิง:บทถ่ายออกมาได้ยาก ตัวต้นฉบับทำไว้ค่อนข้างละเอียด หลายครั้งที่ตัวอักษรแค่ตัวเดียว หรือสามเหลี่ยมหนึ่งรูป ก็กินเวลาของพวกเราไปกว่าครึ่งวัน หรือหนึ่งวันก็เคยมีมาแล้ว ดังนั้นตอนแรกเลย ผมคิดว่าช่วงที่เตรียมการนั้น ทุกคนค่อนข้างมองโลกในแง่ดี ประมาทความยากของมันน้อยไป

บันเทิงซินหล่าง:สำหรับการเป็นผู้กำกับมือใหม่ ทำไมถึงเลือกผลงานที่มีความท้าทายอย่างนี้?

ซูโหย่วเผิง: มีสัญญาทำภาพยนตร์สองเรื่องกับบริษัทกวงเซี่ยน หลังจากถ่ายโจ่วเอ่อเสร็จแล้ว บริษัทก็อยากให้ผมทำผลงานอีกชิ้นหนึ่ง คิดว่าผลงานนั้นมีความเกี่ยวข้องกับผมอยู่เล็กน้อย ทั้งยังค่อนข้างเป็นเชิงพาณิชย์ ผมคิดนานมาก ไม่รู้ว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร ก่อนหน้าที่จะคิดออก มีครั้งหนึ่ง พูดถึงเรื่องเสียนอี๋เหรินฯ บอกว่าถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้ได้ไหม? ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้น

ผมไม่ค่อยชอบสิ่งที่เป็นเชิงพาณิชย์ล้วนๆ ตอนที่ผมเลือกกำลังเลือกเรื่องนั้น ถ้าเลือกจากความชอบส่วนตัว ทำผลงานแนวศิลปะล้วนๆ ก็กลัวบริษัทจะขาดทุน ก็เลยอยากทำผลงานที่ค่อนข้างเป็นทั้งเชิงพาณิชย์และเชิงศิลปะตั้งแต่ถ่าย โจ่วเอ่อแล้ว เนื้อเรื่องของ เสียนอี๋เหรินฯ สนุกมาก ตัวมันเองก็มีปัจจัยเรื่องธุรกิจค่อนข้างมาก แต่ถ้ามองลึกลงไปแล้ว มีหลายอย่างที่สามารถทำได้

บันเทิงซินหล่าง:ภาพยนตร์แนวสืบสวนสอบสวนในประเทศมีค่อนข้างน้อย

ซูโหย่วเผิง:ใช่ครับ ตอนก่อนที่พวกเราจะเริ่มเตรียมการ ผลงานแนวนี้ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมเลย อาจเพราะมันดูเย็นชา และมีความอาร์ท ตอนนี้สิ่งที่คนรุ่นใหม่ชื่นชอบก็มีมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว

บันเทิงซินหล่าง:ผลงานเป็นแนวที่เป็นที่ชื่นชอบของคนกลุ่มน้อย งบบาน ได้รับการกดดันจากบริษัทไหม?

ซูโหย่วเผิง:บริษัทไม่ได้กดดันอะไรผมเลย แต่เป็นผมเองที่กดดันตัวเอง ผมคิดว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในทีมงานที่รับผิดชอบเรื่องการสร้าง เพราะยังมีฝ่ายผลิตที่ต้องอาศัยความเห็นของผู้กำกับ ต้องเขียนรายงานความก้าวหน้าของแต่ละวัน พวกคุณก็ใช้ความชำนาญของตัวเอง แล้วส่งรายงานให้ผมทุกวัน ผมก็จะทำทุกอย่างให้ออกมาดีที่สุด ผมทำได้เพียงถ่ายออกมาให้มาก คุณบีบผมมากเกินไปก็ถ่ายไม่เสร็จ มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ผมก็หมดปัญญา ได้แต่ทำทุกอย่างอย่างสุดความสามารถ

บันเทิงซินหล่าง:ทำไมถึงเลือกถ่ายที่ฮาร์บิน? เป็นเมืองที่ไม่ค่อยปรากฏในจอหนังมากเท่าไหร่

ซูโหย่วเผิง:เรื่องนี้ พูดแล้วก็ยาว ตอนแรกก็อยากเปิดกล้องหลังจากผ่านตรุษจีนเลย แต่ตอนนั้นมีคิวของนักแสดงคนหนึ่งไม่ลงตัว เพราะมันยากมากที่จะหาคนที่จะรับบทเป็น ยุคาวะ และอิชิงามิ ให้ตรงกับใจของแฟนคลับ หลังจากที่กำหนดตัวนักแสดงแสนจะยากเย็นไปแล้ว ก็มีปัญหาเรื่องคิวอีก ยืดมาถึงช่วงเดือนมิถุนายนพอดี พวกเราก็เลยเริ่มถ่ายช่วงเดือนกรกรกฎา-สิงหา ทุกคนเหงื่อท่วมตัวไปหมด ภาพยนตร์ทั้งเรื่องเต็มไปด้วยบรรยากาศอันร้อนระอุ ผมคิดว่านี่ไม่ใช่หนังรักธรรมดาที่พูดถึงแต่เรื่องความรักล้วนๆ หนังรักที่ทุกคนชอบที่ร้อนแรงมากๆ ผมสวมกางเกงขาสั้น ผู้หญิงสวมเสื้อกล้ามสายเดี่ยวอะไรพวกนั้น เซ็กซี่ๆ ทุกคนเหงื่อไหลหยดย้อยกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียง น่าดูมาก แต่เรื่องนี้ไม่ใช่แบบนั้นนะ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างสิ้นหวังเรื่องหนึ่ง ต้องการบรรยากาศแบบเยือกเย็น เย็นชา แย่แล้ว นักแสดงว่างแค่ช่วงเดือนมิถุนายน และบรรยากาศของหนังที่ผมอยากได้ก็เป็นแบบนี้อีก ดังนั้นทุกคนก็เลยต้องทิ้งโลเคชั่นที่เคยไปดูไว้ทั้งหมด แล้วมุ่งหน้าไปทางภาคอีสาน   

ตอนนั้นเงื่อนไขของผมก็คือ ฮาร์บินเป็นเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้ทางเหนื่อมากที่สุด ตอนนั้นผมก็ลังเลอยู่บ้าง เพราะการเป็นผู้กำกับ ในแต่ละวันมีเรื่องต้องตัดสินใจกว่าร้อยครั้ง ผมจะพยายามให้ผิดพลาดน้อยที่สุด อย่างตอนที่เริ่มเปิดกล้อง มีเรื่องให้ตัดสินใจหลายเรื่อง ต้องระมัดระวังให้มากที่สุด เรื่องที่มาภาคอีสานนี้ ก็เพื่อรักษาบรรยากาศของภาพยนตร์เรื่องนี้ มันเป็นภาพยนตร์โทนเย็นเรื่องหนึ่ง ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นบรรยากาศร้อนได้ ความจริงตอนนั้นก็ยังมีลังเลอยู่บ้าง แต่ก็ทำต่อไป ท้ายที่สุดแล้วก็พบกว่าการยืนยันที่จะทำต่อเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

ช่างกล้อง ช่างฝ่ายศิลป์ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างมาก บอกว่าคุณคิดว่าแค่เป็นฮาร์บินแล้วจะเย็นแล้วหรือ? เมื่อมองดูภาพในจอทั้งหมดเป็นสีเขียวของต้นไม้ ดูอย่างไรก็เป็นบรรยากาศฤดูร้อน คุณอย่าหลอกตัวเองเลย ผมยังยืนยันที่จะทำต่อ ผมบอกว่าไม่ใช่อย่างนี้ ผมจะไม่ให้นักแสดงสวมกางเกงขาสั้น ให้ใส่เสื้อกันลมแทน ภาพที่ออกมาก็โอเคแล้ว เพราะผมเองก็เป็นนักแสดง ผมรู้ว่าแม้ว่าอากาศข้างนอกจะร้อนมาก แต่ถ้าคุณให้ทุกคนใส่ชุดสำหรับฤดูหนาว ใส่กางกางขายาวก็สามารถแสร้งว่าเป็นฤดูหนาวได้ ในสายตาของทุกคนร้อนเป็นไฟ ลมหายใจก็ร้อน เหงื่อไหลตลอดเวลา ทำไม่ได้หรอก ต้องพยายามหาที่ที่หนาวที่สุดไว้ดีกว่า ได้ยินมาว่า ที่นี่ไม่ค่อยมีภาพยนตร์เรื่องไหนมาถ่ายทำ ไม่ค่อยมีตัวอย่างให้ดู ดังนั้นจำเป็นต้องไปดูเองในทุกๆที่ ไปบุกเบิกค้นพบเอง ยากขึ้นไปอีก

บันเทิงซินหล่าง:ก็เลยใช้เวลามากขึ้นไปอีก

ซูโหย่วเผิง:ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่ง แต่ตอนนี้พิสูจน์แล้วว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผมเปลี่ยนโลเคชั่นเป็นฮาร์บินกะทันหัน เพื่อที่จะถ่าย.... พวกเราอยากให้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองทางภาคเหนือของจีน ผมไม่อยากให้ทุกคนมองว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในฮาร์บิน ที่นี่มีสถาปัตยกรรมแบบรัฐเซียเยอะ แต่พวกเราตัดของเหล่านั้นออกไปหมดแล้ว

บันเทิงซินหล่าง:จนป่านนี้แล้วทำไมยังไม่ประกาศรายชื่อนักแสดง จะมีเซอร์ไพร์ส?

ซูโหย่วเผิง:ยังไม่ประกาศชั่วคราว มีเซอร์ไพร์สแน่ ต้องคำนึงถึงทักษะการแสดงที่ผมต้องการ ทั้งยังมีความต้องการของตลาดที่บริษัทอยากได้

Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11073
    • ดูรายละเอียด

“สร้างใหม่”

เคโงะ ฮิคาชิโนะ ต้องการให้มีความสดใหม่ในการถ่ายทำ เขาต้องตรวจสอบบทด้วยตัวเองเป็นแนวสืบสวนแบบอเมริกัน ผสมกับพล็อตเรื่องแบบจีน

บันเทิงซินหล่าง:นิยายเรื่องนี้ถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์หลายครั้งแล้ว รักษาใจความของเรื่องและได้อรรถรสใหม่ในเวลาเดียวกันอย่างไร?

ซูโหย่วเผิง:คุณเคโงะ ฮิคาชิโน มีชื่อเสียงมาก ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียแทบจะยกให้เขาเป็น “ปรมาจารย์ของนิยายสืบสวนสอบสวน” แล้ว เท่าที่ผมรู้มา คือเรื่องลิขสิทธิ์ของเขาค่อนข้างซับซ้อน ไม่มีใครมีโอกาสนำมาสร้างก็เพราะเรื่องลิขสิทธิ์นี่แหละ คุณเคโงะ มีเงื่อนไขหนึ่งข้อ คือทุกครั้งที่มีการนำมาสร้างใหม่จะต้องไม่เหมือนกับภาคเก่าที่เคยทำมาแล้ว

ยกตัวอย่างภาคญี่ปุ่น คาโอรุ สึสึมิ ในนิยายเป็นตำรวจชาย แต่ในภาพยนตร์รับบทโดย โค ชิบาซากิ มีใจให้กับยุคาวะ ทำให้การคลี่คลายคดีไม่ลำบากมากนัก ไอเดียนี้เป็นของบริษัทโทรทัศน์ฟูจิ คุณเอามาทำไม่ได้ หลังจากรู้ข้อกำหนดของเขาแล้ว ถึงเข้าใจว่าทำไมภาคเกาหลีถึงเป็นแบบนั้น ภาคเกาหลีเปลี่ยนตำรวจคนนี้เป็นอีกคนหนึ่งเลย เน้นไปที่เรื่องรักใคร่ของผู้ร้าย กว่าพวกเราจะรู้ว่ามีเรื่องนี้อยู่ เรื่องก็ถูกเปลี่ยนไปหลายฉบับแล้ว ใจร้ายมาก คุณพูดถึงแต่สิ่งที่คนก่อนหน้าทำมาแล้วที่คุณทำไม่ได้ พวกเราจึงเริ่มเขียนกันใหม่

ก่อนที่จะเริ่มถ่ายทำ หลังจากเขียนบทได้ประมาณหนึ่งแล้ว พวกเราต้องแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น เพื่อให้คุณเคโงะอ่านสิ่งที่คุณเขียน ถ้าเขาเห็นด้วย คุณก็เปลี่ยนไม่ได้ เนื้อเรื่องแตกต่างโดยสิ้นเชิง และถ้าเขาไม่เห็นด้วย คุณก็ต้องเขียนใหม่ กดดันมากๆ

บันเทิงซินหล่าง:เนื้อเรื่องของคุณจะออกมาแนวไหน?

ซูโหย่วเผิง:เรื่องนี้ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ ใจความสำคัญเหมือนกัน แต่พวกเราเปลี่ยนบทบาทเล็กน้อย ชื่อเรื่องก็ไม่เหมือน

บันเทิงซินหล่าง:ได้เพิ่มส่วนที่มีความเป็นจีนเข้าไปไหม?

ซูโหย่วเผิง:แน่นอน เพิ่มไปเยอะเหมือนกัน

บันเทิงซินหล่าง:ยกตัวอย่างได้ไหม? เช่นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆอะไรที่เปลี่ยนไป อะไรที่ญี่ปุ่นทำ แต่ในจีนไม่ทำกัน

ซูโหย่วเผิง:ยกตัวอย่างยาสุโกะ ที่ในภาคญี่ปุ่นจะขายอาหารเช้า และอิชิงามิจะต้องแวะซื้อปิ่นโตทุกเช้าก่อนไปทำงาน เพื่อนำไปกินตอนเที่ยง ตอนที่พวกเราอ่านนิยายก็ไม่รู้สึกว่าแปลกอะไร มีวันหนึ่งก็มีคนบอกว่าที่จีนจะมีใครที่ไหนซื้อข้าวเที่ยงตั้งแต่เช้า พอถึงเวลาจะกินก็เย็นหมดแล้ว กินข้าวเย็นชืดๆทุกวันเนี่ยนะ ผมบอกว่าเออใช่ ตอนที่อ่านนิยายก็ยังคิดไม่ออก พวกเราต้องมองความสมเหตุสมผลของมันอีกที

บันเทิงซินหล่าง:รายละเอียดมากมายต้องแก้ทีละอัน?

ซูโหย่วเผิง:ใช่ครับ ผมจำได้ว่าตอนที่เพิ่งประกาศออกไปว่าจะนำเรื่องนี้มาทำ ก็มีกระแสไม่เห็นด้วยออกมาค่อนข้างมาก พวกเราก็เลยมีความกดดันมาก คุณหลี่ที่เป็นผู้กำกับฝ่ายศิลป์ของเรามีความเชี่ยวชาญมากเกี่ยวกับเรื่องจำพวกฆาตกรรมอย่างไร ตรรกะและเหตุผลต่างๆ เขาก็เลยท้าทายผมอยู่บ่อยๆ

ถ้าตามเนื้อเรื่องในนิยายแล้ว อิชิงามิจะอำพรางศพโดยการโยนทิ้งลงแม่น้ำ ตอนแรกพวกเราคิดกันว่าจะฝังศพไว้บนภูเขา คิดไม่ถึงว่าพอคุณหลี่รู้เข้าก็มีปฏิกิริยาโต้ตอบรุนแรงมาก เขาบอกว่า ผู้กำกับ นี่มันไม่มีความเป็นมืออาชีพเลยนะ ฝังไว้บนภูเขา แค่ตำรวจเอาสุนัขมาดมๆ ก็จบกัน อิชิงามิไอคิวสูงขนาดนี้ จะคิดแผนแบบนี้ออกมาได้อย่างไร พูดขึ้นมากลางวงเขียนบท ไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น บอกว่างั้นคุณก็ทำสิ่งที่คุณคิดแล้วกัน ทีมเขียนบทก็ไม่พอใจ บอกว่าภูเขาใหญ่ขนาดนั้น ทำไมจะฝังไม่ได้ ประมาณนี้ ผมมักจะเห็นบรรยากาศแบบนี้อยู่บ่อยๆ ทุกคนเป็นมืออาชีพ และเคารพผลงานของอาจารย์เคโงะมาก มีแฟนนิยายสืบสวนสอบสวนหลายคนอยู่ในทีมของเรา ก็เลยมีพวกเขาคอยกำกับผมอยู่ทุกวัน ตั้งแต่เรื่องนี้เกิดขึ้น ผมก็เริ่มรู้สึกว่า “ได้ งั้นก็รอดูกันละ" ทำทุกรายละเอียด ทุกสถานที่ ให้สมเหตุสมผลที่สุด ให้คนที่คอยจับผิดต้องอึ้งไปเลย

บันเทิงซินหล่าง:เลือกทีมเขียนบทอย่างไร?

ซูโหย่วเผิง:ทีมเขียนบทมีคนค่อนข้างเยอะ เพราะทุกคนมีความเชี่ยวชาญที่ต่างกันออกไป เขียนมาแล้วหลายฉบับ สุดท้ายจบลงที่ฉบับที่ 10.09 เยอะมาก บางคนเชี่ยวชาญเรื่องการวางโครงเรื่อง แบ่งฉาก บางคนเชี่ยวชาญเรื่องแต่งประโยคเพราะๆ ดังนั้นช่วงเวลาในการเขียนบทของเราก็เลยค่อนข้างนาน

บันเทิงซินหล่าง:สำหรับนิยายสืบสวนสอบสวนเรื่องหนึ่ง ฉันคิดว่าสิ่งที่ผู้ชมมองก็คือเรื่องที่คุณทำออกมาได้อย่างครบถ้วนหรือไม่ อย่าให้ตอนสุดท้ายมีข้อผิดพลาดใหญ่อยู่ แล้วคุณหลีกเลี่ยงปัญหานี้อย่างไร?

ซูโหย่วเผิง:ทุกคนก็เลือกด้วยกัน เริ่มจากในนิยาย ที่จริงแล้วตัวนิยายเองก็มีส่วนเล็กๆอยู่ ยกตัวอย่างเช่น ผมจำได้ว่ามันเป็นนิยายตอนปี 2005 วิธีติดต่อกันของอิชิงามิกับยาสุโกะในนิยายก็คือ ไปโทรศัพท์ที่ตู้โทรศัพท์สารธารณะข้างบ้าน ถ้าเป็นเทคโนโลยีสมัยนี้แล้ว แค่ดักฟังก็ได้แล้ว พวกคุณจะมีโอกาสที่ไหนมาติดต่อกันล่ะ พวกเราใช้เวลาคิดกว่าครึ่งวันในการแก้ปัญหานี้ ก่อนที่พวกเราจะถูกนักอ่านจับผิด พวกเราต้องจับผิดตัวเองก่อน

บันเทิงซินหล่าง:ก่อนหน้านี้ เวลาที่มีผลงานแนวสืบสวนสอบสวนออกมาซักเรื่อง ก็จะเป็นที่พูดถึงของทุกคน เพราะผู้ชมในประเทศมีรสนิยมที่จำกัด ดังนั้นพวกเขาอาจรู้สึกว่าถ้าเรื่องๆหนึ่ง มีช่องว่างมากเกินไป โครงเรื่อง สละสลวยเกินไป ผู้ชมอาจดูไม่เข้าใจ  ดังนั้นต้องมีการย้อนความหลัง มีการพากษ์เสียงอธิบาย คุณในฐานะผู้กำกับ จะรับมือกับปัญหาเรื่องการยอมรับของผู้ชมในประเทศอย่างไร?

ซูโหย่วเผิง:ผมคิดว่าควรอธิบายให้ชัดเจน ภาพยนตร์แนวสืบสวนมีหลายประเภท ปกติแล้วก็เหมือนของอเมริกา ก็คือเอาเงื่อนงำทั้งหมด ตอนแรกก็ทิ้งเบาะแสให้คุณ ผมก็เหมือนกัน อย่าบอกว่าตอนแรกผมไม่ได้บอกคุณ สิ่งที่ผมบอกคุณ คือสิ่งที่ผมถ่ายให้คุณดู แค่คุณหาไม่เจอเท่านั้นเอง แล้วก็มีแบบญี่ปุ่นที่ไม่บอกอะไรเลย สุดท้ายก็เป็นอย่างนี้ ของเราคือเล่าเรื่องให้ชัดเจน สมเหตุสมผล ค่อนข้างเอนไปทางอเมริกา เงื่อนงำทั้งหมดอยู่ในนั้นแล้ว หนังของเรามีรายละเอียดเล็กๆเยอะมาก

บันเทิงซินหล่าง:คือจะบอกว่าผู้ชมที่ฉลาดก็จะเดาได้ใช่ไหม

ซูโหย่วเผิง: พวกเราไม่หลอก สิ่งที่ควรมีก็สมเหตุสมผล นอกจากของเหล่านี้แล้ว ยังมีอีกหลายอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องใช้สมอง แค่คำว่า “สืบสวนสอบสวน” สองคำนี้ก็ยังไม่ครอบคลุมความหมาย มันยังเป็นภาพยนตร์ไอคิวสูงอีกด้วย

บันเทิงซินหล่าง:นำผลงานที่มีชื่อเสียงเมื่อสิบปีก่อนมาทำอีกครั้ง จัดการปัญหาเกี่ยวกับการสปอล์ยอย่างไร? คนที่เคยอ่านนิยายมาก่อนบอกว่าไม่ต้องดูหรอก ฉันรู้แล้วว่าฆาตรกรเป็นใคร

ซูโหย่วเผิง:พวกเราก็เลยต้องทำให้ได้ แม้ว่าคุณจะรู้แล้ว ผมก็จะทำให้คุณตื่นเต้นเหมือนกัน (สมกับเป็นซูโหย่วเผิงค่ะ นี้คือคำพูดที่มั่นใจมากๆ)

Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11073
    • ดูรายละเอียด


“เปลี่ยนบทบาท”

การเป็นผู้กำกับคือการฝึกฝนประเภทหนึ่ง แรงกดดันมาก เกือบล้มเลิกไปแล้ว ผมไม่ใช่คนที่เงินซื้อได้ อยากไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานด้วยซ้ำไป

บันเทิงซินหล่าง:ว่ากันว่าผลงานชิ้นแรกค่อนข้างจุกจิก และอยากให้ออกมาสมบูรณ์แบบ คุณมีช่วงเวลาที่ทรมานบ้างไหม?

ซูโหย่วเผิง:ผมไม่รู้ว่านี่เรียกว่าทรมานไหม ผมคิดว่างานของผู้กำกับก็คือการทำให้สิ่งที่ไม่ถูกต้องกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผ่านหน้าจอ ก็จะรู้ว่าจังหวะไม่ได้ ที่นี่ไม่ได้ องค์ประกอบภาพไม่ได้ แสดงยังไม่ดีพอ ทุกคนยังเซตไม่ดี นี่คืองานของผู้กำกับ นอกจากผมจะพบปัญหาแล้ว ผมยังต้องคิดวิธีแก้ปัญหาอีกด้วย ต่อมาบรรยากาศในทีมก็กลายเป็นแบบนี้ไปหมด ทุกคน ทุกฝ่ายต้องละเอียด รอบคอบ เพราะรู้ว่าผู้กำกับไม่อยากให้มีข้อผิดพลาดใหญ่ๆใดๆ

  ยกตัวอย่างเช่น เพราะพวกเราเป็นหนังลึกลับที่มีสีสัน ดังนั้นรายละเอียดหลายๆอันต้องสมเหตุสมผล เวลาไปโลเคชั่นใหม่ ผมก็จะเอาสิ่งที่ค้นพบในที่นั้นๆ วางไว้ในที่ที่มันควรอยู่ ผมไม่สามารถคิดถึงอีกฉากตอนที่ถ่ายอีกฉากหนึ่งอยู่ ถ้าอย่างนั้นก็แย่สิ ฉากนี้ต้องมีถังขยะ ทำไมตอนแรกเลยไม่มีถังขยะวางอยู่ตรงนั้นนะ? ถึงตอนนั้นผมก็เชื่อมกันไม่ได้พอดี

ผมจำได้ว่าครั้งแรกที่ไป พวกเราเรียกอุปกรณ์ประกอบฉากของพวกเราว่า “พี่พร็อป” จะเป็นภาพแขวนอยู่บนกำแพง ปกติแล้วพวกเราเบลอก็ได้แล้ว ไม่มีใครสังเกต แต่สไตล์ที่พวกเรามักจะถ่ายก็คือถ่ายเลียบกำแพงไป หารูปใส่ไปแขวนเพิ่มไม่ได้แล้ว  ครั้งนี้ตากล้องเพิ่มปัญหาให้เราซะแล้ว ที่ทางเข้า เพราะยาสุโกะเป็นหญิงสาวที่โดดเดี่ยวคนหนึ่ง ผมบอกว่าทำไมเสื้อคลุมตัวนี้ดูประหลาดอย่างนี้ นี่ไม่ใช่เสื้อแจ็คเก็ตที่ผู้ชายสวมกันหรอกหรือ หลังจากนั้น พวกเราก็เลิกกองก่อนเวลา ต้องให้ผู้กำกับฝ่ายอุปกรณ์ประกอบฉากรู้ถึงความหนักหนาของปัญหานี้ วันนี้ที่ถ่ายทำต่อไปไม่ได้ ก็เพราะสิ่งที่คุณทำ 

บันเทิงซินหล่าง:บรรยากาศของผู้กำกับที่กองถ่ายไม่ค่อยเหมือนเดิม มีผู้กำกับหลายคนที่ระเบิดอารมณ์ออกมา เพราะอารมณ์ร้อน

ซูโหย่วเผิง:ผมก็ระเบิดแน่นอน ผมคิดว่ายิ่งใกล้ถ่ายเสร็จ อารมณ์ของผมก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะผมกำลังฝึกฝนอยู่ อยู่ๆผมก็รู้สึกว่าการถ่ายทำเป็นการฝึกฝนกายและใจประเภทหนึ่ง เทียบกับเมื่อก่อนที่เป็นเพียงศิลปินคนหนึ่ง ได้รับการปกป้องเป็นอย่างดี พูดได้ว่าราวกับอยู่ในหอคอยงาช้าง ทีมเขียนบทของภาพยนตร์ แต่ละทีมย่อย คนที่มาจากที่ต่างๆ งานของผู้กำกับก็คือรวมคนเหล่านี้ไว้ด้วยกัน ซึ่งคุณต้องมีความอดทนอย่างมาก ฝึกฝนการใช้ชีวิตร่วมกัน ฝึกฝนการติดต่อประสานงาน เรียนรู้ที่จะเข้าใจ ในขณะเดียวกัน  ต้องอย่าลืมเพิ่มกำลังใจให้พวกเขาด้วย บางคนชอบวิธีที่ต้องกระตุ้น บางคนชอบวิธีให้กำลังใจ ไม่เหมือนกัน

ต่อมาผมพบว่า ตอนที่พวกเขาได้รับคำชม พวกเขาจะเฉิดฉายมากในจอ ผมก็เลยฝึกชมมากขึ้น แม้ว่าครั้งแรกจะมีข้อผิดพลาดไปบ้าง แต่ผมก็จะใช้วิธีที่เป็นที่พอใจของทุกคนมาทำให้ไปถึงเป้าหมายที่ผมต้องการ

บันเทิงซินหล่าง:ความรู้สึกที่เป็นหัวหน้าใหญ่ของทีมเขียนบท

ซูโหย่วเผิง:ที่จริงแล้วผมไม่ชอบเป็นผู้นำใคร ผมค่อนข้างชอบอยู่นิ่งๆ ผ่อนคลาย เพราะตอนนี้ให้ผมเป็นผู้นำ ผมก็จะตั้งใจไปทำมัน มันก็คือการฝึกตนที่ดีมาก แต่พอปิดกองแล้ว ผมก็ยังคงฝึกต่อไป

บันเทิงซินหล่าง:ตอนแรกเลยทำไมถึงตัดสินใจเป็นผู้กำกับ? ถ้ามองจากสายตาของผู้ชมส่วนใหญ่แล้ว นักแสดงอาจจะรุ่งกว่า รายได้ก็ดีกว่า

ซูโหย่วเผิง:เป็นนักแสดงก็มีความทุกข์ของนักแสดง รายได้เยอะจริง เป็นผู้กำกับก็เหนื่อยจริงๆ ตอนแรกเลยผมไม่อยากเป็นผู้กำกับ ไม่เคยคิดมาก่อนเลย ตอนที่เรื่องนี้เข้ามา เป็นช่วงที่ผมกำลังเบื่อกับอาชีพนักแสดงพอดี หลังจากที่เข้าวงการมาหลายปี ก็เลยมีเงื่อนไขในการรับบทละครค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งก็เพราะรู้สึกเบื่อด้วย ตอนนั้นก็เลยรู้สึกว่าการเป็นผู้กำกับ เข้ามาหาผมกะทันหันมาก ปฏิเสธค่อนข้างยาก ดูเหมือนว่าผมไม่ทำไม่ได้ ต่อมาก็คิดว่าปล่อยไปตามโชคชะตาก็แล้วกัน ทั้งหมดได้ถูกจัดไว้อย่างดีที่สุดแล้ว ก็เลยลองก้าวไปข้างหน้า ก็ดูต่อไปว่าเรื่องจะเป็นอย่างไรต่อ ผลสุดท้ายก็เป็นไปอย่างที่เห็น 

อีกอย่าง นิสัยของผมคือถ้าได้ทำอะไรแล้ว ก็ต้องทุ่มเทให้ถึงที่สุด ถ้าทำแล้วต้องทำให้เสร็จ แต่ผมไม่ได้ปล่อยให้ทุกเรื่องเป็นไปตามโชคชะตาอย่างเดียวนะ ในระหว่างทางเหล่านั้น ผมก็พยายามทำให้ดีที่สุด ให้ตัวเองไม่ต้องมาเสียใจภายหลัง

บันเทิงซินหล่าง:สัญญาที่เซ็นไว้กับกวงเซี่ยนว่าจะทำภาพยนตร์สองเรื่อง เมื่อสิ้นสุดสัญญาแล้ว ยังอยากเป็นผู้กำกับอยู่ไหม?

ซูโหย่วเผิง:ไม่รู้เหมือนกัน เหนื่อยมากๆเลย มีช่วงหนึ่งรู้สึกแย่มาก คิดว่าไปต่อไม่ไหวแล้ว ไว้ค่อยว่ากันดีกว่า ร่างกายของคนในทีมก็กำลังต่อต้านกับแรงกดดันอันยิ่งใหญ่นี้อยู่ คุณวังต้าหย่ง ผู้กำกับภาพ ช่วงเวลาใกล้ถ่ายเสร็จ สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขาดูเหนื่อยมาก แต่ผมก็มีแรงกดดันอันยิ่งใหญ่เรื่องความคืบหน้าเหมือนกัน ก็เลยไม่ได้ไปทำความเข้าใจอะไรกับเขามาก ผลงานชิ้นแรกไม่ได้หาเหตุผลมาปลอบตัวเอง ผมก็เหนื่อย ถ้าผมไม่แบกไว้แล้วใครจะมาแบก? ผมคิดว่าผมกำลังแบกไว้อยู่ คุณก็ไม่คิดไม่ได้นะ พวกเราต้องผ่านมันไปด้วยกัน

จนถึงเมื่อวานนี้ พอพวกเราไปถึงสถานที่ถ่ายทำ เมื่อผมมาถึงก็เห็นเขาขึ้นรถออกไปพอดี คนในกองบอกผมว่าเขาบอกว่าเขาไปโรงพยาบาล ตอนแรกผมคิดว่าแอบอู้งานล่ะสิ ถ้าวันนี้ปิดกล้องไม่ได้จะทำอย่างไร ผลปรากฏว่ามีข่าวแว่วมา ว่าเขาไปตรวจเลือด ค่าอะไรซักอย่างของตับพันกว่า ใกล้แตกแล้ว เป็นโรคไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน ดูสิ ทีมของเรามีความน่ากลัวแค่ไหน ยังดีที่คนนี้ค่อนข้างเป็นที่รักของทีมงาน บางครั้งผู้กำกับนอนน้อย นอนไม่หลับ ยังดีที่วันนั้น สภาพของผมยังดีอยู่ ก็เลยวิ่งไปหลายรอบ บางครั้งผมไม่ไหวแล้ว มึนมาก บางทีก็มีผู้กำกับคนอื่นมาช่วยแบ่งภาระไป บางทีสมองก็คิดอะไรไม่ออกแล้ว ตกลงว่าฉากนี้มีปัญหาอยู่ตรงไหนกัน หาไม่ได้จริงๆ คนข้างๆก็จะมาช่วยคิด ตรงนี้รึเปล่า หรือตรงนั้น ทุกคนช่วยกันแบกมันไว้ จนเสร็จสิ้น

บันเทิงซินหล่าง:โจ่วเอ่อ ผลงานชิ้นที่แล้วทำรายได้ไม่เลว ทั้งยังได้รับรางวัลและเสนอชื่ออีกด้วย ถ้าตอนนี้มองย้อนไป คุณมองว่ามันมีความหมายต่อฐานะผู้กำกับของคุณอย่างไร?

ซูโหย่วเผิง:ผมเป็นคนที่มีความจำสั้นมาก สำหรับโจ่วเอ่อ อันที่จริงมันก็ผ่านไปแล้ว ผมก็เลยไม่ค่อยได้คิดถึงมันแล้ว ในภาพยนตร์โจ่วเอ่อ มีตัวตนของซูโหย่วเผิงอยู่เยอะมากข้างในนั้น อาจเพราะเป็นผู้กำกับใหม่ด้วย ยังมีการจัดการที่ยังไม่ดีพอ และก็อาจจะเพราะยังไม่ดีพอ หรือเพราะทุกคนเริ่มรู้สึกเอียนกับภาพยนตร์แนววัยรุ่นแล้ว ไม่มีใครสนใจอยากเข้าไปศึกษาเป็นพิเศษ สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่ามันค่อนข้างมีความซูโหย่วเผิงอยู่ ถือได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจได้เลย แม้ว่ามันไม่ได้งดงามสมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่ได้แย่อะไร ตอนนี้ผมเริ่มทำ เสียนอี๋เหรินฯ แล้ว ผมไม่ได้ใส่ใจเรื่องรายได้ จะดีหรือไม่ ผมก็อยากทำเรื่องให้ออกมาดีที่สุด

บันเทิงซินหล่าง:ผ่านไปแล้ว ผ่านไปเลย

ซูโหย่วเผิง:ผ่านไปแล้ว ซักพักหนึ่งผมก็ลืมแล้ว ผมก็ไม่รู้สึกว่ารายได้สูงอะไรมากนะ ผมไม่ได้สนใจเรื่องอะไรแบบนี้อยู่แล้ว ผมไม่ใช่คนที่เงินซื้อได้ ผมจะไม่มีวันที่จะทำงานเพื่อเงิน

บันเทิงซินหล่าง:เรื่องนี้ไม่รู้สึกยิ่งกดดันหรือ เพราะเรื่องที่แล้วทำรายได้ไม่เลว

ซูโหย่วเผิง:เรื่องนั้นบริษัทกำลังคิดอยู่ เพราะผมเคารพมืออาชีพมาก เหมือนฝ่ายการตลาดก็มีมืออาชีพเรื่องการตลาด ช่วงเตรียมการก็มีมืออาชีพของช่วงเตรียมการ เรื่องมาร์เกตแชร์ (ส่วนแบ่งการตลาด) ปล่อยให้เป็นเรื่องของบริษัทไป ไม่ใช่หน้าที่ของผม ผมรับผิดชอบเรื่องการสร้าง ทำให้ออกมาดีที่สุด เรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับผม ผมก็ไม่ยุ่งเลย เรื่องไม่น่าสนใจ อย่ามาพูดกับผม ผมไม่อยากฟัง แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำภาพยนตร์ ใครไม่เห็นด้วยกับผม ผมก็จะเอาให้ถึงที่สุด เรื่องขอบเขตของการเป็นผู้กำกับ ใครก็อย่ามายุ่ง

บันเทิงซินหล่าง:การเป็นผู้กำกับในอุดมคติของคุณก็คือมีอำนาจสั่งการ หรือยังมีความกังวลอะไรอีกไหม

ซูโหย่วเผิง:ตามปกติแล้วใช่ไหม ตอนนี้ผมก็เดินต่อไป ไม่เป็นผู้กำกับก็ไม่เป็นไร ผมไม่ได้อยากเป็นขนาดนั้น ผมชอบอยู่นิ่งๆสงบๆ แบกภาระไว้มันเหนื่อยนะ ใช่ไหม?

บันเทิงซินหล่าง:อยู่นิ่งๆสงบๆ ความหมายก็คือถ้าถ่ายเรื่องนี้เสร็จแล้วก็อาจจะพักซักช่วงใช่ไหม?

ซูโหย่วเผิง:แน่นอนว่าต้องพักอยู่แล้ว ก่อนถึงช่วยท้ายๆของการถ่ายทำ ก็ควรจะหนีวงจรนี้ไปก่อน ผมอยู่กับภาวะอารมณ์แบบนี้มานานเกินไปแล้ว ประมาณฤดูร้อนปีที่แล้วก็เริ่มคิดแล้ว ผมต้องหนีออกไปก่อน แล้วค่อยกลับเข้ามาใหม่