ผู้เขียน หัวข้อ: ความวิเศษสำหรับผู้หลงรักผู้ชายที่ชื่อว่า [ซูโหย่วเผิง]  (อ่าน 24353 ครั้ง)

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด

How long do you know “Su You Peng” ?
When did you fall in love to Su You Peng ?
Why do we have to fall in love to Alec, any good thing he has ?
How many good faith and trust he has, we are to be called as the fanclub which follow his news continuously for long long time.

The one who love him is able to answer the above question. But…..if you still don’t know him.

We will present his news step by step whatever you need to know. And you will be known that to find and discover the real stories and the activities of Alec Su is the superb(excellence) in your life.




คุณรู้จัก "ซูโหย่วเผิง" มานานแค่ไหน?

คุณหลงรัก SUYOUPENG ตั้งแต่เมื่อไหร่ ?

ทำไมพวกเราต้องมาหลงรัก ALEC เขามีดีอะไร?

เขามีแรงศรัทธามากแค่ไหนที่ให้พวกเราซึ่งเรียกว่า FC ติดตามเขาได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน

คนที่รักเขาเท่านั้นสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ แต่ถ้าคุณยังไม่รู้จักเขา

เราจะค่อยๆ......นำเสนอในสิ่งที่คุณอยากจะรู้

และคุณจะได้รู้ว่ามาพบ Alec Su เป็นสิ่งที่ "วิเศษ" ที่สุดในชีวิตของคุณ

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
ข้อความจากลายมือซูโหย่วเผิง ปี 1993

今天才发现有朋哥的字
http://tieba.baidu.com/p/3152269506
http://tieba.baidu.com/p/720919967?pn=12





ช่วงเวลานี้ ได้รับจดหมายจากผู้ปกครองและนักศึกษามัธยมปลายอย่างมากมาย หวังว่าผมได้เสนอเรื่องรักการเรียนหนังสือและวิธีเตรียมตัวเข้าร่วมสอบ ช่วงเวลาหนึ่ง ความรู้สึกตื้นตันที่ประมาณไม่ได้ผุดขึ้นมาจากใจ ซึ่งผมรู้สึกลึกๆว่าการเป็นนักแสดงคนหนึ่ง ไม่เพียงแต่ ทำเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ยังต้องทำเพื่อบุคคลที่เอาใจใส่ต่อตัวผมเป็นอันมากร่วมอยู่ด้วย

อายุ 15 ปีก่อนหน้านั้น ผมคือบุคคลธรรมดาๆคนหนึ่ง คนรู้จักตัวผมต่างเรียกผมว่า "ซูโหย่วเผิง" ก็คล้ายในสายตายทุกคนเหมือนพวกนักเรียนอยู่ภายใต้แรงกดดัน การเปิดภาคการเรียนเช่นเดียวกัน สวมแว่นสายตาสั้นอันหนาลึก แบกกระเป๋าเรียนอันแสนหนัก ได้วิ่งเต้นบากบั่นระหว่างครอบครัวโรงเรียนและห้องกวดวิชา วันอาทิตย์เป็นวันหยุดสัปดาห์คิดอยากออกไปข้างนอกดูหนัง ก็รู้สึกไม่สบายใจนัก เวลาหลังเลิกเรียนไปพร้อมกับพวกนักเรียนที่บนท้องถนนแถวห้องกวดวิชาซื้อเต้าฮวยกิน เดินไปพลางกินข้าวโพดไปพลางช่างมีความสุขเหลือเกิน

เวลานั้นในกระเป๋าของผมมีแต่พกเงินไม่กี่สตางค์เสมอ ก็ไม่มีใครคอยมามองผมนัก ผมอยู่อย่างอิสระมากเป็นตัวของตัวเองด้วย บัดนี้หวนคิดขึ้นมา เวลานั้นถึงแม้ว่าแบกภาระอันหนักหน่วงของแรงกดดันในการเปิดภาคการเรียน แต่มีชีวิตช่วงที่มาคงไม่เคยผ่านความรู้สึกที่มีอิสระมาก่อนเลย

สาธารณะรัฐประชาชนจีน ปี 77 เดือน 7 (ในปีนั้นก็จะมีอายุครบ 16 ปี) ได้รับการคัดเลือกและเป็นนักร้อง ภายใต้ วงเสี่ยวหุ่ยตุ้ย ยังไม่ทันดูให้ชัดเจนว่าความโอ่อ่าวิไลของวงการแสดงนี้ก็ถูกครอบด้วยชื่อเป็น "เสือน้องแสนเชื่อง" หลังจากนั้นการดำรงชีวิตของผมทุกอย่างก็เปลี่ยนเป็นสดใสขึ้นมาเลย






จนถึงวันนี้ อายุใกล้ครบ 20 ปี แท้จริงแล้วผมยังไม่สามารถยอมรับว่าเป็นบุคคลสาธารณะชนแล้ว ผมทำตัวเป็นคนเรียบง่ายมาตลอด ผมคือ "ซูโหย่วเผิง"

ในสายตารู้สึกดี รู้สึกเศร้า เช่นนี้เกือบจะคล้ายๆสิ้นบุญวาสนา ผมรู้สึกว่าคนมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แต่ละวันกำลังต้องเผชิญกับวิถีการเจริญเติบโตไปเพื่อสยบอุปสรรคอันมากมาย ไม่จำต้องนำเอาแรงกดดันที่ไม่จำเป็นเพิ่มในตัวของตนเองอีก มีเพื่อนๆมากมายเขียนจดหมายมาบอกผมว่า "ซูโหย่วเผิง เวลาคุณยิ้มบริสุทธิ์มาก สดใสมาก ดูคุณยิ้มช่างร่าเริงจริง ฉันรู้สึกร่างเริงตามไปด้วย" 

ตอนนี้ผมกำลังจะบอกทุกคนว่า ผมไม่เคยชินกับการเอาเรื่องราวเก็บไว้ในใจ พวกคุณมองดูผมยิ้มอยู่นั้นเป็นความจริงครับ ผมกำลังยิ้มอย่างร่าเริงทีเดียว

ผมเชื่อมั่นในกฎเกณฑ์ข้อหนึ่งว่า ทำเรื่องอะไรควรมีจิตสำนึกของตัวเองบ้าง

เมื่อต้องการเช่นนี้ การปฏิบัติโฆษณาชอบทำเอาทีมงาน พนักงานโมโหมากเสมอ(งงค่ะอ่านแล้วไม่เข้าใจ)  อะไรคือ "อารมณ์ควาย ปัญญาหมู ไม่สามารถอ้อมค้อม ล่วงเกินแก่ผู้อื่นโดยง่าย...." ข้อกล่าวหาต่างๆนานาเพิ่มอยู่บนศีรษะของผม ผมยังไม่ยินยอมปรองดองทำเรื่องบางอย่างที่หักหลังกฎเกณฑ์ต่อตัวเอง ตัวอย่างเช่นการพูดปด มีบางคนเห็นว่าสถานการณ์จำเป็นต้องกระทำแล้วก็ควรละเมด ผมยังเห็นว่าสักวันหนึ่งเมื่อพูดโกหกแล้ว ครั้งต่อไปจำเป็นต้องพูดปดอีกเพื่อปกปิดที่แล้วมา หากเป็นลักษณะวัฎจักรหมุนเวียนเช่นนี้ต่อไปอีก ยิ่งนานยิ่งสับสนวุ่นวายไม่รู้จักสิ้น ผมไม่ยินยอมนำตนเองไปสู่ความวุ่นวายเช่นนั้นแน่ เพราะเรื่องที่ทำไม่ได้ ผมยินดีละทิ้ง ก็จะไม่ต้องการทรยศต่อจิตสำนักตัวเอง

แต่ว่าการร้องเพลงเป็นสิ่งที่ผมไม่ยอมปล่อยละทิ้งได้

นั่นเป็นเพราะใจรักใจชอบของผม ที่ผมปฏิบัติกระทำอยู่ เหมือนกับการสืบทอดต่อเช่นเดียวกับผู้เป็นพ่อแม่ต้องการให้ลูกๆ มีความก้าวหน้าต่อการเรียนหนังสือ

ผมยอมเป็นบุคคลธรรมดาเช่นเดียวกับทุกคน เพื่อปล่อยอารมณ์ให้เต็มที่ ผมตามหาสาวงามธรรมดาที่มีความบริสุทธิ์ แต่ไม่ขอบังคับ (เป็นคำเปรียบเปรยค่ะ)

ผมชอบร้องเพลงและสร้างสรรค์ นั่นเป็นเพราะผมกับดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของการกระตือรือร้นเกินกว่าที่คิด อยู่ในห้องโถงดนตรี ผมไม่มีผูกมัดบังคับ ปล่อยวางอารมณ์ตัวเองให้จมอยู่ในก้นลึก

ผมมีทั้งญาติสนิทมิตรสหารที่รัก และมีที่รักเหมือนพี่น้อง แน่นอนตัวผมก็หวังว่ามีคนที่รักใคร่

ดนตรีเป็นของประจำชาติ ผมได้พบเจอดนตรีเหมือนกับทรรศนะชีวิตของผมเช่นเดียวกัน ไม่มีอะไรมาปิดบังซ่อนเร้นดีกว่านี้




ไม่ว่าเล่นบทชีวิตอะไรก็ตาม เช่น นักร้อง นักเรียน บุตรคนอื่น เวที โรงเรียน ครอบครัว ผมก็คือผมอยู่วันยังค่ำ

ได้เจอนักข่าวถามผมอยู่เสมอว่า (คุณในฐานะเป็นนักเรียนได้เข้าสู่วงการนักร้อง ระหว่างการเป็นนักเรียนและนักร้อง คุณจะผลัดเปลี่ยนทางใจได้อย่างไร)

แท้จริงแล้วผมไม่เคยพิจารณาปัญหานี้มาก่อนเลย

ผมรู้สึกว่าผมทำอะไรลงไปก็ตาม เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน ผมรู้จักผิดถูกชั่วดีต่อตัวเอง ไม่มีบทบาทอะไรในชีวิตที่จะผลัดเปลี่ยนเรื่องปัญหาหลงเหลืออยู่เลย

ทำเรื่องอะไรผมก็จะทุ่มเทการกระทำที่ดีที่สุด ขอเพียงแต่ผมคิดแล้วก็ตัดสินใจทำ

ผมเป็นคนชอบความจริงใจและบริสุทธิ์ใจ

แต่ความโอ่อ่าวิไลเป็นแค่ความฝันเท่านั้น เมื่อความโอ่อ่าวิไลเสื่อมลง ได้รอคอยถึงวันนั้น ผมจะเป็นบุคคลเหมือนที่คุณมองเห็นอยู่ในทุกวันนี้



Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด

ซูโหย่วเผิงสมัยเรียนเรียงความ

(เสียงดังเกินไปแล้ว หยุดเงียบครู่หนึ่งได้เปล่า ) ซูโหย่วเผิง

ผมชินกับเวลาเรียนต้องปิดหู อย่างนี้ แม้ว่าข้างนอกนั้นจะเสียงดังขนาดไหน ผมสามารถที่จะนิ่งสงบได้ ขณะที่นั่งลงแล้ว การหมุนปากกานั้นบางครั้งนานกว่าการเรียนเสียอีก เรียนหนังสือไปครึ่งเมื่อเจอข้อสงสัยไม่มีทางออกก็จะหมุนปากกา เมื่อสอบสอบไปครึ่งหนึ่งสอบไม่ได้แล้ว ก็เครียดจนหมุนปากกา คิดเรื่องต่างๆคิดไม่ออกแล้วก็จะหมุนปากกา เวลาเหม่อลอยก็จะหมุนปากกาหมุนปากกา ในบางเวลานั้นมันสามารถจะลดความเครียดลงได้

การหมุนปากกานั้นอาจไม่ใช่ความเคยชินในการเตรียมตัวเรียน แต่ว่าในสมัยนั้นนับได้ว่านักเรียนเกือบทั้งหมดนั้นก็หมุนปากกาเป็น มันสะท้อนให้เห็นว่าคนหมุนปากกาไม่เป็นนั้นถือว่าเชยมาก ตอนแรกนั้นเห็นคนอื่นหมุนเป็น ตัวเองไม่เป็น ก็รู้เลยว่าตัวเองจะต้องรีบๆในการฝึกฝนมัน ตอนใหม่ๆนั้นไม่ง่าย หมุนได้เพียงแค่ครึ่งรอบ ยิ่งกว่านั้นปากกายังตกลงพื้นประจำ ขณะที่ทุกคนตั้งใจทำข้อสอบหรืออ่านหนังสืออยู่นั้น เสียงของการหมุนปากกาที่ตกลงบนโต็ะนั้นได้ยินอย่างชัดเจน แต่ว่า มีเพื่อนนักเรียนบางคนก็เหมือนกับผมไม่ค่อยฝึกฝนจริงจังเท่าไรนัก เวลาเรียนเสียงปากกาตกบนโต๊ะนั้นทั้งของเขาของเราด้วย ตอนหลังฝึกจนชำนาญแล้ว สามารถหมุนจากหัวจรดปลาย จากปลายถึงหัว อย่างนี้เรียกว่าหนึ่งรอบ

เพื่อนนักเรียนที่มีฝีมือดีๆนั้นเก่งถึงนาดหมุนจากนิ้วกลางแล้วหมุนบนอากาศอีกสองรอบเลย อยู่ในที่หัวแม่มือกับนิ้วกลางนั้นยังเป็นหัวปากกา บางครั้งผมอยากจะฝึกให้มีลีลา อ่านหนังสือไปด้วย ทั้งยังใช้ใจทำสองอย่างในขณะเดียวกันคือหมุนปากกาไปด้วยครึ่งรอบ ตอนหลังเริ่มคล่องแล้ว เพียงแค่นั่งลง ไม่ว่าจะคิดอะไรอยู่ ก็ได้หมุนปากกาอย่างไม่รู้ตัวเลย ครึ่งหนึ่งอยู่ในศูนย์หนังสือ เค ทันใดนั้นรู้สึกเลยว่าอ่านหนังสือไม่จบแน่ อารมร์ไม่ดีขึ้นมา หมุนปากกาอย่างแรง เครียดเกินไป สองสามทีก็ตกบนโต๊ะแล้ว จนทำให้คนที่อ่านหนังสืออยู่ข้างๆวิ่งมาหาผม เสียงดังรบกวนเกินไปแล้วนะ หยุดได้ไหม? ในโรงเรียนนั้น นักเรียนก็นิยมในการหมุนหนังสือ หมุนหนังสืออ้างอิง

ความฮิตของการหมุนหนังสือนั้นเห็นกันอย่างทั่ว ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็มักจะเห็นนักเรียนรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อแข่งขันการหมุนหนังสือ พวกที่มีฝีมือนั้นก็สามรถเอาหนังสือเล่นใหญ่มาหมุนโชว์อย่างสวยงาม บางคนยังสามารถใช้นิ้วชี้หมุนก่อน หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นนิ้วกลาง นิ้วกลางแล้วเป็นนิ้วนาง จนจบที่นิ้วก้อย แล้วโยนขึ้นไป ตกลงมา แล้วรับ แล้วเริ่มจากนิ้วชี้อีก จะหมุนนานขนาดไหนก็ไม่ตก หน้าปกของหนังสือนั้นเหตุโดนนิ้วจี้หมุนประจำ ทำให้จุดโดนจี้ประจำนั้นกลายเป็นสีขาวไป นักเรียนบางคนยังเจาะรูในหน้าปกกลางหนังสือ บางคนเพื่อให้มีจุดรูแล้วจะหมุนได้นาน

พวกเรานอกจากเรียนหนังสือแล้วยังหาบรรยาการของการเรียนหนังสือ หาความสนุกเล็กน้อยๆอย่างนี้ มาเล่นอย่างไม่ต้องเสียอะไรมากไปเลย


(ผู้ชายไม่ร้องไห้ ) ซูโหย่วเผิง


ผมมักจะคลุ่นคิดตัวเองในสายตาของคุณครูและเพื่อนนักเรียน ในสภาพการณ์อย่างนั้น ความผิดลำบากใจของจิตใจนั้นมีมาก ยิ่งกว่านั้นเป็นเพื่อนนักเรียนต่างห้อง มักจะมีความเป็นศัตรูกับผม ตั้งแต่ประถมหนึ่งที่ผมพึ่งเข้ามา ก็จะได้ยินคำขู่มากมาย เช่นนักเรียนห้องนั้นบอกว่าจะตีต่อยผมในห้องน้ำ หรือว่าปาเป้า เขียนชื่อผมไว้ที่ผนังแล้วยิงเป้า ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ผมอับอาย จนถึงประถมสามก็ยังเป็นอย่างนี้อยู่ ผลการเรียนของผมก็ยังที่ขี้ปากของคนหลายคนอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ผมมีนิสัยอย่าง ใช้ชีวิตอยู่ในวงกลมของตัวเอง อยู่กับตัวเองปลอดภัยที่สุด เรื่องร้ายต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวผมนั้นล้วนไม่เกี่ยวข้องหรือกระทบผม จากหน้าโรงเรียนไปที่ห้องเรียนนั้น จะต้องเดินผ่านห้องเรียนคนอื่น ตลอดเวลานั้นผมได้เดินผ่านอย่างก้มหัว เดินริมๆทาง ไม่ไปสนใจคนที่อยุ่ในห้อง แม้แต่มองก็ไม่มอง หรืออาจพูดได้ว่า ผมนั้นปิดตัวเองหรือน้อยเนื้อต่ำใจ

ยิ่งกว่านั้นคืออยู่ต่อหน้าเพื่อนนักเรียนที่ไม่คุ้น แม้กระทั่งเดินก็ไม่กล้าจะเงยหน้ายึดอก นอกจากน้อยเนื้อต่ำใจแล้ว ยังมีความกลัวอยู่ด้วย สะท้อนให้เห็นว่าทุกคนทำร้ายผม ดูหมิ่นดูถูกตัวผมเข้ามัธยมแล้วผมก็ไม่ได้มีเพื่อนที่สนิทพิเศษอะไรมาก ห้องตัวเองก็ไม่มี ห้องอื่นคงไม่ต้องพูดถึง ให้โรงเรียนนั้น เพื่อนที่สนิทมากที่สุดก็แค่คนสองคน ล้วนรู้จักกันก่อนหน้าที่จีนแล้ว

คนอื่นๆ ไม่ว่าจะมีเจตนาร้ายหรือดี ทุกคนก็จะถูกผมตีหน้าเป็นผู้ไม่หวังดี ก่อนหน้าที่ผมจะชอบในการเล่นบาสนั้น ทุกครั้งก็จะรู้สึกว่าใจยิ่งเต้นยิ่งแรง ที่นั่นมีคนมากมายกำลังเล่นบาส ผมได้ก้มหัวลงในหูนั้นล้วนมีแต่เสียงคนกำลังแย่งลูกบาส กลัวมากที่เมื่อเงยหน้าแล้วเห็นสายตาที่ไม่รับแขก หรือว่าสายตาที่ขู่ ลูกบอลลูกหนึ่งลอยมา ทำให้ใบหน้าผมยุ่งมาก

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด

ซูโหย่วเผิง เด็กดีในวัยเด็กแต่กลับโดดเดี่ยว

ผมเกิดในวันเทศกาลไหว้พระจันทร์ปี 1973 วันเกิดของคุณแม่ก็วันไหว้พระจันทร์เหมือนกัน ฉะนั้นแม่ตั้งชื่อผมว่า เผิง เป็นตัวพระจันทร์สองตัวมารวมกัน แม่บอกว่าตอนผมเป็นทารกอยู่นั้นมักชอบร้องไห้ ตัวผมเองยุ่งมาก ท่านกลัวว่าหัวผมนอนจนเอียง เลยอุ้มผมทั้งวัน ให้ผมอยู่ในอ้อมอกของท่าน

คุณพ่อของผมเป็นนักธุรกิจ คุณแม่เมื่อจบการศึกษาแล้วก็มาเป็นครู ครอบครัวของผมนั้นในไต้หวันนับว่าเป็นครอบครัวขนาดเล็ก เหตุนี้หลังจากที่ผมเกิดแล้ว คุณแม่ไม่ได้ลาออกจากงานของตนเอง มีคุณย่าเป็นคนเลี้ยงผม มีครั้งหนึ่งเมื่อคุณย่าซักเสื้อผ้า ไม่ได้ยินเสียงร้องไห้ของผม จนน้ำตาไหลเข้าหู จนหูผมอักเสบ คุณแม่ห่วงผมมาก ต้องตัดสินใจโดยจำใจ ลาออกจากงาน ดูแลผมที่บ้าน อย่างไรก็ตามตอนที่คุณแม่ดูแลผมอยู่นั้นก็มีเรื่องเกิดขึ้น

มีครั้งหนึ่งคุณแม่ไปที่ตลาด หลังกลับจากตลาด ตามหาผมทุกซอกทุกมุมก็หาไม่เจอ สุดท้ายร้องเดินร้องไห้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจข้างบ้าน แล้วมาเจอกำลังนั่งกินไอศครีมอย่างอเร็ดอร่อย ตอนนั้นบ้านผมอยู่ชั้นสอง ผมไม่รู้ว่ามาอยู่ชั้นหนึ่งได้อย่างไร ได้เดินตามล่องน้ำมา และแล้วก็หลงทางไม่รู้ทางไหนเป็นทางไหน เมื่อตำรวจเห็นเข้า ตอนนั้นผมอายุยังเล็ก ทั้งยังไม่สามารถจะบอกบ้านของตังเองอยู่ไหน สุดท้ายก็พาผมมาอยู่ที่สถานีตำรวจ หลังจากเรียนแล้ว ผมมีนิสัยเสียๆอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือขี้เล่น อย่างที่สองคือชอบนอน

บ่อยครั้งที่ผมเล่นเหนื่อยแล้วก็จะฟุบนอนบนโต๊ะ ตอนนั้นแม่ก็สงสัยว่าผมเป็นพวกเด็กไฮเปอร์ ครูปกครองในสมัยเรียนนั้นจนถึงตอนนี้ยังจำผมได้เลย แต่ว่าในตอนนั้นการเรียนผมนั้นดีมากๆ มักจะอยู่อันดับที่หนึ่ง คุณครูชอบผมมาก ก็เลยให้ท้ายผม รวมทั้งตอนผมอยู่ประถมก็ได้รับรางวัลหลายอย่างด้วย เช่นการชนะการแข่งทักษะ การเขียนเรียงความ การพูดที่ประชุม เป็นการประกวดที่ผมมักจะเข้าร่วมด้วย ตอนนั้นผมเกลียดเพื่อนนักเรียนที่ลอกข้อสอบมากๆ เพราะผมนั้นได้ผลการเรียนที่ดีมาด้วยความขยันพากเพียร ก็ไม่ชอบที่จะให้พวกเขาได้คะแนนดีๆโดยการเอาเปรียบผมเช่นนี้ ฉะนั้นเมื่อผมเห็นหรือรู้ว่าคนไหนลอกข้อสอบแล้ว ก็จะฟ้องคุณครู จนทำให้เพื่อนนักเรียนเหล่านั้นไม่ชอบขี้หน้าผมเลย และแม้ว่าการเรียนผมจะดีมาก แต่ก็ไม่เคยได้เป็นหัวหน้าชั้นเลย


ตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่สองก็สายตาสั้น เมื่อถึงประถมห้าหก สายตาสั้นนั้นมันสั้นไปจนถึงห้าหกร้อยเลย นี่น่าจะมาจากพันธุกรรมเป็นหลัก คุณยายผมเป็นคนสายตาสั้น และลูกทั้งห้าคนของท่านก็เป็นด้วย

ตอนประถมนั้นผมได้นั่งแบบชายคนหญิงคน ผมก็จำหน้าตาของเพื่อนที่นั่งคู่กับผมไม่ได้แล้วล่ะ ตอนนั้นเราสองคนไม่ค่อยจะคุยกัน ตรงกลางโต๊ะนั้นเราได้ขีดเส้นแบ่งเขต ในตอนนั้นจำได้ว่าเทอชอบว่าผมว่าโง่ เหตุนี้เลยทำให้ผมไม่ชอบเขา เพียงแต่เมื่อเขาได้ข้ามเขตมาทางผม ผมก็จะใช้กล่องดินสอตีเขาการเรียนเขาไม่ดี ฉะนั้นทุกครั้งที่ทะเลาะกัน คุณครูจะว่าเขา เขาด่าผมว่าโง่ช่วงนั้นผมน่าจะไม่ค่อยรู้เรื่อง จำได้ว่าห้องน้ำในโรงเรียนของผมในสมัยนั้นติดอยู่กับทางเลี้ยวหักสอก ทุกครั้งที่ผมเข้าไปนั้นก็จะไปชนกำแพงหักสอกนั้น จนเป็นที่หัวเราะเยาะของเพื่อนๆ ยังดีที่ผมเป็นคนใจสู้ พวกเขาหัวเราะผมผมก็หน้าแดง เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ ด้วยเหตุนี้ตอนนั้นคนอื่นว่าผมโง่นั้นก็น่าจะมีเหตุผล

คนที่รักหวงผมที่สุดคือคุณแม่ ตอนเด็กนั้นคุณพ่อมักจะยุ่งกับงานมาก ตอนนี้คิดดูแล้วการจะเลี้ยงครอบครัวหนึ่งนั้นไม่ง่ายเลย ตอนเด็กผมเป็นคนดื้อ เมื่อแม่เอาผมไม่อยู่เลยฟ้องพ่อ คุณพ่อโมโหก็จะตีผม จนกระทั่งถึงมัธยมปลายผมยังโดนตีอยู่ ตอนนี้ไม่ตีแล้ว เพราะว่าท่านไม่เจอผมแล้ว ผมมักจะออกไปแสดงหนังข้างนอกบ่อยๆ ทั้งยุ่ง ทั้งงาน เมื่อไม่อยู่บ้านท่านเองกลับคิดถึงผม ท่านโทรมาหาผมประจำ เขียนจดหมาย ครั้งของการติดต่อระหว่างผมกับท่านนั้นยังเยอะกว่าน้องชายด้วยซ้ำไป

ตอนเด็กผมแทบจะไม่มีเพื่อน ไม่ว่าผมจะอยู่ที่บ้านของคุณย่าหรือคุณยายผมก็เป็นเด็กที่โตสุด ฉะนั้นตอนเด็กนั้นทั้งคุณอาคุณน้ามักจะรักหวงผมเป็นพิเศษ คุณอาเล็กจะเป็นพิเศษ จนถึงทุกวันนี้ยังเป็นผุ้เตียมเสื้อผ้า อาหารและหนังสือให้ผม หนังสือพิมพ์ หนังสือ รูปภาพ หนังทุกอย่างที่มีรูปผมนั้นเขาจะเก็บเอาไว้ เขาจิงจังกว่าแม่ผมเยอะ เหตุที่เขารักหวงผมเป็นพิเศษ เลยไม่ชอบให้ผมไปเล่นกับเด็กๆเหล่านั้น กลัวว่าเขาดูแลผมไม่ทั่วถึงกลัวผมจะเป็นอะไรไป

น้องชายผมอายุน้อยกว่าผมหกปี ตอนเขาเด็กๆนั้นทั้งผอมทั้งเล็ก เหมือนกับเป็นลูกลิงตัวหนึ่ง ตีกันก็สุ้ผมไม่ได้ แต่ตอนนี้เขาทั้งสูงทั้งใหญ่ ผมจะดูเขาต้องเงยหน้าขึ้นเลย หกปีเป็นห่างอายุที่ไม่ไกล้เลย พวกเราสองคนแต่ไหนแต่ไรก็พูดไม่เป็นภาษาเดียวกัน (คนละวัย) รวมทั้งน้องชายผมนั้นให้เกียรติผมมากๆ ผมก็ยิ่งที่จะระวังไม่อยากจะทำร้ายเขา เงินเดินครั้งแรกที่ได้รับ นอกจากซื้อแผ่นซีดีแล้ว ทั้งหมดผมยกให้กับน้องชายสุดที่รักของผม เขาดีใจมากๆ เจอใครก็จะพูดว่า “พี่ชายผมเป็นนักร้องแล้ว มีเงินใช้มากมาย” วัยเด็กของเขานั้นมักจะเล่นซ่อนหากับเด็กๆทางญาตเป็นประจำ ซ่อนหากัน เมื่อโตหน่อยก็เปลี่ยนมาเล่นฟุตบอล บาส โดยเหตุที่ผมอายุมากกว่าเยอะ ฉะนั้นสิ่งที่พวกเขาชอบเล่นนั้นมันไม่เป็นที่สนใจผมเลย


การเรียนเนอสรี่อนุบาลที่ใต้หวันนั้นไม่ใช่ว่าทุกคนต้องเรียน เรียนก็ได้ไม่เรียนก็ได้ อนุบาลนั้นผมเรียนแค่สองปีเอง อนุบาลแบ่งเป็นสามห้อง ชั้นเล็ก ชั้นกลาง ชั้นโต ผมเรียนชั้นเล็กหนึ่งปี ชั้นกลางเรียนได้สองวัน แล้วชั้นโตหนึ่งปี ยังไม่ทันได้รู้จักกับเพื่อนๆสักเท่าไรก็ต้องแยกไปเรียนอีกที่แล้ว

ประถมของทางไต้หวันนั้นเรียนหกปี โรงเรียนประถมห่างจากบ้านไกลมาก ทุกวันต้องนั่งรถประจำทางไปเรียน บางครั้งทางบ้านจะมารับผม แต่ไม่ซื้อขนมมาให้ผม แต่ว่าผมสามารถจะเลือกเอาเครื่องเขียนอะไรก็ได้ ตอนประถม โรงเรียนยังมีการจัดเดินทางไกลปีละครั้ง ที่ที่ไปบ่อยคือทะเล ตอนนั้นเหตุที่ไม่มีเพื่อน ฉะนั้นผมเลยเรียนรู้ในการสังเกตอย่างเงียบๆ ผมสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่ไปทะเลนั้นคุณครูมักจะกังวลมาก กลัวนักเรียนจะโดนคลื่นซัดไป ไม่หย่อนในการจัดระเบียบ ผมรู้สึกว่าพวกเขาเหนื่อยมากๆ จนทุกครั้งผมจะไปช่วยคุณครู ญาตผมรู้ข่าวนี้ ก็จะว่าผมชอบออกหน้าออกตา จนถึงทุกวันนี้ทั้งคุษอาคุณน้าก็ใช้เรื่องนี้มาล้อผมอยู่

เหตุที่ผมไม่มีเพื่อนก็น่าจะมาจากการที่ผมย้านโรงเรียนบ่อยๆ ตอนเด็กจนถึงมัธยมต้นก็ได้ย้านโรงเรียนอย่างไม่หยุด เมื่อย้ายบ้านหนึ่งครั้ง ก็ต้องย้ายโรงเรียนด้วย ทุกครั้งก็จะต้องพยายามในการที่จะปรับตัวกับสภาพแวดล้อม เหตุที่ผมเข้าสู่วงการบันเทิงนั้นก็เป็นอีกเหตุหนึ่งที่คุณแม่ผมเห็นว่าผมเป็นคนที่โดดเดี่ยว อยากจะให้ผมได้ไปขัดเกลานิสัยที่นั่น ตอนเด็กนั้นผมเองก็ไม่มีห้องส่วนตัว ได้นอนกับสองชายในเตียงเดียวกัน เสียงโกนของเขานั้นดังมาก รบกวนจนผมนอนไม่ได้ จนผมจำต้องมาอ่านหนังสือ เอาหลอดไฟเล็กๆหลอดหนึ่ง หาอะไรมาบังแสงของมัน ที่จริงไม่ต้องขนาดนั้นน้องก็คงไม่ตื่น เขานั้นนอนตายเลยแหล่ะ และผมเองก็ไม่รู้ตัวที่ทำอย่างนี้ ที่ของน้องชายนั้นกว้างมากๆ ก็มักจะมีเพื่อนๆได้เข้ามาในห้องนอนของผม คิดว่าเขากลัวจะมารบกวนเวลาของผม ตอนหลังผมรู้ว่า เพราะผมได้เป็นคนประกาสเยอะ เวลาของการกลับบ้านไม่เป็นเวลา ทั้งยังโลภในการเรียน ระเบียบของครอบครัวนั้นอาจเป็นเพราะผมทำให้วุ่นวายไป

ตอนวัยรุ่นแรกนั้นแน่นอนโดดเดี่ยว แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรที่ไม่ดี จริงๆแล้วชีวิตของแต่ละคนนั้นก็ล้วนก็มีเป้าหมายที่จะมุ่งไป ผมรู้สึกว่าชั่วชีวิตเพียงแต่มีญาตพี่น้องได้อยู่เคียงข้างก็เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่แล้วหล่ะ

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด

คุณแม่ที่ดีของผม โรงเรียนที่ดีของผม

พฤศจิกายน 2005

ในสมาชิกครอบครัว ความสัมพันธ์ผมกับท่านนั้นแน่นแฟ้นที่สุด นี่อาจเกี่ยวกับวันเกิดผมกับคุณแม่นั้นเป็นวันเดียวกัน ช่วงวัยเด็ก ผมก็มีความนิยมชมชอบกับดนตรีเป็นอย่างยิ่ง คุณแม่ได้พูดกับคุณพ่อที่จะให้ผมไปสมัครเรียนเปียโน ยังสั่งทำเปียโนให้ผมอีกต่างหาก หลายปีให้หลัง สายตาแห่งความหวังของคุณแม่ที่รอคอยนั้น ผมได้เดินเข้าสู่เส้นทางแห่งดนตรีอย่างเป็นทางการ

ปี 1989 ช่วงซัมเมอร์ของการจบมัธยมต้น ผมได้เข้าสู่ “เสี่ยวหู่ตุ้ย”กลุ่มขวัญใจวัยรุ่นชาย ได้ออกอัลบั้มแรกของตัวเอง (เซียวเหยาอิ๋ว) ทั้งยังได้ออกคอนเสิร์ตกว่ายี่สิบครั้ง ตอนนั้น ความรู้สึกของผมในตอนนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นทั้งตัว ดีใจ ทั้งภาคภูมิใจ

รอถึงเวลาของช่วงปิดเทอม ม.4 ได้เริ่มขึ้นแล้ว ใจของผมนั้นทำอย่างไรก็ไม่สามารถให้กลับสู่การเรียนได้ ผลการเรียนต่ำลง บอกให้รู้ว่า ผลการเรียนช่วงมัธยมต้นของผมนั้นอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ความกลัดกลุ้ม เบื่อหน่ายและท้อแท้มันวนเวียนอยู่รอบๆตัวผม คุณแม่เห็นสภาพดังกล่าว สุดที่จะเจ็บปวด ได้หาเพื่อนนักเรียนที่อยู่ข้างบ้านของผมอย่างเงียบๆ ขอร้องให้เขาช่วยผมในการที่จะทำการบ้านอ่านหนังสือกับผม หลังจากนี้ ทุกครั้งที่กลับจากการติวก็ย่างเข้าสี่ทุ่มแล้ว อาบน้ำอาบท่าแล้วไปที่บ้านของเพื่อนก็ประมาณห้าทุ่มแล้ว อ่านหนังสือได้ชั่วโมงเดียวก็เที่ยงคืนแล้ว เวลานั้น คุณแม่ได้รอผมที่ใต้ถุน การเดินทางไปกลับนั้นล้วนเป็นท่านเองที่ขับมอเตอร์ไซส่งผม

หลังจากที่ทำอย่างนี้ได้ช่วงหนึ่ง ผลการเรียนของผมก็ไม่เห็นว่าจะดีขึ้น ผมคิดอยากจะทอดทิ้งมัน วันหนึ่ง ผมไม่อยากจะไปทำการบ้านที่บ้านเพื่อนแล้ว ได้นอนโทรมอยู่ที่โซฟาอย่างอ่อนแรง ได้เปิดทีวีและมองไปอย่างเหม่อลอย ทันใดนั้นก็มีน้ำตาออกมาโดยไม่รู้เหตุ หลังจากนั้นได้คล้อยตามอารมณ์ร้องไห้ปล่อยโฮออกมา

คุณแม่รีบเดินมาโอบไหลผม ปลอบใจผม “อาเผิง เมื่อเกียรติทุกอย่างได้กลายเป็นความกดดันนั้น ลูกยิ่งต้องเข้มแข็ง แฟนเพลงคงไม่ชอบ “ไกวๆหู่” ที่ขี้ร้องไห้

จากคำพูดนี้หนุนใจที่ไม่ขาดสายของคุณแม่นั้น สุดท้ายทำให้ผมเข้าใจว่าอย่าไปยอมแพ้ให้กับความลำบากง่ายเกินไป จากนั้น ได้ผ่านความพยายามที่ไม่ท้อไม่ถอยมาสองปี ผมสอบเข้ามหาลัยไต้หวันได้อย่างสมหวัง ในตอนนั้น ผมได้เข้าสู่ บริษัทแห่งใหม่ การงาน การเรียน เรื่องเพลงก็ได้ก้าวหน้าขึ้น ขณะที่การงานผมไปได้ดีนั้น คุณแม่กลับรู้สึกไม่สบายใจ หลังที่ผมกับน้องชายคลอดนั้น คุณแม่ก็ได้ลาออกจากการสอนหนังสือซึ่งเป็นงานที่ท่านรักมาก ได้เป็นคุณแม่เต็มเวลา แต่เพราะนิสัยที่เด็ดเดี่ยวอย่างท่านนั้นไม่ยอมที่จะแบมือขอเงินกับคุณพ่อ นี่ทำให้ท่านลำบากมากๆ และแล้ว 40 ปีแล้ว คุณแม่ได้กลับไปสอนหนังสืออีกครั้งหนึ่ง ด้วยเหตุของวัย ทำให้คุณแม่ทำงานอย่างลำบาก ผมในตอนนั้นก็รู้เรื่องแล้ว ห้ามคุณแม่ว่าอย่าไปทำอีกเลย ผมจะหาเงินเลี้ยงท่านเอง คุณแม่หัวเราะอย่างปลื้มใจว่า “ลูกยังเป็นเด็กอยู่ แม่เองไม่อยากให้เป็นภาระของลูก” เมื่อผมได้ฟังแล้วทำให้รู้สึกตื่นตันใจเป็นอย่างยิ่ง

หลังจากนั้น ผมได้เข้าสู่วงการหนังสำเร็จ หนังแต่ละเรื่องนั้นได้ผลักดันให้ชีวิตผมมีตำแหน่ง ตอนนี้เรื่องการเรียนกับงานการแสดงนั้นได้มีความขัดแย้งอย่างรุนแรงอีกครั้ง จะแก้ไขอย่างไรดี ได้กลายเป็นปัญหาที่หนักที่สุดในเวลานั้นของผม คุณแม่ดูออกว่า ผมนั้นรักและไม่อยากจะทิ้งการแสดง ท่านได้แตะที่ไหล่ผมบอกว่า “ถ้าหากชอบจริงๆก็ไปทำเลย ชีวิตคนเราขอเพียงพยายามก็จะไม่เสียใจภายหลัง”

กระทั่ง  ในปีนั้นผมได้ลาออกจากมหาลัยไต้หวัน แต่ว่าหลังออกจากการเรียนแล้ว การงานก็ไม่ได้ราบรื่น อย่างแรกคือการจำหน่ายของอัลบั้มเพลงชุดใหม่นั้นยอดขายตกต่ำลง ต่อจากนั้น ร้านชาไข่มุกที่ผมลงทุนนั้นปิดลงเพราะผู้จัดการร้ายไม่สัตย์ซื่อ ทั้งหุ้นก็ต้องชดใช้ และร้ายแรงที่สุดคือ คุณพ่อก็ตกงานในช่วงเวลาเดียวกันอีกด้วย

จากการกลัดกลุ้มของจิตใจ ในช่วงนั้นผมได้ขับรถออกไปอย่างไร้เป้าหมาย สุดท้ายโดยคนอื่นชนเข้าที่สะพ้านหนันเจี้ย  ยิ่งกว่านั้นเดือนเดียวโดนชนตั้งสองครั้ง คุณแม่ทนไม่ไหวแล้ว ท่านได้ตำหนิผมว่าอย่าหมดอาลัยตายอยากอีกต่อไป ผมได้ร้องไห้ระบายกับคุณแม่ ขณะที่ผมได้หยุดย่างก้าวของผมเพื่อมาตรวจสอบคุณค่าของตัวเองนั้น พึ่งรู้สึกว่านอกจากการแสดงแล้ว ตัวเองไม่มีความสามารถทำอย่างอื่นได้เลย หนทางอนาคตตัวเองอยู่ที่ไหน แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้เลย

>> คืนนั้น คุณแม่ได้กอดผมอยู่ในอ้อมอก ได้เล่าถึงความตอนเด็กของผมให้ผมฟังอย่างอดทน “อาเผิง ตอนที่ลูกคลอดออกมานั้นเสียงลูกกับคนอื่นก็ไม่เหมือนกันแล้ว เสียงดังทั้งยังเป็นจังหวะ ตอนนั้นแม่เองก็รู้สึกว่าลูกพิเศษ” หนึ่งขวบขณะที่หยิบจัดนั้น เพียงแค่มือเดียวก็จับเปียโนเล่นของเล่นได้แล้ว ฉะนั้นฟันธงไปเลยว่าชีวิตนี้จะต้องร้องเพลง....” <<

ขณะที่ชีวิตล้มลุกครุกคานอยู่นั้น คุณแม่ได้ประคับประคองตัวผมและครอบครัว สุดท้าย ผมพิชิตน้ำตา ได้ปีนออกมาจากก้นเหวของชีวิต

ปี 1997  ผมถูกคัดเลือกให้เล่นหนัง (องค์หญิงกำมะลอ) ได้รับบทเป็นองค์ชายห้า  จากการที่หนังได้ออกอากาศบ่อยๆ ชั่วพริบตาเดียว ผมได้มีแฟนหนังกว่าหมื่นคน ช่อดอกไม้กับเสียปรบมือที่ห่างเหินไปจากผมเป็นเวลานานวันนั้นได้กลับเข้ามาสู่ชีวิตผมอีกครั้ง จนทำให้ผมรูสึกดีใจทั้งน้ำตาหลายครั้งหลายคราว วินาทีนั้น ผมรู้ว่า เป็นวาสนาที่ท่านได้นำมาให้กับผมอย่างลับๆ

ขณะที่หวนคิดถึงเวลาที่ลำบากที่สุดนั้น สมาชิกครอบครัวผมทั้งสี่คนนั้นได้พักอยู่กันคนละทิศคนละทาง ก็เพื่อสะดวกกับความเป็นอยู่ของชีวิต สิ่งนี้ก็นำบรรยากาศความแตกแยกของครอบครัวมาโดยไม่รู้ตัว ตอนนั้น ในใจก็มีความหวังใจอยู่ว่า จะซื้อบ้านที่สวยงามให้กับคุณพ่อคุณแม่สักหลัง หลังจากนั้นสามปีความตั้งใจนี้ก็ได้สำเร็จ ผมได้ซื้อบ้านให้คุณพ่อคุณแม่ จำได้ว่าวินาทีที่ผมเอากุญแจบ้านยื่นให้กับท่าน คุณพ่อคุณแม่นั้นได้อ้าปากจนพูดไม่ออก จากความพยายามของผมนั้น ท่านทั้งสองก็ได้มีความรักความอบอุ่นอย่างเมื่อก่อนอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ ผมได้สอนคุณแม่หัดใช้เอ็ม(MSN) ในการคุยกัน ถ้าเป็นนี้ แม้ตัวผมเองจะอยู่ข้างนอกก็สามารถเห็นใบหน้าที่ยิ้มแย้มของคุณแม่ผ่านทางเอ็ม (M) วันแม่ของปีนี้ ผมได้ส่งการ์ดวันแม่ที่ผมทำเองให้แด่ท่าน ข้างในรูปที่ผมวาดนั้น คุณแม่ได้นั่นอยู่บนดอกไม้ดั่งทะเล มีใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความสุขมองไปข้างหน้า ในการ์ดนั้นผมได้เขียนข้อความว่า คุณแม่ที่ดีเสมือนโรงเรียนที่ดีแห่งหนึ่ง ขอบพระคุณคุณแม่ที่สอนผมให้รู้จักชีวิตที่มีความหมายและชีวิตที่ต้องอดทนต่อสู้

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด

โหย่วเผิง :ไหล่ของคุณแม่ดังภูเขา


พี่เลี้ยง”(หมายถึงทั้งให้เกิดให้การดูแลและปรึกษา) คุณแม่ให้รักที่ไร้พรมแดนแก่ผม

คนล้วยพูดว่า “แม่ลูกใจเดียว” แม้วันเกิดของผมก็ยังตรงกับคุณแม่ นี่เป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดา แต่ว่า เหตุเพราะการงานนั้น น้อยมากที่ผมกับคุณแม่จัดงานวันเกิดด้วยกัน นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมเสียใจ

คุณแม่ผมเป็นคุณครู แต่ท่านก็ไม่เหมือคุณแม่ที่เป็นคุณครูอย่างนั้น เข้มงวดกวดขันกับลูกทุกเวลา แต่เด็กท่านก็ให้อิสระกับผมกับการก้าวเดินในสิ่งที่ผมฝันไว้ ไม่เคยที่จะตีกรอบให้กฏผม ไม่สร้างความกดดันแก่ผม จำได้ตอนเรียนประถม เพื่อนนักเรียนหลังเลิกเรียนต่างล้วนรีบกลับบ้านไปทำการบ้านอ่านหนังสือ แต่ผมชอบดูทีวี ทุกวันทำการบ้านเสร็จที่โรงเรียนแล้ว กลับบ้านสิ่งแรกที่ทำก็คือเปิดทีวี ไม่ว่าหนังกาตูนร์ หนังเป็นตอนๆผมล้วนชอบทั้งนั้น ทั้งดูไปด้วยทั้งแสดงตามไปด้วยบนเตียงให้คนในบ้านดู ทุกครั้งที่ถึงเวลานี้ คุณแม่จะหยุดทำงานในมือ ให้รอยยิ้มที่มั่นใจแก่ผม ฉะนั้นพูดได้ว่า เทนิคการแสดงผมนั้นได้ผ่านการฝึกฝนจากในบ้าน สิ่งนี้อาจเป็นหนึ่งเดียวในโลกที่มีอย่างนี้

ตั้งแต่เล็กจนโต ผมก็เป็นคนหนึ่งที่มีจุดยืน(มีความคิดของตนเอง) แต่ทุกเรื่องผมก็จะได้รับการเห็นชอบจากคุณแม่แล้วค่อยไปทำ เพราะผมให้เกียติกับความคิดของคุณแม่ ฉะนั้น ผมก็รู้สึกว่า การเป็นแม่นั้นก็เหนื่อยนะ นอกจากจะดูแลการเป็นอยู่แต่ละวันของลูกให้ดีแล้ว ยังต้องพูดคุยเข้าใจถึงความคิดของลูกบ่อยๆด้วย แก้ไขปัญหา ลำบากไม่น้อยเลย แต่คุณแม่บอกว่า “ในวงการนั้นมีผู้คนทุกรูปแบบ มันทำให้เรากลายเป็นคนอารมณ์หุนหัน ในการงานของคุณนั้นมีคุณเพียงคนเดียว มีเรื่องราวที่อันอั้นอยู่ในใจมากมายที่ไม่มีผู้ให้ระบาย มีไม่กี่คนที่เป็นมิตรที่สามารถไว้วางใจได้ ไม่มีแฟน เรื่องเหล่านี้สามารถบอกกับแม่เท่านั้น คุณแม่ก็จะเป็นแม่นมที่ให้รักอย่างไรพรมแดน

คุณแม่นั้นรักในงานของท่านมาตลอด แม้ว่าตอนหลังผมมีกำลังทรัพย์สามารถที่จะเลี้ยงดูท่าน ท่านก็ไม่อยากที่จะวางงานสอน ระยะเวลานานที่ผมออกจากบ้านไปถ่ายหนัง ไม่สามารถจะกลับบ้านได้ ท่านเองก็เป็นห่วงเป็นใยฉันตลอดเวลา ห่วงสุขภาพของผม และยังห่วงปัญหาส่วนตัวผมอีกด้วย ตอนนั้นท่านพูดบ่อยๆว่า “ ถึงแม้ฉันไม่สามารถจะอยู่เคียงข้างดูแลคุณทุกวัน คุณจะต้องหาแฟนสักคนคอยอยู่เคียงข้างดูแลคุณนะ” ตอนหนัง ท่านได้มาเยี่ยมห้องนอนในกองถ่ายบ่อยๆ ก็เริ่มรู้ว่าการหลับนอนของผมไม่เป็นเวลาเลย กินข้าวนอนหลับก็ไม่กำหนดเวลา ยิ่งไม่มีเวลาหาแฟน หลังจากที่คิดไตร่ตรองแล้ว ท่านได้สละเวลาที่หลังเกษียรต้องพักผ่อนอยู่ที่บ้านอย่างสบาย เพื่อดูแลผมอยู่ข้างๆอย่างพี่เลี้ยง ผมไปที่ไหนท่านไปที่นั่น ท่านได้เป็นพี่เลี้ยงคุณแม่ที่ให้ความรักการดูแลอย่างไร้พรมแดน คุณแม่เก่งมาก นอกจากทุกวันได้ทำอาการบำรุงและน้ำหวานที่มีรูปแบบแตกต่างกันไปให้ผมทานแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือได้เป็นหมอทางจิตใจของผมด้วย ได้บรรเทาความกลุ้มในใจมากมาย มีการช่วยเหลือและการสนับสนุนของท่านแล้ว ทุกอย่างที่ผมทำนั้นมีกำลังทำเพิ่มขึ้นกว่าก่อนสองเท่า คุณแม่ที่หลั่งน้ำตานั้นได้ร่วมทุกข์กับผมด้วยกัน

จบ ม.สามปีนั้นที่ปิดภาคฤดูร้อย ผมเป็นคนแรกที่ได้เข้าร่วมวงขวัญใจผู้ชายไต้หวัน “เสี่ยวหู่ตุ้ย” ได้จัดจำหน่ายอัลบั๊มชุดแรก(เซียวเหยาอี๋ว)ของวง ได้จัดทำคอร์ดเสริดโฆษณาถึงยี่สิบครั้ง แม้งานที่ทำมันหนักมาก แต่ก็สามารถไปเที่ยวได้ทุกที่ ก็ยังได้รับการต้อนรับจากผู้คนมากมาย รู้สึกว่าตัวเองกำลังลอยอยู่บนเมฆอะไรอย่างนั้น เวลานี้การเรียนของม.สี่ได้เริ่มแล้ว กระจิตกระใจของผมยังไม่สามารถให้มันกลับมาสู่สภาพเดิมเลย

ตอนมัธยมต้นการบ้านผมไม่มีปัญหาเลยดีมาก แต่เมื่อถึงมัธยมปลาย ผมยิ่งอยู่ก็ยิ่งรู้สึกว่าจนกระทั่งจวนจะสอบแล้วก็ยังเตรียมตัวไม่พร้อมยังเกิดความสับสนวุ่นวาย ฉะนั้น ตอน “เสี่ยวหู่ตุ้ย”บันทึกอัลบั้มชุดทีสอง(หนันไหปู้คู)แล้ว ทางบริษัทก็ได้ประกาศออกไปว่าต่อไปการออกคอร์นเสริดจะพยายามไม่ให้กระทบกระเทือนถึงการเรียนของพวกเรา “ไกวๆหู่”จะสอบปลายภาคแล้ว ฉะนั้นพวกเขาเพียงแต่ใช้เวลาช่วงปิดเทอม1และ2มาดำเนินงาน

ปิดเทอมสัมเมอร์ก่อนขึ้น ม.หก ผมได้รู้จักเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่ข้างบ้านผม จากการที่พวกเราพักอยู่ใกล้กัน นิสัยก็เข้ากันได้ ก็ค่อยๆเริ่มสร้างนิสัยที่ชอบไปอ่านหนังสือทำการบ้านบ้านเขา ทุกวันหลังจากเลิกจากการเรียนพิเศษก็สี่ทุ่มแล้ว อานน้ำแล้วไปบ้านเขาก็ห้าทุ่มแล้ว ก็อ่านหนังสืออีกประมาณครึ่งหรือหนึ่งชั่วโมง บ้านเขากับบ้านผมห่างกันแค่สิบห้านาที ทุกครั้งก็เป็นคุณแม่ที่ขับมอเตอร์ไซน์ไปส่งผม

มีครั้งหนึ่ง ที่จริงนัดกันว่าจะไปอ่านหนังสือที่บ้านเขา แต่อารมณ์ผมได้ค่อยดี คุณแม่ก็ส่งผมไปที่หน้าบ้านของเขา ร้องอย่างเสียงดังๆว่า “คืนนี้พวกคุณก็จะไม่อ่านหนังสือด้วยกันแล้ว” ตอนกลับบ้าน คุณแม่ที่ละเอียดอ่อนได้ซื้ออาหารเค็มและเหล้า คนในบ้านก็กำลังนั่งอยู่ในห้องรับแขก หดตัวนอนบนโซฟายาว สมองเต็มไปด้วยความสับสน ตาที่จ้องไปที่ทีวีอย่างเบรอๆ คนในบ้านพยายามพูดคุยกับผม น้อยชายยังคุยถึงกาตูนร์ที่ผมชื่นชอบ แต่ผมกลับฟังอะไรไม่เข้าเลย จิกเหล้าด้วยความทุกข์จิกสองจิก แล้วได้ฟุบบนโต๊ะชาสะอึกสะอึน (ร้องไห้) จากนั้นได้ปล่อยโฮบนโซฟา คุณแม่ได้ก้าวมาอย่างไม่รีรอ โดยไม่ได้พูดอะไรเลย เพียงแต่ทำอย่างตอนเด็ก กอดผมอยู่ในอกอย่างแน่นๆ ฟังผมพูดไปด้วยร้องไปด้วย “ทุกข์จังเลย ทุกข์จังเลย อยากตายจัง” น้ำตาของท่านได้ไหลออกมา สั่นไปทั่วตัวที่รับความทุกข์ร่วมกับผม

เมื่อความสง่าต่างๆกลับกลายเป็นความเครียด แม้กระทั่งคุณแม่ก็ยังเริ่มคิดแล้วว่าก่อนนั้นที่ให้ผมเข้าสู่วง “เสี่ยวหู่ตุ้ย”นั้นมันถูกหรือผิดเนี่ย ที่จริงตอนเข้าวง “เสี่ยวหู่ตุ้ย” คุณแม่มีความคิดอีกอย่าง ตอนมัธยมต้นประสบการณ์ทางสังคมผมยังอ่อนหัก มนุษย์สัมพันธ์ก็ไม่ดี เก็บกด ฉะนั้นให้ผมไปลองทำดู ไปฝึกฝนขัดเกลาสักหน่อยก็ไม่เลวเหมือนกัน แต่ตอนนี้ยังต้องผจญกับการสอบ ไม่รู้ผลสุดท้ายจะออกแดงหรือดำก็ไม่รู้

ถึงแม้ตอนนั้นร้องไห้เดี๋ยวก็ผ่านไป พรุ่งนี้เช้าตื่นขึ้นมาก็จะเป็นชายชาตรี แต่ไม่ว่าอย่างไร การร้องไห้อย่างเจ็บปวดครั้งนี้ทำให้ผมฝังใจมาก กระทั่งตัวเองยังตกใจตัวเองเลย จนกระทั่งถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่กล้าถามถามคุณแม่เลยว่าตนนั้นผมมีสภาพเป็นอย่างไร การสะเทือนทั้งกายใจของท่านนั้นมันมากกว่าผมอีก ตอนนี้คิดๆไปแล้ว ผมโชคดีมากๆ มีคุณแม่ที่ดีอย่างนี้ เข้มเข็งแต่ตันจนจบ เคียงข้างผมตลอด ให้การโอบกอดที่อบอุ่นแก่ผมตลอดไป




คุณแม่ที่ดีนั้นล้วนฝึกฝนทีละนิด


คุณแม่ที่จริงเป็นชื่อหนึ่งของครูตัวหนังสือของชาติ เพราะการเกิดของผมกับน้อยชาย แต่ได้ลาออกจากการงานมาดูแลลูกๆ หลังผมเรียนมหาลัย ท่านไม่อยากจะแบมือขอเงินกับพ่ออย่างเดียว แต่ได้เรียนหนังสือใหม่และเข้าสอบ กับวัยในตอนนั้นสี่สิบแล้ว ออกจากครอบครัวไปเป็นคุณครูอีกครั้งมันเป็นสิ่งที่มไม่ง่ายเลย

ความสัมพันธ์ของคุณพ่อกับคุณแม่นั้นไม่ดีมาตลอด ฉะนั้นท่านคิดจะหาเงินด้วยตัวเอง พยายามยื่นอยู่ด้วยลำแข้งของตัวเอง แต่ว่าแรงกำลังตัวคนเดียวนั้นมีจำกัด น้องชายต้องเรียนหนังสือ คุณพ่อกลับใช้เงินส่วนใหญ่ในบ้านจนหมด เรื่องนี้พัวพันไปหลายปัญหา ยุ่งเหยิงมาก ในตอนนั้นก็อาจเป็นเพราะตัวเองที่ไม่โตเป็นผู้ใหญ่และอารมณ์ร้อน ชีวิตและการงานก็ได้เกิดปัญหามากมาย จนมันโตเติบจนหลังสุด ครอบครัวพวกเรามีสี่คนก็ต่างคนต่างอยู่ จนในที่สุดความรู้สึกก็แตกเป็นชิ้นๆ

แต่ว่า คุณแม่ไม่ได้บนเพราะเหตุเรื่องเหล่านี้สักนิด ท่านเพียงแต่พยายามพูดจาให้ความสัมพันธ์ของพี่น้องเราให้ดีขึ้น ไม่ให้ผมบ่นต่อพ่อ ให้ใจผมสงบในการถ่ายหนัง ตัวเองกลับรับเอาความกดดันจากเรื่องต่างๆไว้ เมื่อท่านได้ออกมาทำงานใหม่อีกครั้งนั้น เมื่อเทียบกับครูที่มีอายุน้อยกว่าแล้ว ท่านเองก็มีอายุแล้วเหมือนกัน ทำงานอย่างลำบากจริงๆ ผมบอกว่าจะให้เงินแก่ท่าน ไม่ต้องไปสอนหนังสืออีกต่อไป ท่านกลับบอกว่าผมหางานได้มาก้ไม่ง่ายนะ ไม่อยากให้ผมมีภาระหนักกว่านี้ ผมฟังแล้วรู้สึกตื้นตันใจมาก


ที่จริง ผมคิดอยู่บ่อยๆ ผู้หญิงที่สามารถเป็นคุณแม่ได้นั้นล้วนไม่ได้ง่ายอย่างปอกกล้วยเข้าปาก เป็นไปไม่ได้ว่าแค่มีความสองสามอย่างก็สามารถได้ชื่อนี้ (คุณแม่ที่ดี) ท่านทั้งกลายได้ผ่านประสบการณ์ทดสอบร้อยแปดพันเก้า ได้ลิ้มลองทั้งรสเผ็ดเปรี้ยวหวานขม กว่าจะได้ต้องขัดเกลาที่ละเล็กที่ละน้อย เพียงแต่ให้พวกท่านมีจิตใจที่มานะและรักทะนุถนอมลูกของตัวเอง ก็สามารถเป็นคุณแม่ที่ยิ่งใหญ่ได้

คุณแม่ผู้มานะดึงชีวิตผมออกจากก้นเหว

ผมลาออกจากมหาลัยไทต้าแล้ว การงานก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ดิด ได้หยุดเดินและมองดูมูลค่าของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ทันใดรู้สึกว่าตัวเองแม้เงินฝากในธนาคารก็ยังไม่มีเลย เหลือเพียงบ้านหลังที่ที่ยังต้องให้หนี้อยู่(ผ่อน) นอกจากเล่นละครเป็นแล้ว ผมไม่มีความสามารถในการทำงานอย่างอื่นเลย หนทางอนาคตข้างหน้าอยู่ที่ไหนตัวเองก็ยังไม่รู้เลย

ถึงว่าเรื่องที่ต้องตกอับที่สุดของผมยังอยู่ภายหลัง สองปีถัดไปของผม ผมต้องเผชิญกับการสาหัสที่ไม่สามารถจะเหลียกเลี่ยงได้ ร้ายชาแดงที่ผมลงทุนไปนั้นเพราะการไม่ซื่อของผู้จัดการจึงต้องปิดไป ชดใช้เงินให้หุ้นจนหมดตัว ยอดขายอัลบั้มตก ยังต้องเจอกับคุณพ่อที่ตกงาน น้องชายที่ยังเรียนอยู่ ทั้งบ้านหวังพึ่งแต่เงินเดือนที่แม่สอนหนังสือเลี้ยงชีพ



มันยิ่งกว่าหนีเสือปะเจระเข้ แม้กระทั่งผมได้ขับรถด้วยความระมัดระวังแต่ยังโดนชนบนสะพานสูงจนได้ เดือนหนึ่งยังชนตั้งสองครั้ง ทุกเรื่องจะเกิดขึ้นในเวลานั้น จนทำให้ผมไม่มีความมั่นใจต่ออนาคตของผมเลยสักนิด แต่ว่าในขณะที่ชีวิตที่ล้มลุกคลุกคลานของผมนั้นคุณแม่ไม่ได้ตำหนิผมสักคำ ตลอดทางที่ผมเดินมา ต้องขอบพระคุณท่านมากที่อภัยให้และสนับสนุนผม

คุณแม่นั้นมานะอดทนมาก ตอนนั้นท่านต้องประคับประคองค่าใช้จ่ายของครอบครัว และยังไม่ลืมที่จะให้กำลังใจผมที่จะพัฒนาดำเนินตามสิ่งที่ผมชอบต่อไป ใจท่านเจ็บปวดที่เมื่อก่อนผมเคยดัง ไม่อยากเห็นผมจบลงอย่างนี้ ท่านเข้าใจถึงชีวิตระหกระเหิงและความปราถนาของผม ให้อ้อมอกที่อบอุ่นนุ่มนวลมาพยุงลูกที่ตกไปในเหวนั้น

พวกเราไม่เพียงแต่จะเป็นแม่ลูก ยังเป็นครูศิษย์คู่หนึ่ง ยิ่งกว่านั้นยังเป็นเพื่อนที่ดีด้วย ท่านได้ร่วมร้องไห้กับผม ฟังผมระบาย อดทนต่อนิสัยกล่าวกับผม เสียงร้องไห้ตอนคลองผมนั้นก็ไม่เหมือนใครแล้ว มันดังมากอย่างมีจังหวะ ขณะทีผมจับโน่นจับนี่ บนพื้นเต็มไปด้วยลูกอมขนม หนังสือต่างๆ เสื้อผ้าของเล่นต่างๆ ผมจับของเล่นเปียร์โนขึ้นมา ฉะนั้นผมกำหนดไว้ว่าจะร้องเพลง


เป็นคุณแม่ที่เช็ดแห่งน้ำตาผม ยืนขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าตอนหลังผมจะเป็นพระเอกหนุ่มละคร ผลงานละครดังกว่าผลงานเพลง หลายคนก็อาจลืมไปแล้วว่าผมเป็นนักร้อง คุณแม่ยังไงก็เป็นผู้อุถัมภ์ของผม ท่านกล่าวกับผมว่า “ฉันชอบเธอร้องเพลงให้ฉันฟัง ในโลกนี้จะหาของล้ำค่าอะไรมาเปรียบกับเสียงเพลงที่ลูกชายเราร้องออกมาเพื่อฉันนั้นไม่ได้เลย

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด

อายุ 20 ปีของการครุ่นคิด

คิดเรื่องนี้อยู่เป็นประจำ ทำไมต้องมีความกลุ้ม

อนาคต การงาน ครอบครัว การดำรงชีวิต การเรียน ความรัก ความสัมพันธ์ เงินทอง.....ล้วนเป็นมูลเหตุของความกลุ้มมนุษย์  คิดอยู่บ่อยๆ หากว่าเวลานั้นนิรันดร์ได้จริงๆ ผมยอมจะกลับไปในอดีต จะหยุดอยู่ในวัยเด็กตลอดไป ไร้ทุกข์ไร้โศก ให้ความกลุ้มใจไว้สำหรับผู้ใหญ่ แต่นั้นเป็นความคิดที่เห็นแก่ตัว

ช่วงขั้นตอนการเติบโตนั้น ความกลุ้มใจนั้นเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง ผมและคุณก็เหมือนกัน แต่ปรัชญาชีวิตของผมมันง่ายๆ มีเพียงเรียบง่ายสองคำ

ในเวลาที่เรียนคาบภาษาจีนนั้น "เพลงห่าวเลอในหงโลวม่ง" ให้คติกับผมมากๆ ทำไมคนเราต้องไปหาความกลุ้มใจในชีวิตที่สั้นๆอย่างนี้ล่ะ นั่นล้วนก็เพราะความไม่รู้จักพอ รักอันนี้ เสียดายอันนั้น ถ้าสามารถที่จะปล่อยวางทุกอย่าง แท้จริงฟ้าดินนั้นกว้างใหญ่มาก มีอะไรที่น่าดึงดันล่ะ นี่เป็นความคิดอย่างหนึ่งที่อยู่ในใจผม

ก่อนบินเดี่ยว สื่อได้เอาพวกเราไปเปรียบเทียบกับวงต่างๆทั้งในและต่างประเทศ หลังบินเดี่ยว คนมากมายได้เอาผมไปเปรียบเทียบกับนักร้องอื่นๆ ผมรู้สึกว่าแข่งขันอุปนิสัยที่ดีกำลังพลักดันคุณสัมบัตินักร้องนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็น เหมือนผมที่แม้ไม่ได้เป็นนักร้องอาชีพ  แต่กลับใช้มาตรฐานของมืออาชีพมาเรียกร้องตัวเอง แต่เงื่อนไขของการเพรียบพร้อมนั้นก็ไม่เหมือนกันทั้งหมด แต่ก็ไม่สามารถที่จะเอามาวัดบนตาชั่งจานได้ การเปรียบเทียบแบบนี้ ส่วนใหญ่แล้วก็จะไม่ดั่งความคิดของทุกคน

เพื่อนผมหัวเราะผมบ่อยๆว่าเป็นคนที่ไม่ปิดบังเรื่องในใจไม่เป็น มีอะไรก็พูดอันนั้น ผมรู้สึกว่านี่ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบัง เพราะผมก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง

อีกสองเดือนผมก็อายุครบ 20 ปีแล้ว นี่ควรเป็นอายุที่จะต้องมีอำนาจเต็มที่มีความรับผิดชอบเพื่อตนเอง เมื่อก่อน นอกจากร้องเพลง การเรียน ผมเอาทุกสิ่งในชีวิตของผมวางให้คนอื่น รวมทั้งความสัมพันธ์ ทุกเรื่องมีครอบครัวและบริษัทช่วยผมดูแลอย่างถี่ถ้วน แต่อยู่ช่วงกำลังจะก้าวสู่วัยฉกรรจ์นั้น (ก่อนยี่สิบ) ผมได้เปิดอกออกเผชิญกันโลกใบนี้ ใช้ใจเชื่อมสัมพันธ์กับคนรอบๆ ทุกคนสังเกตได้ แท้จริงคุณผมก็เหมือนกัน ผมก็มีอารมณ์ของตัวเอง ผมก็เป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีเลือดเนื้อคนหนึ่ง

ผมอยากให้ความคิดของตัวเองงอกขึ้นในช่วงวัยนี้ เพื่อเป็นสิ่งละอันพันละน้อยของผม ผมอยากที่จะแบ่งปันให้พวกคุณ ความทุกข์สุขของผม ความรู้สึกของผม ละลายมันให้กลายเป็นถ้อยคำและทำนองเพลง จากตรงนี้ คุณสามารถหาเจอหัวใจของผม มันไม่ได้เป็นหนังสือที่อ่านยากแน่นอน  หวังว่าคุณผมก็เช่นกัน ถนอมมันไว้



ชีวิตคนถ้ามันสามารถย้อนกลับสักครั้ง ผมไม่เสียใจการเลือกของผม ปากกาและไมค์ล้วนเป็นความดื้อรั้นของผม  ผมใช้ดนตรีมาสัมผัสแตะต้องกับพวกคุณ ผมใช้ความรู้ต่อเนื่องชีวิต การเลือกอย่างนี้ ผมชื่นชอบ

แต่ผ่านทางดนตรีและเพลง ผมได้หาพบทิศทางของตนเอง   นอกจากการเรียนแล้ว นั่นเป็นสิ่งที่ผมรักที่สุด ขอบพระคุณคุณพ่อคุณแม่ที่สนับสนุนและช่วยเหลือผมตลอดมา อาจารย์ เพื่อนๆ และยังมีบริษัทนายหน้าที่เข้าใจผม แน่นอน ยังมีพวกคุณที่เดินเคียงข้างผมมาตลอดทาง

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
 เริ่มจากไม่รู้ว่าชื่นชอบโหย่วเผิงแต่เมื่อไหร่กัน จนถึงวันนี้ ก็เริ่มสังเกตุเห็นว่าตัวเองนั้นกลายเป็นแฟนคลับพันธ์แท้ของโหย่วเผิง เริ่มแรกจากการเป็นแฟนคลับที่ชื่นชอบเพลงของเขาและงานการแสดงของเขา เริ่มห่วงภาพพจณ์ของเขา เข้าไปในเน็ตเพื่อ Search ข้อมูลที่ไม่เคยเห็นต่างๆ ตัวเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้กลายเป็นคนที่บ้าเว่อร์อย่างนี้ หรือว่าเพราะเสน่ห์ของโหย่วเผิงจริงๆที่ทำให้เราหลงไหลขนาดนี้

ก็เพิ่งดูเรื่อง เดชเซี่ยวฮื่อยี้ แล้วแค่แวบเดียวก็มีผลงาน(องค์หญิงแสนซน)อีก มันทำให้ฉันไม่ทึ่งไม่ได้เลยที่เดียว เขาเป็นนักแสดงจริงๆ เป็นนักแสดงที่ไม่เคยเรียนการแสดงมาก่อนเลย

เมื่อสิ้นสุดความโด่งดังจากเสี่ยวหู่ตุ้ยแล้ว ได้สลัดภาพแห่งไฮโซ เข้าสู่ช่วงชีวิตที่ตกต่ำที่ลังเลไร้ทิศ สภาพอย่างนั้นไม่ต่างจากตอนที่พวกเราพิ่งจบจากมหาลัย ก้มหัวเดินบนถนนก็ไม่มีใครเห็นหัว และในขณะนั้นเอง (องค์หญิงกำมะลอ)ได้ผ่านมา มันก็ได้ช่วยชีวิตของเขาไว้อีกครั้ง หากไม่ใช่เรื่องนี้แล้ว เราคงจะอดเห็นโหย่วเผิงปรากฏบนภาพยนตร์ จนถึงทุกวันนี้


ช่วงเวลาใน(องค์หญิงกำมะลอ) ชื่นชอบแต่อู่อาเกอ(องค์ชายห้า) เหตุผลหนึ่งเพราะความหล่อ อีกเหตุผลหนึ่งก็เพราะความหล่อเหมือนกัน เหตุเพราะหล่อเกินไปเลยลืมดูฝีมือการแสดงว่าเป็นไงบ้าง อาจพูดได้ว่าไม่มีที่จะให้ติเลย เขาเต็มไปด้วยราศีที่ดีเต็มไปด้วยความสง่า แล้วคุณคิดว่าเขาจะไม่เป็นที่หมายปองของเหล่าสาวๆได้อย่างไรล่ะ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็เหมือนที่เขาได้พูดไว้ นี่เป็นเพียงเรื่องที่เสี่ยวเยี่ยนจื่อแสดงเป็นหลัก ในเรื่องนั้นจะมีฉากแค่ตัวประกอบไม่มากก็น้อย

ภาพยนตร์เรื่องที่สองของโหย่วเผิงที่ฉันได้ดูคือ (เราสองหัวใจเดียวกัน) โอ้สวรรค์ การปรากฏตัวของเขานั้นมันทำให้ฉันตะลึงเลยทีเดียว ตอนนั้นเขาหล่อจนสุดบรรยาย แถมยังบวกกับฉากหลังซึ่งเป็นคนของเหล่าฝางจื่อ ก็ยิ่งให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างเขากับคนอื่นๆ ไม่รู้ว่า (องค์ชายห้า) กลับมาเกิดหรือเปล่า แน่นอนการพูดอย่างนี้อาจจะกระทบต่อนักแสดงคนอื่นๆด้วย ดูแล้วนั่นไม่ใช่ครั้งหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงแต่เป็นการซ้ำอีกครั้ง แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ฉันรักที่สุด

เรื่อง(เดชเซี่ยวฮื่อยี้ ) น่าจะพูดได้ว่าดอกไม้ไม่มีที่ติเหมาะจริงๆที่เขาแสดงเรื่องนี้ ภาพลักษณ์ดี เป็นที่ชื่นชอบ พูดดีมียิ้ม ฉันว่าการแสดงของโหย่วเผิงนั้นมันสุดยอดมากๆ แม้ว่าจะมีคนเคยไม่เคยเห็นด้วยกับฉันสำหรับเรื่องนี้เขาก็คงจะเห็นด้วย และใบหน้าคิ้วของเขานั้นเข้ม ถือว่าเป็นดอกไม้ที่ไม่มีที่ติเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นนักอ่านหรือคอหนังก็คงจะมีความรู้สึกเดียวกัน แต่ในแง่ของขนบธรรมเนียมนั้น ใช่ โหย่วเผิงยังไม่ถึงขั้นเป็นขั้นเทพ อย่างไรก็ตามเขาก็ยังเป็น (ซูโหย่วเผิง) เพียงแค่เขาถูกรังแกสักนิดเดียวฉันก็ปวดใจแทนแล้ว

เรื่อง(มนต์รักในสายฝน) ถึงจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของโหย่วเผิง ตู้เฟยไม่เจ๋งเหมือนซูหวน อาจจะสู้เอ๋อห้าวไม่ได้ แย่กว่านั้นคือแม้แต่แฟนสาวก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นใคร แต่ในเรื่องนั้นเขาก็เป็นผู้ให้เสียงหัวเราะ เป็นเจ้าตัวซวย ขอเพียงเขาอยู่ที่ไหนก็เกิดเรื่องที่นั่น ความรู้สึกนี้นั้นก็เหมือนกันเสี่ยวเยี่ยนจื่อ ฉายาว่า คนก่อเรื่อง ในน้ำตาของฉงเหยานั้นก็ให้เราเห็นถึงความสมบูรณ์ของความรัก ในวันคืนที่ระแหงนั้นสามารถเห็นความหวังได้

เรื่อง(รักข้ามขอบฟ้า) เป็นครั้งแรกที่ได้เล่นกับดาราต่างประเทศ ฝีมือการแสดงของไฉ่หลินนั้นไม่มีคำบรรยาย และความโหดของโหย่วเผิงเองก็เป็นที่เด่นด้วย แต่สิ่งที่ฉันเพ่งก็คือโหย่วเผิง ทั้งยังเป็นคุณชายน้อยของคนรวย มีทั้งความรักที่พ่อแม่ให้และความรักที่เขามีให้กับแฟนสาว ได้สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตของชนชั้นสูง ขณะที่เจอ กวนเสี่ยวถงนั้น เรื่องบุญคุณก็เป็นสิ่งที่ต้องต่อสู้กันมาก เขาไม่อยากจะอกตัณญูพ่อแม่แต่ก็ไม่อยากจะเสียคนรักไป นี่เป็นสิ่งที่จะต้องเลือกหนึ่งอย่าง ฉันเคยคิดเล่นๆว่า ทำไมต้องห่วงโน่นห่วงนี่หนีไปด้วยกันก็สิ้นเรื่อง แต่ในความเป็นจริงนั้นมีใครที่จะทอดทิ้งพ่อแม่ได้ล่ะ ถ้าทำอย่างนั้นก็ไม่ใช่คนแล้ว ดูเรื่องนี้ด้วยใจทุกข์แทนจนจบ จนเสียสุขภาพอารมณ์ไปหลายวัน อย่างไรก็ไม่ยอมที่จะหนีไปด้วยความอกตัญญู

เรื่อง(ยอดวีรบุรุษขุนศึกตระกูลหยาง) เหตุเพราะดูท่วงทีที่งดงามของ (โหย่วเผิง) ก็ยิ่งที่จะเข้าใจถึงภาพที่ทั้งเจ็ดพี่น้องยืนถ่ายรูปด้วยกัน (ซื่อหลาง) นั้นได้รับการถูกดูหมิ่นเหยียบหยามจนเต็มหน้า ถูกตราหน้าว่าเป็นคนขายชาติ ทรยศต่อบ้านเมือง สีหน้าแวดตาอันเจ็บปวด ขมขื่นนั้นสามารถเห็นได้ชัดตอนที่ (ซื่อหลาง) อยู่ที่เหลียว


เรื่อง(ดาบมังกรหยก) ในเว็ปของโหย่วเผิงนั้น มีแฟนคลับได้เขียนไว้ว่า “พี่อู่อาเกอ พี่เดินผิดฉากผิดเรื่องแล้ว”  แต่ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้น ฝีมือการแสดงของโหย่วเผิงนั้นสามารถพิสูจน์ได้ เช่นช่วงวัยรุ่นแรกที่เดียงสาของ (เตียบ่อกี้ ) ตอนโตขึ้นที่กตัญญูต่อพ่อบุญธรรม มีใจที่ซื่อตรงต่อบรรดาสาวๆ ในเรื่องต้นฉบับนั้น (เตียบ่อกี้ ) ก็ไม่ได้เป็นคนที่มีจิตใจแห่งการเป็นเจ้าที่สูง สิ่งที่เขาปรารถนาคือครอบครัวที่อบอุ่น เหตุนี้เองการออกไปท่องยุธทภพของเขานั้นก็เพื่อปกป้องพี่น้อง คุณปู่ คุณอา พ่อบุญธรรม ร่วมทั้งอาจารย์ปู่ของตัวเอง (โหย่วเผิง) ทำให้เราเห็นถึงความดี ความหล่อ บางครั้งก็จะเป็น (เตียบ่อกี้ ) ที่ซื่อๆ ฉันว่าแล้วนี่ถึงจะเป็น (เตียบ่อกี้) ตัวจริง ไม่ใช่หรือ?

เรื่อง( (Pai An Jing Qi ไผอันจิงฉี) คังเถียเซิน นำความแตกต่างมากมายมาให้ฉัน อย่างแรกคือเค้าโครงเรื่องนั้นมันอัศจรรย์มาก อย่างที่สองคือฝีมือการแสดงของโหย่วเผิงนั้นผลดีมาก ฉลาดแต่ก็ไม่ขาดความอ่อนโยน เมตตาแต่ก็ไม่อ่อนแอ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรเขาก็สามารถจะมีสติปัญญาในการแก้ไข แม้ว่าในเรื่องนั้นจะเอื่อยๆ แต่เป็นซีรีย์ที่ไม่ควรพลาด

เรื่อง(เจียงจี้จิ้วจี้) เป็นนักเรียนนายร้อยของอังกฤษ เป็นคุณชายใหญ่ของคนรวย แปลกจริง ทำไมถึงเป็นบทอย่างนี้อีก แต่เมื่อติดตามดูแล้วก็จะเห็นว่าซีรีย์สไตล์แบบนี้ก็มีสิ่งที่น่าท้าทายเหมือนกัน เป็นการแสดงที่เหมือนจริง เทียบกับเมื่อก่อนนั้น เขาโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น

เรื่อง(องค์หญิงแสนซน) เป็นเรื่องที่ออกอากาศถี่มากในจีนแผ่นดินใหญ่ และช่อง 3 ก็ไม่พลาดที่จะนำเอามาฉายออกอากาศเช่นกัน ฉันชอบมากๆ เป็นฮ่องเต้ที่เปรี่ยมด้วยปัญญา เป็นพี่รองที่เปรี่ยมด้วยความเมตตา ในเรื่องจะเป็นแนวระหว่างการเมืองกับความรัก ตอนเริ่มแรกนั้นฮ่องเต้กับไป๋หยินเฟยต่างก็เอาของมาแลกกัน แต่เมื่อได้เจอเสี่ยวหลงเซีย พวกเขาถึงเข้าใจความหมายชีวิตที่แท้จริง เรื่องความรักนั้นใช่ว่าเป็นสิ่งที่แลกเปลี่ยนได้ ความสนุกของเรื่องนี้จะอยู่ที่การก่อเรื่องครั้งแล้วครั้งเล่าของเสี่ยวหลงเซีย แต่ทางฮ่องเต้นั้นก็ได้มาแก้ปัญหาที่ก่อไว้อย่างนับไม่ถ้วน ทุกอย่างที่มาถึงมือของพระองค์ก็จะคลี่คลายไป

เรื่อง(เย้ออ้าย) ไม่ชอบเรื่องนี้มากเลย 55+ (ความคิดเห็นส่วนตัว) และไม่รู้ว่าผู้เขียนทำอะไรกัน ไม่ทราบว่าโหย่วเผิงบ้าหรือว่าทีมงานบ้ากัน มันไม่เหมือนกับเรื่องราวที่เกิดในสมัยนั้นเลย โหย่วเผิงเองก็ยังบอกว่าพอใจในเรื่องนี้มาก แต่ฉันดูแล้วมันไม่ใช่ เป็นครั้งแรกที่ฉันปฏิเสธซีรีย์เรื่องนี้ของโหย่วเผิง ดูเหมือนฉันก็โตแล้ว เริ่มจะไม่ให้ความคิดของตัวเองถูกใครจูงไปได้แล้ว (หรือว่าตาไม่ถึงบทบาทนี้อ๊ะ)

เรื่อง(เฟิงเซิง) เป็นการเริ่มต้นที่ไม่เลวเลย โหย่วเผิงสู้ๆ ฉันชอบการแสดงอย่างนี้ของคุณมาก แต่ก็ยิ่งปรารถนาชอบคุณใส่ชุดสูทที่สง่าเหมือนพระเอกขี่ม้าขาวอย่างนั้นมากกว่า พูดถึงตรงนี้ฉันเพิ่งนึกได้ ใช่ว่าโหย่วเผิงไม่อยากจะเปลี่ยนตัวเอง เป็นเพราะความคิดหัวโบราณของฉันเองที่ไม่สามารถเปลี่ยนไปได้


อวยพรให้โหย่วเผิงยิ่งบินยิ่งสูง ไม่หยุดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เป็นผู้ซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่แฟนคลับให้กับคุณ

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด

ในดินแดนทิเบตที่มีทิวทัศน์งดงามดุจดังเพลงรักโบราณที่เลียนเสียงธรรมชาติื ที่แสดงถึงความรักอันบริสุทธิ์และยาวนานถึง 60 ปี (ซินคังติ้งฉิงเกอ) แม้จะไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมนัก แต่เสน่ห์ของมันก็ยังได้รับเสียงสรรเสริญไม่น้อย
 
"ในแง่มุมหนึ่ง เราสามารถจัดภาพยนตร์เรื่องนี้ในฐานะภาพยนตร์ที่นำเสนอด้านความสวยงามของทัศนียภาพได้เป็นอย่างดี เพราะสีภาพนั้นสวยงามมาก ทั้งยังมีท้องฟ้าใสและเมฆสีขาว. ต้นไม้เขียวขจี ภูเขาแม่น้ำลำธาร ซึ่งแสดงถึงความสงบและกลมกลืน"
 
 "(คังติ้งฉิงเกอ) ไม่รู้ว่าเพราะชื่อหรือความหมายที่แฝงไว้. ในช่วงเวลาเกือบสองชั่วโมงที่หนังฉาย ในหนังเรื่อง "คังติ้งชิงเกอ" ไม่ใช่เพียงแค่การดำเนินเรื่อง 3 แบบที่แตกต่างกันออกไป ในนั้นยังมีการเพิ่มสีสันโดยการใส่เพลงพื้นเมืองอมตะดั้งเดิมไว้ด้วย และให้รู้ว่าเป็นเพราะว่าบทละครหรือเพราะความสวยงามของวิวทิวทัศน์ ฉันว่าหนังเรื่องนี้ช่างน่าตรึงใจ และเพลงก็ช่างไพเราะจับใจ"
 
"ฉันคิดว่าฉันก็เหมือนกับคนอื่นๆนะ ที่เลื่อมใสในความรักที่มั่นคง ทั้งที่ในปัจจุบัน คำมั่นสัญญากลับกลายเป็นเหมือนน้ำลายราคาถูกมากขึ้นเรื่อยๆ ความหมายที่แท้จริงของคำสาบานก็กำลังจะสูญสลายไป ฉะนั้น เมื่อมีโอกาสได้เห็นความรักษาที่บริสุทธิ์และมั่นคงมานานกว่า 60 ปี ก็คงที่จะรู้สึกซาบซึ้งไม่ได้"
 
"หลังจากมีผลงานต่อเนื่องเรื่อง "เฟิงเชิง" เขาก็ได้เปลี่ยนบทบาทอีกครั้ง หากบอกว่าในหนังเรื่อง "มี่ชื่อจือบู้เค่อก้าวเหริน-Lost In Panic Room" มีภาษาปักกิ่งอยู่เล็กน้อย ถ้าอย่างนั่นใน "A Tibetan Love Song " เขาพูดสำเนียงจีนกลางได้อย่างถูกต้องเลยทีเดียว ต้องบอกว่าเขามีความสามารถที่สุดยอดมาก และอีกอย่างที่จะไม่พูดไม่ได้คือ ตัวละคร (หลี่ซูเจี๋ย) ที่เขาแสดงนั้นช่างมีเสน่ห์เหลือร้าย ในบทบาทที่ต้องแสดงอารมณ์มากๆเขาก็แสดงมันออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม
 


จากบทนักเขียนผู้ซึมเซาใน "มี่ชื่อบู้เค่อเก้าเหริน-Lost In Panic Room" ถึง หลี่ซูเจี๋ย ผู้แข็งแกร่งใน "คังติ้งซิงเกอ".  จากบทบาทที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง นำมาซึ่งความอารมณ์ความรู้สึกที่ต่างกัน

สำหรับซูโหย่วเผิง เขามีเวลาเพียงประมาณสองเดือนเพื่อที่จะถ่ายทำให้เสร็จสิ้น แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็สามารถทำให้ผู้ชมส่วนใหญยอมรับและเชื่อถือได้ และยังทำให้พวกเขาเชื่อว่าซูโหย่วเผิงได้ก้าวเข้ามาสู่โลกแห่งการแสดงอย่างแท้จริง และตัวละครไป่เสี่ยวเหนียนก็ดังเป็นพลุแตก!

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด

บทภาพยนตร์ : เกี่ยวกับ "ไป๋เสี่ยวเหนียน". "รางวัลไบ่ฮวาเจี่ยง" HUNDRED FLOWERS AWARDS

มารำลึกถึงหนังที่ถ่ายทำและเข้าโรงในช่วงปีนี้ (2010) ,เราคงต้องย้อนไปสู่จุดเริ่มต้น . มาลิ้มลองรสชาติรสชาติของสายลมแห่ง. "เฟิง เชิง " เพราะหนังเรื่องมีความหมายต่อโหย่วเผิงมาก เพราะบทบาทของไป๋เสี่ยวเหนียนเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบาทได้อย่างสวยงามที่สุดของเขา และก็ด้วยบทบาทนี้ืเอง สำหรับปี 2010 ถือเป็นความสดใสในอาชีพนักสแดงของเขาเลยทีเดียว

หวนรำลึกถึงบทสัมภาษณ์ในปีที่ผ่านๆมานี้ พวกเราก็ได้เห็นโหย่วเผิงมีประสบการณ์ทั้งดีและร้าย และกล้าต่อสู้กับมันอย่างเด็ดเดี่ยว

บทบาทเกี่ยวกับคนมีปัญหาทางสมองใน "เย้ออ้าย".เพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน ผู้กำกับก็ให้บทใหม่ๆผมมาดู ในตอนนั้นผมกำลังตรียมตัวกับหนังเรื่อง" สี่กามเทพ" ตอนแรกกะจะไปพบกับผู้กำกับเจี้ยนดูว่าผมพอเล่นอะไรได้บ้าง แต่ว่าตอนนั้นผมยังอยู่ในช่วงที่ใจคอไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว

ผู้กำกับเลยคิดว่าโหย่วเผิงคนนี้กับคนที่คิดไว้ไม่ค่อยเหมือนกัน ทำไมมันแปลกๆแบบนี้. แม้ว่าใน "สี่กามเทพ"  จะไม่มีบทบาทที่เหมาะสม แต่ผู้กำกับก็ประทับใจในโหย่วเผิงไม่น้อย ดังนั้นใน "เฟิงเชิง" เขาจึงเรียกตัวโหย่วเผิงอีกครั้ง เพระาเขาคิดว่าตัวโหย่วเผิงมีทั้งความขาวและความดำผสมอยู่ในตัวเฉกเช่นกับเสี่ยวไป่เหนียน


เมื่อช่วงที่ภาพยนต์เรื่องนี้-The Message เพิ่งออกมา พอได้ดูแล้วผมกับผู้จัดการก็ได้ปรึกษากันนานมาก ผมว่าช่วงเวลาทำงานของผมนั้นน้อยมาก พอได้รับเล่นภาพยนต์เรื่องนี้-The Message เป็นช่วงเดียวกับที่ผมกำลังถ่ายหลิวซานเจี่ย-A Singing Fairy  พอถ่าย หลิวซานเจี่ยเสร็จก็ต้องรีบไปถ่าย  "เฟิงเชิง-The Message"  ต่อเลย ทำให้ไม่มีเวลาศึกษาบทละคร  "อย่าพูดเล่นไป งั้นจะเอาเวลาที่ในมาเตรียมตัวหล่ะ สมมติว่าคุณแสดงได้ไม่ดีรึ พอฉายออกทีวีไป ก็หน้าแตกแบบสุดๆหล่ะ" ตอนนั้นผมคิดว่าผมทำไม่ได้หรอกบทบาทที่ต้องแสดงอย่างมืออาชีพแบบนี้ และก็ไม่มีเวลาเตรียมตัว ยังไงก็ไม่ไหว แต่สุดท้ายเป็นผู้ชาย ไม่มีศึกไหนที่ต้องปฏิเสธ

เป็นครั้งแรกของผมที่มีโอกาสได้เล่นอุปรากรคุนฉวี่จากการรับบทนี้ เมื่อก่อนผมไม่รู้ด้วยซ้ำมันคืออะไร ตอนนั่นผมอยู่ที่เมืองกว่างซี ถ่ายภาพยนต์ "สวินจ่าวหลิวซานเจี่ย"  ผมต้องไว้ผมยาว หลังจากเลิกถ่ายก็ต้องซ๊อมบทกับอาจารย์จากสถาบันดนตรีคุนในปักกิ่งที่บินตรงมาสอนโดยเฉพาะ

"ในช่วงแรกๆของภาพยนต์ เสี่ยวไป่เหนียนต้องร้องเพลง นอกเหนือจากร้องละครงิ้วเสียงผู้หญิง ยังต้องร้องแบบคนแก่ด้วย และต้องเรียนการเคาะจังหวะเพิ่มด้วย.  ผมคิดว่าการเคาะจังหวะแบบนี้กับแดบที่กำลังเป็นที่นิยมกันอยู่นั้นต่างกันอย่างมาก ในภาพยนต์ต้องการเก็บรายละเอียดมากทำให้ผมต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นอะไรที่ยากมากๆ"

วันที่ 9 มกราคม 2009 เป็นวันลองชุดวันแรกของเรื่อง "เฟิงเชิง" แบบต้นแบบของเสี่ยวไป่เหนียน ในตอนนั้นภาพายนต์อีกเรื่องก็ยังถ่ายบทเพลงคุนชวู่ก็ยังไม่เข้าใจ ผมอยู่ในภาวะงงงวย และล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

การลองชุดครั้งที่สอง อาจารย์เย่จินเทียนก็มารับหน้าที่ในครั้งนี้ ใน "สวินจ่าวหลิวเสี่ยวเจี่ย" ตอนนั้นผมยังมีหนวดเคราอยู่ ผมของผมก็ยาวและผิวก็คอนข้างดำ ทำให้การลองชุดครั้นนั้นมีปัญหาติดขัดบ้าง

เพราะเหตุนี้ทำให้ผู้กำกับไม่พอใจ ตอนแรกผมคิดว่าผมต้องถูกถอดแน่ๆ

ในการลองชุดครั้งที่สามมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขหลายอย่าง ทรงผมก็ตัดสั้นลง หน้าก็ทำให้ขาวขึ้น และคิ้วก็กันออกเล็กน้อย ซึ่งความคิดนี้เป็นของอาจารย์คุยเย่ ตอนที่อาจารย์คิดไอเดียนี้ผมก็ได้แต่เศร้าอยู่เงียบคนเดียว (อย่าไปบอกเค้านะครับ)


บอกลาบทบาท ไป่เสี่ยวเหนียน

"ตอนที่ผมแสดงบทไป่เสี่ยวเหนียนค่อนข้างมีขีดจำกัด เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ให้การสนับสนุน หนังเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์จีน เหนือขึ้นไปยังมีหัวหน้า และผู้กำกับ รวมทั้งอีกหลายๆเหตุผล หนังเรื่อง "เฟิงเชิง"  เป็นหนังที่ค่อนข้างสู่สากล ฉะนั้นบทบาทการแสดงนั้นสำคัญมาก มีนักแสดงอีกหลายท่านสนใจตัวละครนี้ รวมทั้งตัวผมด้วย ทำให้ผมเห็นข้อดีอย่างหนึ่งคือ แม้แต่นักแสดงหน้าเก่า เมื่อลองแสดงบทตัวนี้คงมีโอกาสตกใจกันทั่วหน้า อธิบายอีกแง่หนึ่ง บทบาทตัวนี้ค่อนข้างหินเหมือนกัน ใช่ว่าใครก็ได้จะแสดงแล้วทำให้คนดูเชื่อได้ มันเป็นพรหมลิขิตอย่างหนึ่ง ที่ผมได้รับแสดงบทนี้ ผู้ชมก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร สำหรับผม ผมรู้สึกว่าถึงผมจะพยายามแค่ไหน แต่โชคและโอกาสก็มีความสำคัญเช่นกัน ผู้กำกับบอกว่าเขาอยากให้นักแสดงทุกคนมีนิสัยลุยๆ หน้าตาไม่ค่อยสบอารมณ์ ผู้กำกับบอกให้ทำหน้าตาแบบนั่นแหละ เพราะงั้นผู้กำกับเลยไม่อยากได้คนที่หน้าตาดูอ่อนโยนซักเท่าไหร่"

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด

เจ็บปวดครั้งแล้วครั้งเล่า , การเติบโตขึ้นของนักแสดง

"ตั้งแต่เด็กผมไม่ค่อยรู้เรื่องของสิ่งของที่เป็นมรดกตกทอด ผมแค่รู้สึกว่ามันมหัศจรรย์ดีนะ แล้วก็ดูสูงส่งดี" ครั้งล่าสุดที่ได้เห็นของพวกนี้คงเป็นที่งานจัดแสดงที่ปักกิ่ง เป็นกระดานสมัยโบราณชื่อ (คำอำลาดอกโบตั๋น). เพราะฉะนั้นต้องบอกว่าซูโหย่วเผิงเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่จากศูนย์ ตอนนั้นเขาต้องออกกำลังกาย และพยายามทำออกมาให้มีภาพลักษณ์เหมือนคนสมัยโบราณ ซึ่งหินมากๆ

"จะไปเอ่หุ่นแบบนักดนตรีคุนหยู่มาจากไหนนะ"  เขาเลยต้องเรียนศิลปะและลดน้ำหนักในเวลาเดียนกัน โหย่วเผิงบอกว่าครั้งแรกที่เขารู้บทของ (โหยวหยวนจิงเมิ้ง) เขาต้องฝึกเลี่ยนฮวาจื่อไปด้วย เหมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปอีกครั้งซึ่งยากมากๆ จากนั้น ก็ฟังคำบรรยายจากอาจารย์ ไปทำความเคารพที่สำนัก รับรู้ถึงบรรยากาศรอบตัว และฝึกตั้งแต่ระดับแรกใหม่เลย ทั้งวิธีเดิน วิธีฝึกเสียง"
 
เริ่มแรกผมก็รู้สึกตื่นเต้นจนไม่กล้าเปิดปาก แต่สุดท้ายก็ได้คำชมเชยจากอาจารย์ว่า "ไปขั้นต่อไปได้แล้ว" โหย่วเผิงบอกว่าแสดงเสี่ยวไป่เหนียนเขาทุ่มเท่สุดตัว
 
"สำหรับผมแล้ว บทบาทแบบนี้ถือเป็นโอกาส ถ้าทำได้ดีคนก็จำเราได้ ถ้าไม่ดีก็เหมือนต้องตกนรกขุมที่สิบ ฉะนั้นจะขายหน้าไม่ได้ ต้องเรียนให้ดีให้ได้ ตอนนั้นความกดดันมันมหาศาลจริงๆครับ"

"ในหนังมีซีนหนึ่งที่ผมต้องร้องเพลง เป็นตอนที่อธิบายถึงความสัมพันธ์ในสิบปีก่อนระหว่างไป่เสี่ยวเหนียนและจางสือลิ่ง ตอนที่เริ่มเปิดกล้อง ผมยังเรียนไม่จบผมเลยไปบอกทีมงานให้เปลี่ยนซีนนี้ไปถ่ายตอนท้าย.  ถ่ายไปด้วยเรียนไปด้วย พอถ่ายไปได้ครึ่งหนึ่ง เราก็ไปบอกทีมงานอีกครั้งว่าเราฝึกได้ที่แล้ว ถ่ายได้แล้วครับ.  เราถ่ายทำเรื่องนี้ค่อนข้างล่วงเลยเวลา ทำให้เราประสาทเสียหน่อยๆครับ ถึงท่วงท้ายพวกเราไม่มีทั้งเงินและเวลา. ทางทีมงานเลยบอกกับผมว่า ไม่ต้องถ่ายแล้วตัดออกไปเลย ผมก็ร้อง "เหอ?"  ขึ้นมา พวกเราก็เลยคิดว่าน่าเสียดายมาก เพราะในทุกๆขั้นตอนที่ผมต้องเรียน.  พวกเขาก็เดินทางหาพร้อมกับผม พวกเขารู้ว่ามันลำบากมาก แต่สำหรับผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ เพราะผมเป็นพวกปฏิกิริยาโต้ตอบช้า. ตอนนั้นแค่รู้ว่าผมเรียนจบแล้ว เพราะงานทุกอย่าง รายละเอียดทุกอย่างก็ผ่านตามที่อาจารย์ต้องการแล้ว เพราะผมว่าถึงได้ถ่ายหรือไม่ได้ถ่ายก็กำไรอยู่ดี"

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด

รับรู้ด้วยใจ, ตระหนักถึงความรู้สึกของนักแสดง

โหย่วเผิงคิดว่าจริงๆแล้วเสี่ยวไป่เหนียนนั้นไม่ธรรมดา

ผมว่าเขาเป็นคนที่ชัดเจนมาก แค่ดูจัดวิธีการพูดจาก็เข้าใจแล้วว่าเขาชัดเจนขนาดไหน

"เพราะบทพูดในเรื่องเป็นหลายประโยคที่แสดงถึงเสี่ยวไป่เหนียน ( ไม่ดีไม่เลว (ยิ้ม) . ผมเลยคิดแบบไม่ขาวไม่ดำ แต่กลายเป็นทั้งขาวทั้งดำแทน. ตอนแรกผมเลยคิดว่าเขาไม่น่าจะไว้ผมยาว แล้วต้องไว้หนวดเคราด้วย เพราะมันแสดงถึงภาวะสมดุลแบบหนึ่ง. ทั้งขาวและดำ. แบบนี้ดูแล้วพอดีสบายตา"
 
"เมื่อมองที่เขา จะเห็นคนผมขาวยาวที่กำลังหวีผมอยู่ ทำให้นึกไปสมัยก่อนตอนอยู่บนเวที". โหย่วเผิงบอกว่า "ยังไม่เสร็จซีนที่ต้องขึ้นเวทีครับ "เสี่ยวไป่เหนียนและสือลิ่ง คนหนึ่งอยู่บนเวทีอีกคนอยู่ล่างเวทีทั้งสองสบตากันอย่างเสน่ห์หา"
 
"ในหนัง ช่วงวัยหนุ่มเสี่ยวไป่เหนียนนั้นเป็นที่นิยมมาก ต่อมาต้องเผชิญกับปัญหาบ้านเมืองที่วุ่ยวาย จึงต้องไปเป็นทหาร ทำให้เขารู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมและเป็นคนที่เศร้าสร้อยมาก. ผู้กำกับสอนโหย่วเผิงว่า "เธอต้องลืมตัวตนของเธอให้หมด ถึงจะเล่นไป่เสี่ยวเหนียนได้". "แต่ก่อนนั้นสง่างดงาม เหมือนเรือลำนี้ที่ต้องสละให้กับกำแพงทึ่แตกหัก". เป็นเพลง(โหยวหยวนจือเหมิ้ง)ทึ่เสี่ยวไป่เหนียนร้อง. ตอนนี้ได้ถูกร้องโดยโหย่วเผิงทำให้คนหวนรำลึกถึงตัวเขาเมื่อหลายปีก่อน
 
ช่วงเวลา 4 เดือนเต็มๆ กับการเรียนบทละครเพลงนี้ สุดท้ายแล้วรวมมาอยู่ในเวลาไม่ถึง 20 นาที  ความยากลำบากนี้ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด

ความกดดันที่แสนสาหัส

"จำได้ว่าช่วงที่ถ่ายทำวันแรก ผมไม่เคยได้ยินคำว่าเทคเลย" เย็นวันนั้น โหย่วเผิงออกจากกองถ่ายแบบกลัดกลุ้มใจเล็กน้อย คนงานต้องเป็นคนส่งข้าวไปให้เขาทานที่ห้อง. ในวันนั้น เขานอนไม่หลับทั้งคืน เขานอนคิดทั้งคืนว่าผู้กำกับจะคาดหวังในตัวนักแสดงขนาดไหน. เย็นวันนั้น เฉินกั๋วฟู่. กาวฉวินชู พาโหย่วเผิงเข้า "ห้องลับ"  เพื่อสอนการแสดง "ผู้กำกับบอกกับผมว่าต้องการเห็นไป่เสี่ยวเหนียนแบบไหน แต่พวกเขาก็ดูจะพูดอย่างเกรงใจ ทำให้ผมกดดันขึ้นไปอีก". โหย่วเผิงในเย็นวันนั้น ยังคงรู้สึกไม่ค่อยดี "ผมก็ไม่รู้ว่าอารมณ์นี้มันจะอยู่อีกนานเท่าไหร่"

วันที่สอง โหย่วเผิงยังคงไม่ทานข้าวเที่ยง. ตอนที่ผมลงมาที่กอง เห็นสถานที่ถ่ายทำ ผมก็ลืมอารมณ์อะไรไปหมดแล้ว. ตอนนั้นผมคิดว่าเวลานั้นผมยอมเสียทุกอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง. เพื่อเปลี่ยนเสียงตัวเอง. ไม่นานก็ได้ยินผู้กำกับพูดคำว่า "เทค!". ค่อยทำให้โหย่วเผิงผ่อนคลายขึ้นมาหน่อย
 
"ช่วงที่ต้องแสดงนี่มันกดดันจริงๆ ช่วงที่ผมอยู่ในกองถ่ายผมไม่ค่อยได้พูดกับใคร ผมต้องการเก็บแรงเอาไว้ นักแสดงที่จะต้องแสดงมักจะไปคุยกับผู้กำกับ ดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่ผมไม่ค่อยได้ทำอย่างนั้น พอถ่ายคิวผมเสร็จผมก็มุัดออกไปอยู่คนเดียว เพราะผมกลัวว่าอารมณ์มันจะหายไป. ช่วงถ่ายทำทีมงานมักมีการพูดจาหยอกล้อกันสนุกสนานถ้าเห็นร่างของใครอยู่ดีๆก็แตกกลุ่มออกไป นั่นคือผมเองหล่ะครับ. เสี่ยวโจวกับฮ๋านเหมียวก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ บอกว่าผมมีมาดนักแสดงรุ่นเก่า แต่จะทำไงได้ครับ ผมจะหย่อนยานกับตัวเองไม่ได้"


"จริงๆแล้วในด้านการแสดง ผมมักจะเอางานเก่าๆมาดู ไม่ว่าจะของผมเองหรือของคนอื่น ถ้ามีเรื่องไหนทำให้ผมคิดว่าดีได้นี้ยากมากๆๆ จริงๆผมก็ค่อยข้างใจกว้างนะ แบบนี้ผมก็ว่าโอเค. แต่ผมก็ยังไม่ได้เห็นรายละเอียดมากนัก. ไป่เสี่ยวเหนียน ถ้าดูจริงๆก็ไม่เลวนะครับ(ยิ้ม). อาจารย์กั๋วฟู้ก็เป็นคนที่ทุ่มเทมาก. ทุกๆเรื่องของการตัดต่อจังหวะดนตรีหรือจังหวะกลอง ทำให้งานมันออกมาไม่เลวเลยทีเดียว"
 
"บทไป่เสี่ยวเหนียนคือการเริ่มต้นที่ดีมากๆๆ เมื่อมีทั้งความเข้าใจและประสบการณ์ ผมก็หวังว่าในปีสองปีนี้จะได้เห็นผลงานที่ดีมากๆในจอภาพยนตร์นะครับ"


"การแสดงในหนังกับละครนั้นให้ความรู้สึกต่างกันมาก การแสดงละครต้องใช้แรงสูงมาก เป็นเป็นบททดสอบทั้งด้านกำลังกายและกำลังใจ จะทำให้มันประณีตเหมือนอย่างหนังก็ไม่ได้ ในหนึ่งนาทีของหนังสามารถใส่รายละเอียดได้มาก. แต่ยังทำอย่างนั้นไม่ได้ หนังเรื่อง. "เฟิงเชิง" ทำให้ผมมีรสนิยมค่อนข้างสูง หวังว่าผลงานครั้งต่อไปผมจะได้รับโอกาสแสดงที่ดีอย่างนี้อีก"
 
"ช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงผมจะเลือกผู้กำกับ. ผู้กำกับที่มีความสามารถมีอยู่มากมาย ผมหวังว่าผมจะได้รับบทบาทที่ท้าทาย. เช่นบทจารชน คนเป็นโรคร้ายแรง จิตใจผิดปกติ น่าจะเป็นบทที่ดีครับ. ผมว่าทุกคนมีส่วนของความเป็นอย่างนั้นอยู่ ผมก็มี ถ้ามีโอกาสได้เอามันออกมาก็คงจะดี"



สะสมประสบการณ์ สุดท้ายก็ได้รับผลที่ดีเลิศ

เดือนพฤศจิกายนปี 2009  "เฟิงเชิง" ได้ถ่ายทั่วทั้งประเทศ. ได้รับคำวิจารณ์ที่ดีมาก ทั้งตัวหนังโดยรวม และการแสดงที่สุดยอด ได้รับความสรรเสริญจากคนนับไม่ถ้วน. แต่ทว่าเมื่อถึงเวลาจริงๆตัวละครไป่เสี่ยวเหนียนก็ถูกตัดเหลือเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น แต่ในที่รัศมีของไป่เสี่ยวเหนียนก็ไม่ได้หายไปไหน กลับยังปรากฏออกมาอย่างเด่นชัดอยู่บนหน้าจอเงินให้คนนับล้านได้ชม

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด


(ประสบการณ์ชีวิตที่คล้ายกับภาพยนตร์)

"ว่ากันว่า.เรื่อง (เฟิงเชิง) จริงๆแล้วนานถึงสี่ชั่วโมง แต่ต้องทำให้เหลือเพียงสองชั่วโมงซึ่งน่าเสียดายมาก. คนที่ได้ดูต่างพูดเป็นเสียงเดึยวกันว่า โหย่วเผิงช่างน่าสงสารผลงานหลายๆเรื่องที่ดีของเขามักถูกตัดเสมอ"
 
"(เฟิงเชิง) ทำให้คนตกตะลึงเพราะว่า โหย่วเผิง? พอดูหนังจะได้ยินเสียงร้องเชียร์ให้กำลังใจ มิน่าถึงได้ยกย่องให้เป็นหนังลึกลับที่คนชอบที่สุด. และบทบาทเสี่ยวไป่เหนียนก็ได้รับการยอมรับจากบุคคลทั่วไป"
 
"โหย่วเผิงได้เตรียมตัวหลายๆด้านเพื่อรับบทไป่เสี่ยวเหนียน แต่ตัวละครนี้ก็เกิดจากการจินตนาการของเขา แล้วเราจะรู้ได้ไงว่านั้นไม่ใช่ตัวตนจริวๆของเขา?"
 
"โหย่วเผิงบอกว่าเหตุผลหนึ่งที่เขาแสดงบทเสี่ยวเหนียนได้ดีเพราะว่าบทที่มีความคล้ายกับบทบาทที่หยางกวางคังเจี้ยนที่สุขุมเยือกเย็นนั่นเอง"
 
" แม้เสี่ยวเหนี่ยนจะมีด้านที่ไม่น่าชื่นชอบหลายด้าน แต่ความที่เป็นคนฉลาดรู้จักทางหนีทีไล่ จึงทำให้ตัวละครนี้มีชีวิตชีวา. ฉะนั้นในสายตาของผู้ชมบทบาทของตัวละครตัวนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ"

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด


" แม้ในหนังบทบาทไป่เสี่ยวเหนียนจะได้ฉายเพียงแค่สิบกว่านาทีืแต่ว่าเราก็อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบบทบาทนี้กับชายผู้สว่างไสวผู้นี้ได้. ตอนนี้เขาคือชายเต็มตัว และนักแสดงเต็มตัว ผ่านช่วงเวลาที่มีจากไอดอลจนเข้าใจศิลปะของนักแสดง"
 
"ทุกๆ คนน่าจะเคยเห็นเขาในบทขององค์ชายห้า. แต่อดไม่ได้ที่จะพูดว่า ถ้าไม่มีโอกาสได้ดูเสี่ยวไป่เหนียน คุณคงไม่สามารถบอกได้เลยว่าจริงๆแล้วโหย่วเผิงมีความสามารถมากขนาดไหน. เขานั้นกล้าหาญ วันนี้เขาได้ก้าวเข้ามาในเส้นทางเดินนี้ ต่อไปหวังว่าทางที่เขาเลือกเดินจะดียิ่งๆขึ้นไป"
 
สำหรับเขาแล้วบทบาทไป่เสี่ยวเหนียนคือจุดเริ่มต้นเท่านั้น

"หากจัดประเภทนักแสดงที่ต้องโชกเลือดมากที่สุดโหย่วเผิงคงจัดอยู่ในประเภทนั้น เขาต้องแสดงบทบาทของของการร้องเพลงลักษณะผู้หญิง(เสียงหญิง) เพื่อที่จะร้องเพลงประเภทนี้ได้เขาต้องไปเรียนการร้องคุนชวู่ แต่ในตัวหนังเองกลับเวลาออกอากาศส่วนนี้น้อยมาก อาจจะเพราะโดนลบออกไปซะส่วนใหญ่"
 
"ในเรื่องเฟิงเชิง จากบทบาทองค์ชายห้าก้าวสู่นักแสดงคุงชุวผู้งดงาม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้หลายคนถึงกับพูดไม่ออกและมองเขาในมุมที่ต่างไป "
 
" ในโรงหนัง ได้ยินกับหูว่าโหย่วเผิงแสดงได้ดีมาก แสดงจนเหมือนเขานั่นแหละคือไป่เสี่ยวเหนียน. ในความเป็นจริงแล้วเบื้องหลังนั้นไม่ง่ายอย่างที่ีิคิด โหย่วเผิงต้องไปเรียนคุงชุวเพื่อให้แสดงได้สมจริง ช่วงต้นปีนี้ นักแสดงที่ดูสมจริงมีน้อยเหลือเกิน และนักแสดงที่สมจริงจริงๆยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ ฉันว่าบทบาทนี้คือบทบาทที่สร้างชื่อของเขาอีกบทบาทหนึ่ง และยังเป็นบทยาทที่ท้าทายสายตาและความคิดของผู้ชมด้วย"
 
" โหย่วเผิงแสดงไป่เสี่ยวเหนียนนี้ช่างสะกดใจจริงๆ ฉันแทบไม่เชื่อตัวเองที่องค์ชายห้าของฉันเปลี่ยนบทบาทมาทางบทบาทที่มีสีสันขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนที่ของลูกตา หรือสำเนียง รู้ได้เลยว่าเขาต้องพยายามมากขนาดไหน

หลังเวที(ได้ยินว่าเขาต้องเรียนคุงชวู่มาตั้งเพื่อหนังเรื่องนี้ แต่กลับถูกตัดออกซะงั้น. น่าสงสารจังเลยโหย่วเผิง ไป่เสียวเหนียนคือสีสันของความรักในฝันยามเช้า ดั่งทำให้ดังกลายเป็นขาวดำเพราะสีสันไปอยู่ที่ไป่เสี่ยวเหนียนคนเดียว"

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด


"คนนอกวิจารณ์กันว่า ใน (เฟิงเชิง) คือการกลับมาอีกครั้งของโหย่วเผิง. คนในวงการต่างพูดกันว่าเขาเล่นไป่เสียวเหนียนได้เพอเฟ็กที่สุด. เฝิงเสี่ยวกางกล่าวว่า : 'เมื่อก่อนผมคิดว่าเขาคงแสดงได้แต่หนังแนวรักคนดีอบอุ่นแต่ว่า(เฟิงเชิง) ผมว่าเขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเชียวหล่ะ'"
 
หากบอกว่าปีื 1988,1997 คือศักราชของโหย่วเผิงในวงการเพลง งั้นในปี 2010 คงต้องบอกว่าในวงการเวลานั้นจะหวนกลับมาอีกครั้ง

ในปี 2010 วงเสี่ยวหู่ตุ้ยได้รวมตัวกันอีกครั้งทำให้ความฝันของแฟนๆเป็นจริงซะที ทำให้ข้อขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นหายไปกับสายลม. ผีเสื้อยังไงก็ต้องบิน ดวงดาวยังไงก็สว่างสดใส เสี่ยงหู่ตุ้ยก็จะกลับมาสร้างปรากฏการณ์อีกครั้ง แฟนๆของวงกับคนดูคนอื่นๆ ก็พอใจกับการกลับมาครั้งนี้ เสี่ยวหู่ตุ้ยค่อยๆกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง มีนักปราชญ์ผู้หนึ่งกล่าวไว้ว่าเพราะว่าความรักของเสี่ยวไกว(โหย่วเผิง)ยังอยู่ที่นี่ สุดท้ายเราก็ได้เห็นและรู้จักผู้ชายที่ชื่อว่าซูโหย่สเผิง
 
ในปีนี้ โหย่วเผิงและพวกเราต่างก็สะสมประสบการณ์ใหม่ๆในฤดูใบไม้ผลิ, เดินทางผ่านฤดูร้อนที่แห้งแล้ง ,ผ่านฤดูใบไม้ร่วงที่สุกสกาว และผ่านช่วงเวลาที่หอมหวานของฤดูหนาว ในปีนี้พวกเราก็ได้เป็นประจักษ์พยานของการขึ้นเวลาอย่างต่อเนื่องของเสี่ยวหู่ตุ้ย ดูป็นพยานในการมอบรางวัลไป่ฮวาเจี่ยง เป็นพยานในการชนะประกวดในงานที่มาเก๊า. ในปีนี้พวกเราร้องไห้ หัวเราะ ตื้นตัน พวกเราและโหย่วเผิงก็ได้ก้าวผ่านปี 2010 นี้มาด้วยกัน

ฤดูใบไม้ผลิปี 2010 มีหนังสองเรื่องเข้าโรง เล่นเป็นหนุ่มที่กลัวการแต่งงานใน (สี่เกมเทพ). หรือผู้ปราชเปรื่องในการดนตรีใน (สวินจ่าวหลิวซานเจี่ย). ทำให้เราเห็นซูโหย่วเผิงในหลายรูปแบบ เห็นโหย่วเผิงในหนังกับความยุ่งเหยิงของเด็กสี่คน ฟังเขาร้องเพลวคุงชวู่ เขาเปลี่ยนสไตล์การแสดงไปหลายรูปแบบ เราก็เดินทางไปข้างหน้าเช่นเดียวกับโหย่วเผิง การแสดงที่ปรับเปลี่ยนสไตล์และบทบาทอยู่เสมอทำให้เขาค่อยๆสะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ

 
ฤดูร้อนปี2010 (คังติ้งชิงเกอ). และ (มี่ชื่่อ). เปิดกล้องพร้อมกัน เขาเหมือนเจอปฏิกิริยาตอบกลับจากการขึ้นที่สูง ไม่รู้วันรู้คืน แต่ด้วยความยากลำบากนี้ ก็ได้รวมเข้าเป็นชายหนุ่มผู้รักชาติยิ่งชีพนามว่าี่ซูเจี๋ยและชายหนุ่มนักเขียนที่มีนิสัยเจ้าระเบียบระมัดระวังไปทุกเรื่อง ทำให้ได้รับการตอบรับอย่างดีในส่วนของรายได้และคำวิจารณ์  ด้วยเหตุนี้ทำให้แฟนๆสามารถติดตามเขาไปได้ทีละสเต็ปๆ
 
ฤดูใบไม้ผลิปี 2010 HUNDRED FLOWERS AWARDS-รางวัลซูหยวนไป่ฮวา ซวุนลี่จงฟ่าง รางวัลสองรางวัลนี้ถือเป็นรางวัลที่มีเกียรติสำหรับเขามาก ในงานมอบรางวัล. น้ำตาของเขาก็เอ่อล้นออกมา ความลำบากที่ผ่านดูจะเป็นความทรงจำที่เรือนลาง พวกเราได้เป็นประจักษ์พยานในช่วงเวที่มีเกียรตินี้. ได้แบ่งปันน้ำตาแห่งความยินดี นับเป็นความสุขที่สุดแล้ว
 
การดินทางไปไม่หยุดยั้งบนเส้นทางจอเงินนี้ แต่ความรักในด้านงานเพลงของเขาก็ไม่เคยหมดไป. สำหรับแฟนๆของโหย่วเผิง ของขวัญล้ำค่าที่โหย่วเผิงได้มอบให้คงหนีไม่พ้นในเว็บ weibo http://weibo.com/suyoupeng โหย่วเผิงเข้ามาทักทายแฟนๆครั้งแล้วครั้งเล่า คุยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา บางทีก็มีมุขขำๆมาให้แฟนๆ บางทีก็มาพร้อมถ้อยคำกินใจ ทำให้ทั้งเขาและแฟนๅ ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ยิ่งแฟนใหม่ๆยิ่งได้รู้จักตัวตนของเขามากขึ้น แฟนเก่าๆก็ได้หวนระลึกถึงเสน่ห์ของเขา การเดินทางไปพร้อมๆกันสร้างความเข้าใจและเดินผ่านการวิพากษ์วิจารณ์ สุดท้ายก็เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันรู้สึกถึงความอบอุ่นในช่วงเวลาที่หนาวเหน็บ
 
มีเพื่อนคนหนึ่งเคยพูดไว้ว่า ในช่วงเวลาของการเดินทางที่อ่อนเพลียและเหนื่อนล้า แต่พอมองเห็นไอดอลที่ยังคงมุ่งมั่นตั้งใจฟันฟ่าอุปสรรค ใจเราก็พลอยมีกำลังและรู้สึกอบอุ่น และยังมีความกล้าหาญที่จะเดินทางระยะไกล โหย่วเผิงกำลังจะบอกเราว่า มันก็เป็นอย่างนี้แหละ เขาใช้ประสบการณ์ชีวิตที่มากมายมาบอกความหมายของการใช้ชีวิตและคุณค่าของความพยายาม เขาใช้เพลงอันแสนวิเศษและผลงานในจอโทรทัศน์มาประดับประดาชีวิตของเรา เขาก็เป็นทั้งเพื่อนทั้งครู คนแบบนี้แม้จะเหมือนเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันมาบรรจบกัน แต่เขาก็ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่จริงในโลกของเรา และนี่ก็พรหมลิขิตของพวกเรากับโหย่วเผิง
 
ปิดท้าย ปี 2010 ต้อนรับ ปี 2011 ที่กำลังใกล้เข้ามา ถ่ายเนื่องผลงานที่ทรงเกียรติ พวกเราและโหย่วเผิงต่างก็ต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เพราะความขยันและไม่พอใจกับสภาพที่เป็นอยู่เสมอ ทำให้เขาผลิตผลงานใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา และที่เราสามารถทำได้ก็คือรับความรักของเขาไว้ เป็นเพื่อนร่วมทาง ไม่ท้อไม่ถอย เดินทางสุดหล้าฟ้าเขียว ความรักของพวกเราก็อยู่นะที่นั้น เพราะพลังแห่งความรัก จะทำให้เราแข้มแข็ง และงดงาม

Alec Love Me

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8809
    • ดูรายละเอียด
<a href="http://www.youtube.com/v/-rKIfbqeS9E&amp;feature=plcp" target="_blank" class="new_win">http://www.youtube.com/v/-rKIfbqeS9E&amp;feature=plcp</a>

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
<a href="http://www.youtube.com/v/1ytkZ_mW3t0&amp;feature=plcp" target="_blank" class="new_win">http://www.youtube.com/v/1ytkZ_mW3t0&amp;feature=plcp</a>

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
<a href="http://www.youtube.com/v/35bYapJOIhI&amp;feature=plcp" target="_blank" class="new_win">http://www.youtube.com/v/35bYapJOIhI&amp;feature=plcp</a>

Chomnath

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
ที่มา http://thai.cri.cn/1/2006/03/10/21@63540.htm

โหย่วเผิง มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Alec เกิดวันที่ 11 กันยายน ปี 1973 ที่ไต้หวัน ครอบครัวของเขามีพ่อ แม่และน้องชายหนึ่งคน ซูโหย่วเผิงเข้าวงการบันเทิงตอนอายุ 15 ปี เคยเป็นสมาชิกวง"เสี่ยวหู่ตุ้ย" วงดนตรีไต้หวันที่มีชื่อเสียงในเอเซีย เมื่อเดือนธันวาคม ปี 1992 ซูโหย่วเผิงออกอัลบั้มชุดแรก ชื่อwo zhi yao ni ai wo แปลว่า "ขอเพียงแต่เธอรักฉันเท่านั้น" เพราะรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาและเสียงไพเราะ ทำให้ซูโหย่วเผิงได้รับความนิยมจากแฟน ๆ อย่างมาก และขายดีมาก ตั้งแต่ปี 1992 จนถึง ปี 2004 ซูโหย่วเผิงออกอัลบั้มถึง 17 ชุด ได้รับรางวัลดนตรีมากมายทั้งในแผ่นดินใหญ่จีน ฮ่องกง ไต้หวันและต่างประเทศ

นอกจากซูโหย่วเผิงจะได้รับความสำเร็จอย่างมากในวงการดนตรีแล้ว เขายังเข้าวงการการแสดงอีกด้วย ซูโหย่วเผิงเล่นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์มากมาย และก็ได้รับความสำเร็จอย่างดีอีกเช่นกัน เมื่อปี1997 ซูโหย่วเผิงเข้าร่วมแสดงละครโทรทัศน์เรื่อง"องค์หญิงกำมะลอ" ฝีมือการแสดงยอดเยี่ยมทำให้เขาได้รับความนิยมอย่างมาก ปัจจุบัน ซูโหย่วเผิงเป็นทั้งนักร้องและนักแสดงที่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่

<a href="http://www.youtube.com/v/SwyrvlFfpbk&amp;feature=related" target="_blank" class="new_win">http://www.youtube.com/v/SwyrvlFfpbk&amp;feature=related</a>