ผู้เขียน หัวข้อ: 2008 Alec Su talks about 10year of HZGG  (อ่าน 2555 ครั้ง)

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
2008 Alec Su talks about 10year of HZGG
« เมื่อ: กรกฎาคม 31, 2010, 08:42:03 PM »
บทสัมภาษณ์ซูโหย่วเผิง จากรายการ เฉินเฉิน ปี 2008

13645331_1116015568436935_8421306109127415771_n.png" border="0
13700097_1116015868436905_1384169001934533680_n.png" border="0
13707613_1116015895103569_5424302105272814803_n.png" border="0
13709850_1116015515103607_536171009780526136_n1.png" border="0

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2007 Alec Su talks aboul 10 year of HZGG
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 31, 2010, 08:55:24 PM »
2008 Alec Su talks about 10 years of HZGG

โหย่วเผิงได้หวนคิดถึงภาพเสี่ยวหู่ตุ้ยในอดีต

“ผมจะต้องตอบเรื่องนี้จริงๆหรือ”

การที่ได้ตัดสินใจไปเรียนที่อังกฤษนั้นเป็นเพราะสาเหตุใดถึงได้คิดอย่างนี้ “ไกวๆหู่คุณต้องไปตายนอกถิ่นละมั้ง คงไม่มีใครรู้”

เมื่อให้เขาคิดถึงชีวิตในอดีตแล้วโหย่วเผิงได้พูดเบาๆว่า

“ผมก็มีสิ่งที่ไม่ดีออกมา”

ขณะที่ถ่ายละครเรื่ององค์หญิงกำมะลอนั้น โหย่วเผิงได้เจออุปสรรค์อะไรบ้าง เสี่ยวหู่ตุ้ยนั้นได้ให้เราเห็นถึงนักร้องซูโหย่วเผิง แต่ในละครองค์กำมะลอนั้นก็ให้เราเห็นอีกภาพที่หนึ่งของโหย่วเผิง ละครองค์หญิงกำมะลอนั้นจะบอกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตที่ไปเป็นนักแสดงของโหย่วเผิง โหย่วเผิงในตอนนั้นเขาตกอยู่ในสภาพที่ตกต่ำของชีวิต การเกิดขึ้นของละครองค์หญิงกำมะลอนั้นได้กลับช่วยชิวิตแห่งการเป็นนักแสดงของเขา จนบัดนี้ ละครองหญิงกำมะลอนั้นได้ผ่านไปแล้วสิบปี หลังจากสิบปีแล้วมาหวนคิดดูซิว่า อู่อาเกอในสมัยนั้นมีอะไรที่จะให้เราไปหวนคิดบ้าง


ญ : เจอละครองค์หญิงกำมะลอได้ไง

โหย่วเผิง : ตอนนั้นผมก็ได้ติดตามผู้จัดการของเสี่ยวหู่ตุ้ยที่ได้ช่วยหนุนผมมาตลอด คุณเหมียวซิ้วลี่ หรือพี่เหมียว เขาเป็นคนที่รู้ดีเกี่ยวกับสภาพในตอนนั้นของพวกเรา หรือว่าจะเป็นความยากลำบากต่างๆ และเขาก็พยายามดูว่าพวกเราจะสามารถผ่านสถานการณ์อย่างนั้นมาได้หรือเปล่า

ญ : เมื่อกี้ที่คุณพูดว่าพวกเรา หมายถึงในตอนนั้นเสือตัวน้อยทั้ง 3 คนก็ล้วนเจอสถานการณ์อย่างเดียวกันเลยหรือ?

โหย่วเผิง : ใช่ ยกตัวอย่างเช่น สำหรับวัฎจักรของขวัญใจนักร้องทุกคนแล้ว จริงๆแล้วมันก็คล้ายๆกันแหล่ะ ฉะนั้นทุกคนก็ล้วนจะเจอปัญหาการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายๆกัน ล้วนจำเป็นที่จะต้องไปเริ่มงานหรืออะไรใหม่ๆให้คนอื่นได้เห็น ทางบริษัทก็รู้สึกว่าละครเรื่องนั้นมันก็น่าจะดี ฉะนั้นก็เลยบอกว่า เด็กๆไปเถอะ และผมกับจื้อเผิงก็ได้แบกกระเป๋าและได้ตัดผมแล้วก็เดินทางไป

ญ : ตอนที่ไปนั้นมีความรู้สึกอย่างกับตอนเสี่ยวหู่ตุ้ยอย่างนั้นไหม

โหย่วเผิง : ในตอนนั้นผมเองก็กำลังทำลักษณะที่แบบต้องสมดุลย์ เริ่มจากศูนย์ ต้องวางตัวลงหรือว่าต้องเข้าใจถึงความเป็นจริงอะไรอย่างนี้

ญ : ไปแสดงละครองค์หญิงกำมะลอนั้น ต้องให้คุณลดตัวลงด้วยหรือ

โหย่วเผิง : จริงๆแล้วก็ไม่ถือว่าต้องลดตัวเองลง แต่น่าจะเป็นการให้คุณไปยอมรับสภาพความเป็นจริง ก็คือมีอะไรบางอย่างนั้นคุณคงทำได้ไม่ดีกว่าคนอื่น แม้ว่าเมื่อก่อนคุณจะดังมากขนาดไหน หรือว่าคุณเป็นผู้อาบน้ำร้อนมาก่อน เมื่อคุณมาอยู่ ณ จุดนี้แล้ว ก็คงจะไปสู้พวกที่เคยเรียนด้านนี้มาโดยตรงคงไม่ได้ ก็คือถ้าเจอในลักษณะอย่างนี้เนี่ย คุณก็จะต้องรู้จักวางตัวไม่ถือตัว และจะต้องยอมรับตัวเองว่ายังดีไม่เพียงพอ คงต้องไปแอบเรียนวิชาจากคนอื่นอย่างนี้


ญ : ไปแอบเรียนจากใคร เจ้าเหว่ย

โหย่วเผิง : ก็มี ผมคิดว่าตอนนั้นโจวเจี๊ยะก็ไม่เลวนะ ยังมีอาจารย์เถียหลิน รวมทั้งฮ้องเต้ของเราด้วย พวกเราก็จะแอบมองอยู่ข้างๆ

ญ : ตอนนั้นวางตัวว่าตัวเองเป็นมือใหม่ วางตัวต่ำลง ฉันคิดว่านั่นไม่ใช่เป็นอะไรที่ทำได้ง่ายๆเลยนะ

โหย่วเผิง : จริงๆแล้วในตอนนั้นพวกเราล้วนไม่มีผู้ช่วยทั้งสิ้น ทุกวันต้องแบกเก้าอี้และบทละครของตัวเอง และไม่มีรถส่วนตัวด้วย พวกเราล้วนขึ้นรถบัสทุกเช้าพวกเราก็นั่งอยู่บนรถมันโยกบึ้งๆๆๆ โยกไปโยกมา

ญ : ได้ยินคนเขาพูดมาแล้วมากมายอย่างเช่น ฟ่านปิงปิง, เจ้าเหว่ย บอกว่าตอนนั้นที่ทุกคนรู้สึกมีความสุขมากที่ได้ถ่ายทำและอยู่ด้วยกัน

โหย่วเผิง : ผมจำได้ว่าตอนนั้นยังอยู่ในวังอยู่ โอ้แม่เจ้า ที่ปักกิ่งร้อนจะตาย ผมจำได้ว่าตอนนั้นเคยได้ยินว่าหากอุณหภูมิมันสูงถึง 40 องศาทุกคนก็จะหยุดพักได้ และผมรู้สึกว่ามันร้อนจะตายอยู่แล้ว แต่ทำไมยังอยู่แค่ 39 องศาอยู่

ญ : ใช่ๆๆๆ เพราะในปี 1997 นั้น ปีนั้นจะเป็นปีที่ร้อนพิเศษเลยแหล่ะ แต่พวกคุณยังใส่ชุดสมัยราชวงค์ชิง

โหย่วเผิง : โดยเฉพาะตอนนั้นพวกเรายังเป็นน้องใหม่อยู่ ในช่วงที่ตัวเองไม่ต้องเข้าฉาก แต่ก็ไม่กล้าที่จะไปรบกวนพี่ๆที่จัดชุดบ่อยๆ ก็คือหากว่าไม่มีคนก็จะถอดออกแล้วรับลมให้เย็นบ้าง ก็ยังกลัวคนอื่นจะว่าทำไมเธอมันยุ่งยากอย่างนี้ ตอนนั้นผู้จัดการส่วนตัวผมได้นำผมเข้ามาพักแล้วบอกว่าคุณร้อนอย่างนี้ก็ให้ถอดเสื้อออกให้เย็นสบายหน่อยก็ได้ ผมก็จะตอบว่า ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร อย่าไปรบกวนคนอื่นจะดีกว่า แล้วผมก็ได้นั่งพิงลงไป ไม่นานก็เป็นลมไป มันร้อนจริงๆคุณรู้เปล่า ใช่ตอนนั้นเป็นช่วงที่เริ่มเปิดกล้อง แล้วตอนหลังพวกเราได้ไปได้ถ่ายทำที่สำนักเฉินเตอ ที่เฉินเตอนั้นพวกเราถ่ายจนถึงช่วงหน้าหนาวเลยมั้ง ถ่ายจนทั้งหน้าแข็งไปหมด จริงๆแล้วผมเองก็ไม่เคยเจออากาศที่หนาวขนาดนี้มาก่อนเลย


ญ : เคยเห็นพวกหิมะตกหรือมีน้ำแข็งไหม

โหย่วเผิง : เมื่อก่อนตอนไปที่ญี่ปุ่นก็เคยเห็นมาบ้าง แต่ว่าไม่เคยอยู่นานๆในสภาพอากาศอย่างนี้เลย มันหนาวขนาดนี้ ไม่รู้ว่าจะไปป้องกันความหนาวอย่างนี้ได้อย่างไรเลย และอากาศก็แห้งแล้งมาก และตอนนั้นผมเองก็ร้อนในมากๆ และในตอนนั้นก็ไม่เคยรู้เลยว่าจะกินอย่างไรในความเป็นอยู่อย่างนั้น กินอะไรถึงจะช่วยได้ก็ไม่เคยรู้ และช่วงนั้นทั้งใบหน้าผมนั้นล้วนมีแต่สิว ตอนหลังมาพึ่งรู้ว่าการที่ผมเป็นอย่างนั้นเพราะผมไปกินผลไม้ชนิดหนึ่ง

ญ : จริงๆแล้วฉันรู้สึกว่าองค์หญิงกำมะลอในตอนนั้น ก็คล้ายๆกับเสี่ยวหู่ตุ้ย ก็เป็นการสร้างขวัญใจรุ่นใหม่ขึ้นมาอีก ก็คือขวัญใจรุ่นเก่าก็ได้ถอยหลังออกไป ก็เหมือนเจ้าเหว่ย เขานั้นได้แข่งขันก็บทของเสี่ยวเยี่ยนจื่อมาตลอดและเขาเองก็ได้เปลี่ยนแปลงไปเหมือนกัน

โหย่วเผิง : ผมรู้สึกว่าตอนนี้เจ้าเหว่ยนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงไปได้ดีมากๆ เพราะว่าผมรู้สึกว่าภายในอะไรของเขานั้นได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ผมรู้สึกว่าหลังจากที่เขาได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายแล้ว ตอนนี้เขาเองก็เป็นผุ้ใหญ่ขึ้นมากๆแล้ว ทั้งรู้จักปล่อยวาง มีเสน่ห์

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2008 Alec Su talks aboul 10 year of HZGG
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: สิงหาคม 02, 2010, 07:12:14 AM »
บรรยาย . โหย่วเผิงที่ร้อนแรงในจอภาพยนตร์ในปีนี้นั้น แต่เดิมเขาก็เป็นวัยหนุ่มคนหนึ่งที่เป็นนักร้องหนุ่มที่มีความสามารถมาแต่แรกแล้ว เริ่มแรกที่โหย่วเผิงมีชื่อเสียงได้จากเสี่ยวหู่ตุ้ย และสิ่งที่ให้เราคิดถึงความเด่นดังของเสี่ยวหู่ตุ้ยนั้นเป็นอดีตไปแล้ว และสมาชิกใหม่ของเสี่ยวหู่ตุ้ยนั้น เรามาดูว่าตอนนี้ทุกคนกำลังทำอะไรอยู่

ญ : ปีนี้เป็นปีที่เสี่ยวหู่ตุ้ยครบรอบ 20 ปี(2008) แล้ว เดิมทียังคิดว่าในวันที่ 27 กรกฏาคม นั้นจะมีอะไรให้เห็นบ้าง

โหย่วเผิง : 27 กรกฏาคม วันนั้น ผมได้ส่งข้อความให้กับพวกเขาสองคน อู่ฉีหลงนั้นได้ถ่ายทำอยู่ที่ไต้หวัน แล้วเขาก็ได้ตอบกลับมาหนึ่งประโยค “ยี่สิบปีแล้ว มันไม่ง่ายเลยนะ” ผมรู้สึกว่ามันให้ความรู้สึกมากๆ

ญ : แล้วเฉินจื้อเผิงล่ะ

โหย่วเผิง : จื้อเผิงก็ได้ตอบว่า อ้าว วันนี้หรอ แล้วต่อด้วยว่า ขอบคุณๆๆ สำหรับทุกๆท่านที่ได้สนับสนุนเรา รวมถึงผมและอู่ฉีหลงยังมีพี่หมียว (อดีตผู้จัดการ)

ญ : มันไม่เหมือนเฉินจื้อเผิงจริงๆ จริงๆแล้วใจของเขานั้นจะคิดถึงแต่วันที่ 27 ก ค เป็นอย่างมาก

โหย่วเผิง : พวกเราล้วนคิดถึงทั้งนั้น ก็คือพวกเราทั้งสามก็เคยติดต่อกันว่าจะทำอะไรบางอย่าง ฉะนั้นขอทุกคนอดใจรอไปสักระยะหนึ่งก่อน

ญ : รออย่างใจจดใจจ่อจริงๆ เมื่อคุณได้พูดออกมาอย่างนี้แล้ว หลุดออกมาให้หน่อยได้ไหมว่าจะทำอะไร

โหย่วเผิง : ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะบอกมันได้ จริงๆแล้วก็กำลังอยู่ในช่วงการประสานงานกันอยู่ ก็จะคิดว่าจะเป็นกิจกรรมในแนวการหวนระลึกถึงอะไรอย่างนั้น

ญ : มีคำหนึ่งกล่าวไว้อย่างนี้ว่า “จะดังต้องเร็วๆ” แต่สำหรับคุณแล้ว การที่ดังเร็วเกินไปนั้นเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี

โหย่วเผิง : อืม... ก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมเองรู้สึกว่ามันไม่มีความแบ่งแยกออกมาว่าดีหรือไม่ดี คือดังเร็วก็มีจุดดีของมัน ดังช้าก็มีจุดดีของมัน ก็น่าจะพูดว่าอย่างนี้

ญ : งั้นดีเนี่ย ดีตรงไหน?


โหย่วเผิง : จุดดีหรอ จริงๆแล้วผมเองก็ไม่มีความรู้สึกอะไรที่พิเศษ และผมเองก็รู้สึกว่าจุดดีจุดเสียมันก็มีอยู่ซึ่งมันเป็นสองด้าน หากแต่คนอื่นมองผมแล้ว ก็จะรู้สึกว่าแต่เด็กก็ได้รับเสียงปรบมือ เหมือนกับว่ามีชื่อเสียงมากมายอะไรอย่างนั้น แต่ว่าหากมองในจุดของชีวิตตัวเองแล้ว จริงๆแล้วในตอนนั้นผมเองก็เป็นแค่เพียงนักเรียนมัธยมปลายธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นเอง ใช่ เมื่อดังแล้วตัวเองกลับมีความกดดันความเครียดมากขึ้น

ญ : การไปสมัครในตอนนั้นมีการแข่งขันดุเดือดไหม

โหย่วเผิง : ผมเองก็ยังรู้สึกว่ามันมีการแข่งขันดุเดือดเหมือนกัน ก็ได้ยินมาอีกที่คือได้ยินจากทีมงานในบริษัทตอนหลังพวกเขาได้เล่าว่า รูปถ่ายของผู้ที่สมัครเข้ามานั้นกองอยู่บนโต๊ะอย่างภูเขาเลย แต่ว่าในตอนนั้นผมเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ผมคิดว่าตามรูปร่างภายนอกแล้วผมเองก็ไม่น่าจะเป็นคนที่ถูกเลือก เพราะว่าในตอนนั้นยังวัยรุ่นชอบที่จะรักสวยรักงาม ผมก็ได้วิ่งไปร้านบาเบอร์ ไปตัดผมแล้วคิดว่าจะเรียบร้อยไปหมด คิดว่าหลังจากนี้ไปเมื่ออาบน้ำเสร็จแล้วทรงผมก็จะอยู่ทรง สุดท้ายมันไม่ได้ดังที่คิดไว้ มันไม่ใช่จริงๆ ฉะนั้นจำได้ว่าตอนนั้นที่ได้ไปสมัคร และตอนสมัครทางเขาก็ให้เรากรอกประวัติส่วนตัว และจะมีรูปด้วยแล้วรูปนั้นหัวผมนั้นใหญ่มากๆ ผมจำได้ว่าหัวผมนั้นเหมือนกับหัวพระพุธทเจ้าเลย ก็เคยเป่าผมไม่เป็น ทั้งหัวนั้นได้กลายเป็นหยิกๆงอๆ น่ากลัวจริงๆ

ญ : แต่ว่าฉันจำได้ว่า ตอนที่เสี่ยวหู่ตุ้ยออกมานั้นคนที่ผมหยิกผมงอนั้นเป็นเฉินจื้อเผิงนี่

โหย่วเผิง : แต่นั่นเป็นตอนหลังแล้ว คงทางบริษัททนดูไม่ได้เลยช่วยผมเปลี่ยนมัน

ญ : คุณยังจำรูปร่างลักษณะที่ครั้งแรกที่ได้เจอกับเฉินจื้อเผิงกับอู่ฉีหลงไหม

โหย่วเผิง : น่าจะจำได้นะ น่าจะอยู่ในห้องที่ซ้อมการแสดงที่นั่น มันกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งกำลังโยกตัวไปมาอย่างนั้น แล้วพวกเขาก็เห็นว่าเอ้เด็กคนนี้มันโยกได้เก่งจริงๆ ยังจำได้ว่าตอนนั้นผมอายุน้อยที่สุด แล้วเมื่อผมมองไป ก็เอ๊ะใจว่า นั่นมัน "เฉาหลัน" นี่ เป็นพิธีกรายการทีวีทำไมถึงมาปรากฏต่อหน้าเรา มันพิเศษมากเลย แล้วหันหลังไปมอง โอ้แม่เจ้า ยังมี "จางก่อหยง" และ " จื้อเผิง" ด้วย


ญ : แต่ว่าในตอนนั้นเขาไม่ได้ตัวเล็กอะไรอย่างนั้นมั้ง

โหย่วเผิง : จริงๆแล้วตอนที่เขาเด็กๆนั้นยิ่งเหมือนเลย แต่เดิมผมเองก็รู้สึกว่าเรามีมาดของการเป็นดาราแล้วล่ะ จำได้ว่าในวันนั้นเขาได้ใส่กางเก่งบาเร่ ยังมีร้องเท้าบาเร่อีกด้วย แล้วเขาก็ได้แสดงโชว์ถึงความสามารถในการเต้นของเขาอะไรอย่างนั้น มันเยี่ยมจริงๆ คุณรู้ไหม แล้วอู่ฉีหลงนั้นก็เหมือนกับในช่วงที่เขาให้สัมภาษณ์ในลักษณะนั้น จำได้ว่าตอนนั้นเขาอยู่ในตงชีป๋ายตี้ทัน ตอนนั้นเขายังเป็นนักเรียนอยู่ แล้วเขาก็ไปหารายได้พิเศษ แล้วเขาก็ได้ถูกทีมงานของทางบริษัทสนใจ และรู้สึกว่าเขาเก่ง ก็คิดว่าจะต้องจับเขาเข้ามาร่วมอย่างแน่นอน แล้วตอนนั้นเขาเองก็ได้กล่าวถึง เขาเองก็ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย แล้วเขาก็เห็นว่ามีคนเก่งๆมามากมาย แล้วเขาก็ได้มาอย่างมือเปล่า แต่ว่าความสามารถของเขานั้นเหนือทุกคนเลยอย่างนั้น

ญ : แล้วตอนนั้นที่คุณไปสัมภาษณ์นั้น ได้ผ่านไปทั้งหมดกี่ด่าน

โหย่วเผิง : สองด่านมั้ง ด่านแรกคือการที่ต้องไปเตรียมตัวร้องเพลงภายในสามสิบวินาที

ญ : เพลงสามสิบวินาที

โหย่วเผิง : มันน่ากลัวจริงๆ จะต้องถามเรื่องนี้ให้ได้หรอ สงสัยคงได้ไปสอบถามมาแน่ ผมรู้สึกว่าทำไมถึงได้มาถามถึงเรื่องนี้ล่ะ

ญ : ฉันไม่ได้ไปสอบถามมาก่อนจริงๆ

โหย่วเผิง : เมื่อพูดแล้วมันตลกจริงๆ เพราะจะเรียนการเต้นแต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปหาครูสอนได้ที่ไหน ผมจำได้ว่าตอนนั้นเป็นพวกป้าๆ ก็คือจะมีพวกป้าๆที่มักจะไปเต้นที่สวนสาธารณะ ไต้หวันจะเรียกว่า "เต้นถู่เฟิง" ผมไม่รู้ว่าที่จีนเรียกอย่างไร จนผมได้หาครูอย่างนั้น มาสอนผมช่วงหนึ่ง

ญ : แล้วเต้นอย่างไงบ้าง


โหย่วเผิง : ผมจำได้ว่าเมื่อดนตรีเริ่มขึ้น แต่แรกผมเป็นคนที่จะตามจังหวะไม่ทัน ฉะนั้นเริ่มต้นก็ช้ากว่าครึ่งจังหวะ ตอนที่เสี่ยวหู่ตุ้ยเริ่มมีการซ้อมเต้นนั้น มือขามักจะไปเหมือนกัน

ญ : ตอนนั้นที่ได้ชื่อว่าไกวๆหู่ ชื่ออันนี้ได้มาเพราะบุคลิกของคุณหรือ

โหย่วเผิง : ก็น่าจะมาจากการตั้งตามบุคลิกนะ พูดตรงๆว่าเริ่มแรกนั้นผมเองก็ไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่ ผมไม่รู้สึกเลยว่าตัวเองนั้นเป็นเด็กดี (ไกวคือเด็กไม่ดื้อ) และยังรู้สึกว่าตัวเองนั้นหล่อที่สุด ทำไมไม่เรียกเราว่ารูปหล่อ ฮ่าๆๆ ล้อเล่นๆ


โหย่วเผิง : ในตอนนั้นคิดว่าตัวเองอยากจะเป็นอะไรหู่ ก็คิดว่าน่าจะตั้งชื่อที่ให้มันดูเด่นๆหน่อย เช่น ผีลี่ (ฟ้าแลบ) ซ้อยหู่(พ่อรูปหล่อ)ประเภทเหล่านี้ ผมรู้สึกว่าฟังแล้วมันโหดดี ทำไมผมต้องชื่อว่าไกวไกวหู่ด้วย

ญ. : จริงๆแล้วเด็กที่เรียนดีนั้นมีเยอะ ไม่ว่าจะตอนนี้ หรือว่าตอนนั้น ก็จะรู้สึกว่าการจะเป็นนักแสดง นักร้อง หรือเป็นขวัญใจ จะไม่ใช่อาชีพที่สังคงยอมรับ

โหย่วเผิง : ยิ่งกว่านั้นก็คือในสมัยนั้นจะเป็นหัวพวกอนุรักษ์นิยมมากกว่า เริ่มแรกที่ได้ไปสมัครเป็นผู้ช่วยพิธีกรรายการนั้น จริงๆแล้วคุณพ่อนั้นต่อต้านมากๆ คือพ่อผมนั้นก็เหมือนกับอู่ฉีหลง สมัยหนุ่มๆนั้นก็มักจะมีแมวมองมาหาให้ไปเป็นดารา เพราะหน้าตาดี หล่อมากๆ แต่ว่าตอนนั้นคุณพ่อก็ได้ปฏิเสธไปอย่างทันใด ท่านรู้สึกว่าในวงการดารานั้น ผู้ชายจะไปพึ่งหน้าไปหากินได้อย่างไร ฉะนั้นท่านก็ไม่สามารถยอมรับลูกชายไปทำอย่างนี้

ญ : แล้วตอนนั้นทำไมคุณถึงได้ยืนยันอย่างเด็ดเดี่ยวว่าผมจะอยู่เสี่ยวหู่ตุ้ยต่อไป

โหย่วเผิง : ผมพูดตรงๆว่าผมเองนั้นชอบการร้องเพลงเป็นอย่างมาก เต้นนั้นอาจจะไม่มี ตอนนั้นผมได้เรียนเปียโน แล้วชอบร้องเพลงมากๆ ผมเป็นคณะนักร้องของโรงเรียน แล้วก็มีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นดารา ฉะนั้นตอนนั้นโอกาสอย่างนี้ก็ได้ผ่านเข้ามา แน่นอนผมก็รู้สึกว่าจะไม่ปล่อยให้มันผ่านไปอย่างแน่ๆ

ญ : หากว่าตอนนั้นเสี่ยวหู่ตุ้ยยังไม่แตกวงคุณคิดว่าตอนนี้คุณจะเป็นอย่างไร

โหย่วเผิง : บางครั้งจุดสวยงามได้วางหยุดอยู่ตรงนั้น มันก็เป็นสิ่งหนึ่งที่น่าระลึกถึง หากว่าคุณยังไปอิงอยู่กับมันมากไปแล้วเนี่ย มันก็จะไม่ค่อยสวยงาม ไม่สมบูรณ์ถึงจะเป็นสิ่งที่สวยงาม เสี่ยวหู่ตุ้ยนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญในประสบการณ์ในชีวิตผม และยิ่งกว่านั้นที่อยู่ในช่วงวัยนั้นเป็นอะไรที่ไม่สามารถที่จะลบมันออกไปได้ มันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าแก่การคิดถึง

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2008 Alec Su talks aboul 10 year of HZGG
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: สิงหาคม 02, 2010, 07:23:15 AM »
บรรยาย . ช่วงที่โหย่วเผิงดังนั้น ยังเป็นช่วงวัยแรกรุ่นอายุสิบห้าอยู่ แม้ว่าเสี่ยวหู่ตุ้ยจะเป็นสิ่งที่ทำให้ความฝันของเขาเป็นจริง แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขานั้นสูญเสียชีวิตในช่วงวัยเรียนที่สมบูรณ์แบบเหมือนกัน ขณะที่ชื่อเสียงได้กลายเป็นความเครียด และการสอบเข้ามหาลัยได้กลายเป็นป้อมของชื่อเสียงแล้ว การที่เขาได้เลือกเรียนโรงเรียนช่างกลที่ไต้หวันนั้นก็ได้กลายเป็นการตัดสินใจที่ผิดอันใหญ่หลวง ขณะที่ได้เรียนอย่างลำบากในมหาลัยไต้หวันแล้วสามปีนั้น โหย่วเผิงก็ได้ปล่อยวางการศึกษาลง แล้วเดินไปที่อังกฤษ และในช่วงนั้นก็เป็นการออกอัลบั้มที่หก(ลาก่อน)ของเสี่ยวหู่ตุ้ย จากนั้นก็ได้ประกาศการแยกวง

ญ : ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีชื่อเสียงแล้ว แล้วมีชีวิตที่สนุกสนานเป็นอย่างมาก แล้วต้องนั่งสงบลงเพื่อจะเตรียมตัวในการสอบเข้ามหาลัย สำหรับคุณในปีนี้จะเป็นปีแห่งซาตาน เลยหรือเปล่า

โหย่วเผิง : ก็ยังถือว่ามันเหมือนปีซาตาน เพราะว่าช่วง ม.4 ม.5 นั้นงานยุ่งมาก ฉะนั้นผลการเรียนก็ไม่ค่อยดีเท่าไร หนึ่งปีต้องเรียนซ้อมถึงสามครั้ง ช่วงซัมเมอร์ของปีนั้นผมเองก็ได้สมัครเรียนหลายอย่างมาก รวมทั้งการเรียนเสริมทั้งหมด และวิชาที่ขาดเรียนด้วย

ญ : ที่โน้นของพวกคุณยังมีพวกศูนญ์เรียนหนังสือด้วย แล้วหนึ่งวันคุณไปอยู่ที่นั่นนานเท่าไร

โหย่วเผิง : หากว่าไม่ได้ไปเรียนติวเสริมแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะไปอยู่ที่ศูนย์แหละ

ญ : แล้วมีคนจำคุณได้ไหม

โหย่วเผิง : ก็พอมีบ้าง แต่ว่าในตอนนั้นผมเองก็สายตาสั้น ก็ได้สวมใส่แว่นอย่างในการ์ตูนที่เป็นแบบพวกดอกเตอร์เขาใส่กันอย่างนั้น ก็เป็นอย่างนี้ ได้เข้าไปออกมาด้วยกันกับทุกคน ก็ไม่แตกต่างไปจากคนอื่น ปกติแล้วอยู่ในโรงเรียนก็เล่นบาส เพราะตอนนั้นชอบเล่นบาสมากๆ ตอนเล่นนั้นก็เปียกไปทั้งตัว ผู้ชายนี่ ส่วนมากก็ถอดเสื้อนักเรียนออกแล้วเอามาพาดไว้ที่หลังแล้วเดินออกจากโรงเรียนไป ตอนนั้นยังดีที่ไม่ค่อยมีพวกชอบมาจ้อง ไม่งั้นจุดบกพร่องของผมคงหลุดออกไปแน่ ไม่งั้นรูปโป้ไกวๆหู่คงแพร่ออกไปแล้วหล่ะ


ญ : ฉันได้อ่านประวัติส่วนตัวที่คุณเขียนแต่เริ่มแรกเลย ก็คือได้พูดถึงการสอบช่วง ม.6 ของคุณ คุณบอกว่า เพราะคุณเป็นขวัญใจ ไม่ต้องการให้คนอื่นมาดูถูก ฉะนั้นจะต้องทำผลสอบที่ดีให้คนอื่นดู

โหย่วเผิง : ในตอนนั้นอายุยังน้อย รู้เพียงว่าเสียหน้าไม่ได้ หากว่าผลการสอบออกมาไม่ดี ก็จะรู้สึกว่าคนทั้งโลกจะรู้สึกว่าเราเป็นคนหลอกลวงโกหก เขาก็เป็นแค่คนที่ได้แต่เล่น เรียนหนังสือไม่เก่งเลย ในตอนนั้นก็ได้มีเสียงอย่างนี้เกิดขึ้น ฉะนั้นเลยต้องบังคับตัวเองให้ทำอย่างนั้นต่อไป

ญ : แต่ว่าทำไมคุณเรียนที่ไท๋ต้าแค่สามปีแล้วก็ปล่อยวาการเรียนไปล่ะ

โหย่วเผิง : นี่ก็จะเป็นความน่าเศร้าอย่างหนึ่ง หากจะพูดจากจุดแรกนั้น ในช่วงที่อยู่ ม.6 เพราะว่าทุกคนล้วนจ้องมองใส่ใจเรื่องของผมมาก บางครั้งก็มีพวกนิตยสารที่กล่าวถึงข่าวกระทบกระเทียบเปรียบเปรย บอกว่า ให้มองดูซิว่าไกวๆหู่จะเป็นอย่างที่พูดไว้หรือเปล่า จะเรียนหนังสือได้เก่งจริงหรือเปล่า จะสอบได้ดีหรือเปล่า ฉะนั้นเป้าหมายเดียวในการสอบครั้งนั้นก็จะรู้สึกว่าผมเองจะต้องไม่แพ้มัน ผมจะต้องสอบติดคณะที่ดี ผมต้องสอบได้คะแนนสูงที่สุด ผมจะขายหน้าไม่ได้ ทั้งยังเป็นหน้าของเสี่ยวหู่ตุ้ยอีกด้วย ฉะนั้นขณะที่เขียนปณิธานนั้น ตามปกติแล้วจะเรียงไปตามรายชื่อ สุดท้ายก็สอบเข้าคณะช่างยนตร์ได้ ขณะที่เข้าไปนั้นก็รู้สึกว่า โอ้แม่เจ้า ที่พึ่งผ่านไปด่านหนึ่งแล้ว ทำไมมาอีกด่านแล้ว แล้วสิ่งที่เรียนในคณะนี้นั้นก็รู้สึกว่ามันไม่น่าสนใจ

ญ : แล้วขณะที่คุณปล่อยวางนั้น แล้วคุณไม่เคยคิดเลยหรือว่าคนอื่นเขาได้พูดอย่างไรบ้าง

โหย่วเผิง : จริงๆแล้วในตอนนั้นก็ยังถือว่าดื้อเหมือนกัน ผมเองก็ไม่รู้ว่ามีความกล้ามาจากไหน แต่คุณก็รู้นิว่านักศึกษาในสมัยนั้นชอบพูดอะไรที่แบบ เรื่องอนาคต เรื่องชีวิต ว่าความหมายของการเรียนหนังสือคืออะไร ฉันกำลังเรียนเพื่อตัวเองหรือ หรือว่าเรียนไปเพื่อที่จะหาเงิน หรือว่าเรียนเพื่อคนอื่นดู ฉะนั้นไกวหู่ตัวเล็กคิดไปคิดมาก็รู้สึกว่า หากว่าฉันจะอยู่อย่างนี้ต่อไปแล้วเรียนช่างกลต่อไปแล้วมันก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ฉันชอบ ฉันเรียนออกมาแล้วก็คงไม่ได้ไปเป็นวิศวช่างกลอะไร ถ้าฉันได้ปริญญามา ก็เป็นเพียงแค่อยากจะยืนยันให้คนอื่นเห็นว่าฉันเป็นไกวๆหู่ที่พวกคุณรอดูอยู่ ผมก็รู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่ได้เป็นเจตนารมณ์จริงๆของเราเรียนหนังสือแล้ว


ญ : คุณไม่เอาปริญญา อะไรก็ไม่เอา แล้วก็ไปที่อังกฤษ

โหย่วเผิง : จำได้ว่าตอนที่ผมได้เปิดแถลงข่าวเกี่ยวกับการลาออกของผมในวันนั้น หนังสือพิมพ์ทุกฉบับได้พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งเลย ผมเองก็ได้หลบอยู่ในบ้านก็ไม่กล้าที่จะอ่านหนังสือพิมพ์ ผมคิดอยู่ว่าหากผมเดินอยู่บนถนนจะมีคนมาเยาะเย้อผมไหม ว่า ดูซิ ไกวๆหู่ที่ดีแต่เล่นอย่างเดียว การเรียนไม่เอาไหนเลย มันเป็นอย่างนั้นจริงๆแล้ว แล้วผมเองก็หลบอยู่ในบ้าน เครียดมากๆ ตอนหลังก็ได้ไปที่อังกฤษ

ญ : แต่ว่าเมื่อคุณไปถึงที่อังกฤษแล้ว ก็ได้กลายเป็นคนสามัญชนธรรมดาคนหนึ่งแล้ว ได้กลายเป็นนักเรียนคนหนึ่งไปแล้ว แล้วมีความลำบากไหม

โหย่วเผิง : ตัวผมเองก็รู้สึกว่ามันลำบากจริงๆ แต่ว่าความยากลำบากนั้นส่วนใหญ่ตัวเองเป็นคนก่อขึ้นมาเอง ก็เหมือนกับว่าตัวเองจงใจที่จะไปหามัน

ญ : เช่นอะไรบ้าง


โหย่วเผิง : ตอนนั้นผมได้ป่วยในอังกฤษ ต่อมทอนซิลอักเสบแล้วมันรู้สึกว่าเป็นหนักมาก จนเหมือนกับว่าต่อมทอนซิลบวมมาถึงที่ปาก แม้กระทั่งกลืนน้ำลายก็ยังเจ็บเลย จากนั้นก็ไข้ขึ้น แล้วตอนนั้นผมก็ได้ไปที่โรงพยาบาล แต่ก็ไม่รู้ว่าต่อมทอนซิลภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ศัพท์คำนี้มันเป็นศัพท์ฉะเพาะทางจริงๆ ไม่รู้จริงๆว่าจะบอกกับหมออย่างไรดี และก็ยังไม่รู้ว่าการไปหาหมอนั้นไปหาอย่างไร แล้วผมก็อยู่ในบ้านแล้วมีไข้ขึ้น รู้สึกว่าตัวเองจวนจะตายแล้ว ในใจก็คิดว่า ไกวๆหู่คงตายอยู่นอกถิ่นแล้วมั้ง แม้แต่น้ำก็ไม่สามารถดื่มได้ จนเป็นไข้แล้วเป็นลมไป แล้วตอนหลังมันเหมือนการเกิดอัศจรรย์ วันที่สองก็ยังตื่นขึ้นมาได้ แล้วยังมีชีวิตอยู่อีก ได้มีเหงื่อไหลออกมาครั้งหนึ่ง จากนั้นอาการอักเสบต่อมทอนซิลก็ได้หายไป ไม่รู้ว่าคุณรู้สึกมันบ้าๆไหม จริงๆแล้วมีเบอร์โทรศัทพ์ที่สามารถของความช่วยเหลือได้ แต่ก็ไม่ได้โทรไป

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
Re: 2008 Alec Su talks aboul 10 year of HZGG
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: สิงหาคม 02, 2010, 07:31:51 AM »
ญ : หลังจากที่กลับจากอังกฤษแล้วคุณก็ยังมาเป็นนักร้องของคุณเหมือนเดิม

โหย่วเผิง : ในตอนนั้นที่ได้กลับมาแล้ว ก็ยังได้ออกอัลบั้มหนึ่งชื่อว่า  "โจ่ว-GO" แล้วยังได้ออกอัลบั้มเพลงรวมฮิต แต่ว่าผมคิดว่าในตอนนั้นน่าจะเป็นชีวิตของนักร้องขวัญใจน่าจะถึงจุดหนึ่งของชีวิต ผมเองก็รู้สึกเซ่อร์จริงๆ ก็ยังไม่เคยไปคิดเลยว่าต่อไปจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร หรือว่าจะต้องเจอปัญหาอะไร และในตอนนั้นทันใดก็เกิดวิกฤษตเรื่องงาน แล้วโรงเรียนก็ได้ลาออกมาแล้ว จริงๆแล้วก็ไม่มีเงินเก็บฝากอะไรเลย จนเกิดปัญหาเรื่องการดำเนินชีวิตมาในทันใด ทางครอบครัวก็มีเรื่องบ้าง

ญ : มีปัญหาเรื่องการดำรงชีวิต

โหย่วเผิง : ผมเองจริงๆแล้วจะต้องแบกภาระทางครอบครัว ปัญหาทางครอบครัวทั้งหมดด้วย

ญ : คุณบอกว่าปัญหาทางบ้านเป็นเรื่องการล้มเหลวในการลงทุนของพ่อหรือเปล่า

โหย่วเผิง : ใช่ ก็คล้ายๆแบบนี้ ในตอนนั้นที่สภาพการณ์ทางครอบครัวไม่ค่อยดีนั้น สมาชิกครอบครัวสี่คนได้อยู่อาศัยคนละทิศละทาง ฉะนั้นก็ได้เกิดความรู้สึกว่า ตัวเองจะต้องแบบมันขึ้นมา เพราะว่าผมเป็นคนโตในครอบครัว จริงๆแล้วในตอนนั้นก็ตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ทางบริษัทในตอนนั้นก็จะพาผมไปในสถานีโทรทัศน์ หรือว่าไปค่ายละครต่างๆ ไปหาโอกาส

ญ : หากว่าโอกาสไม่เจอแล้วคุณจะเปลี่ยนไปเป็นผู้อยู่เบื้องหลังหรือเปล่า

โหย่วเผิง : ผมไม่เคยคิดในการเปลี่ยนอาชีพ ตอนนั้นผมรู้สึกว่าไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม จะไม่ล้มลงไป และในช่วงนั้นผมเองขอบคุณ "องค์หญิงกำมะลอ" เป็นอย่างยิ่ง คือช่วงเวลาที่ผะอืดผะอมนั้น ผมก็ได้เจอโอกาสนี้ มันไม่ให้ผมจบสิ้นหรือสิ้นสุดกับงานการแสดงในทันทีทันใด


ญ : คุณลองหยุดแล้วคิดนิดหนึ่ง คิดถึงความมุ่งปรารถนาครั้งแรก ลองคิดดูซิว่า ความมุ่งปรารถนาครั้งแรกตอนนั้นคืออะไร แล้วสิ่งที่ตัวเองจะแสวงหาคืออะไร

โหย่วเผิง : บางครั้งก็ลืมความมุ่งปรารถนาครั้งแรกไป ก็เริ่มจะมีว่าเพื่ออยากจะดัง อยากจะมีชื่อเสียงเพื่อชื่อเสียงแล้ว อยากจะหาเงิน ทำทุกอย่างก็เพื่อเงิน อยากจะไปยืนที่สูงเพื่อสิ่งนั้น คนอื่นอาจมองว่าคุณอยู่ที่สูงสุดแล้ว แต่ว่าในตอนนั้นคุณก็ไม่ได้เสพสุขกับมันหรอก คุณมองไม่เห็นมัน หลายคนเคยดูละครของผม บางคนชื่นชอบ บางคนมีน้ำตา ผมรู้สึกว่าสำหรับชีวิตของผมแล้วมันก็น่าจะถึงจุดสุดยอดแล้ว แต่ว่าภายหลังแล้วผมเองก็จะรู้สึกว่าปล่อยมันไปตามโชคชตาดีกว่า

บรรยาย จากประสบการณ์การแสดงขึ้นๆลงยี่สิบกว่าปีของเขา ทำให้โหย่วเผิงในวัยหนุ่มมากลายเป็นชายหนุ่มที่มากด้วยเสน่ห์อย่างเขาในวันนี้ เขาได้สัมผัสถึงความรุ่งโรจน์ของเสี่ยวหู่ตุ้ย และความดังขององค์หญิงกำมะลอ และได่ผ่านภาพยนตร์มามากมาย กาลเวลาที่อยู่ในวงการของเขาได้ทำให้เขาเรียนรู้ในการอยู่กับความอิสระ บัดนี้เรื่องการงานนั้นเขาเองก็จะไม่ไปเคร่งกับมันแต่เป็นการปล่อยวางไปตามชะตา อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นแฟนๆในอดีตหรือในปัจจุบันก็ยังปรารถนาที่จะให้ชีวิตของเขารุ่งโรจน์เหมือนเดิม


=== จบบริบูรณ์ ===

Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8809
    • ดูรายละเอียด
Re: 2008 Alec Su talks about 10year of HZGG
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2016, 10:34:47 AM »









Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8809
    • ดูรายละเอียด
Re: 2008 Alec Su talks about 10year of HZGG
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2016, 10:37:49 AM »









Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8809
    • ดูรายละเอียด
Re: 2008 Alec Su talks about 10year of HZGG
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2017, 10:40:50 AM »

Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8809
    • ดูรายละเอียด
Re: 2008 Alec Su talks about 10year of HZGG
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2017, 10:41:57 AM »