กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
TV Series / Re: 20. [2551] เจียงจี้จิ้วจี้ รับบทจวงยั่วหลง
« กระทู้ล่าสุด โดย Alec Love Me เมื่อ กุมภาพันธ์ 17, 2018, 05:29:41 AM »
2
TV Series / Re: 23. [2558] แผนรัก สยบเพลย์บอย รับบทลู่ซีนั่ว
« กระทู้ล่าสุด โดย Alec Love Me เมื่อ กุมภาพันธ์ 04, 2018, 08:05:24 AM »
พากษไทย-ดูทั้งหมด
https://www.youtube.com/playlist?list=PL73e_kMQZh_X7UKBQknBlcH2Xn7P-M60L


แผนรักสยบเพลย์บอย ตอนที่ 21
https://www.youtube.com/watch?v=KwhRZA65Bdc&index=21&list=PL73e_kMQZh_X7UKBQknBlcH2Xn7P-M60L

เธอนั้นหรอ ? ไม่ค่อยสนใจอะไร ไม่ค่อยมีหัวคิดชอบพูดให้คนอื่นตกใจ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่ก็พิเศษนะ ทำอะไรก็รวดเร็วแบบรวกๆ เหมือนเม็ดทรายเลย แต่ถ้าได้อยู่กันนานๆ ก็จะกลายเป็นไข่มุกเม็ดงามได้ // ลู่ซีนั่ว กล่าวไว้ ^^

รูปทั้งหมด
http://tieba.baidu.com/p/2459739834
4
Xiao Hu Dui's Albums / Re: 1991 Love
« กระทู้ล่าสุด โดย Alec Love Me เมื่อ มกราคม 25, 2018, 03:41:06 PM »
把你的心我的心串一串
串一株幸運草串一個同心圓
讓所有期待未來的呼喚 
趁青春做個伴

別讓年輕愈長大愈孤單
 把我的幸運草種在你的夢田

讓地球隨我們的同心圓 永遠的不停轉

向天空大聲的呼喚說聲我愛你 向那流浪的白雲說聲我想你
讓那天空聽得見 讓那白雲看得見
誰也擦不掉 我們許下的諾言

想帶你一起看大海說聲我愛你 給你最亮的星星說聲我想你
聽聽大海的誓言 看看執著的藍天
讓我們 自由自在的戀愛

รัก


นำหัวใจเธอหัวใจฉันร้อยเป็นพวง ร้อยเป็นต้นหญ้าโชคดีเต้นร้องเป็นวงกลมที่มีศูนย์กลางหนึ่งแท่ง
ให้สิ่งของทั้งหมดเรียกร้องรอคอยอนาคตจากวัยหนุ่มสาวมาเป็นเพื่อน

อย่าให้อายุเยาววัยยิ่งเติบโตยิ่งโดดเดี่ยว นำหญ้าโชคดีของฉันปลูกอยู่ในความฝันของเธอ
ให้โลกตามวงกลมที่มีศูนย์กลางของพวกเรา หมุนไม่หยุดตลอด

ร้องเรียกเสียงดังต่อท้องฟ้าว่าฉันรักเธอ พูดต่อเมฆขาวที่เรร่อนพเนจรอยู่ว่าฉันคิดถึงเธอ
ให้ท้องฟ้าได้ยิน ให้เมฆขาวได้เห็น
ใครก็ลบไม่ทิ้ง คำสัญญาที่ได้ตกลงไว้

คิดอยากพาเธอไปดูเทละด้วยกันพูดว่า “ฉันรักเธอ” ให้ดาวที่สว่างที่สุดพูดว่าฉันคิดถึงเธอ
ฟังๆคำสาบานของทะเล ดูๆท้องฟ้าสีครามที่ดื้นรั้น
ให้เรารักกันอย่างอิสระ
6
TV Series / Re: 22. [2557] แปดเทพอสูรมังกรฟ้า รับบทอู่หยาจื่อ
« กระทู้ล่าสุด โดย Alec Love Me เมื่อ ตุลาคม 25, 2017, 02:42:35 PM »


https://www.facebook.com/groups/145601942308886/permalink/769950103207397/

อู๋หยาจื่อสุดยอดฝีมือแห่งสราญรมย์
"สืบความเที่ยงธรรมของฟ้าดิน ควบคุมธาตุทั้งหกในจักรวาล ท่องไปโดยไร้ขอบเขต" เป็นที่มาของคำว่าสราญรมย์ คำว่าธาตุทั้งหกหมายถึง ชื้น ร้อม ลม ฝน มืดและสว่าง ส่วนคำว่าท่องไปโดยไร้ขอบเขตแสดงถึงความลึกล้ำวิชาตัวเบาของสำนักและยังกินความไปถึงการปล่อยตัว ไม่ยึดติด วิชาสำนักสำนักสราญรมย์ได้ชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน !!
เจ้าสำนักสำนักสราญรมย์รับศิษย์ไว้สามคน ประกอบไปด้วย นางเฒ่าทาริกา อู๋หยาจื่อ และหลี่ชิวสุ่ย แต่ละคนเรียนรู้ยอดวิชาต่างกัน อู๋หยาจื่อหน้าตาหล่อเหลาราวสลักเสลาจากหยก เป็นที่ชมชอบของศิษย์พี่น้องสตรี ทั้งสองจึงชิงรักหักสวาทกัน หลี่ชิวสุ่ยยังมีน้องสาวอีกคนซึ่งไม่ปรากฏนามในนิยาย (ในหนังบางเวอร์ชั่นเรียกหลี่ฉางไห่ บางเวอร์ชั่นเรียกหลี่ชิวเซียง)
ตามกฏเกณฑ์ของสำนักสราญรมย์ ผู้เป็นเจ้าสำนักไม่จำเป็นต้องศิษย์คนโต ผู้ใดฝีมือกล้าแข็งที่สุดผู้นั้นสามารถเป็นเจ้าสำนักได้ อู๋หยาจื่อฝีมือกล้าแข็งกว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องจึงดำรงตำแหน่งเจ้าสำนัก ซ้ำยังเป็นอัจฉริยะบุรุษแตกฉานวิชาแขนงต่าง ๆ ของสำนักจนหมดสิ้น เช่น โหราพยากรณ์ หมากรุก จิตรกรรม ปฏิมากรรม อักษรศาสตร์ การเกษตร
ด้านนางเฒ่าทาริกาฝีก "พลังหกบรรจบมีแต่เราเป็นเอกะ" อันเป็นวิชากำลังภายในขั้นสูงของสำนักตั้งแต่อายุหกปี เมื่ออายุ 26 ปี ขณะฝึกปรือถึงขั้นสำคัญ หลี่ชิวสุ่ยตะโกนร้องที่ด้านหลังเป็นเหตุให้พลังโคจรผิดแนวทาง หยุดการเจริญเติบโต ร่างกายกลายเป็นเตี้ยแคระ นางจึงเคียดแค้นหลี่ชิวสุ่ยยิ่ง เมือปราศจากคู่แข่งหลี่ชิวสุ่ยจึงได้อู๋หยาจื่อไปครอบครอง ส่วนนางเฒ่าทาริกาแยกตัวไปก่อตั้งวังคฤธรศักดิ์สิทธิ์ที่เขาเทียนซาน
ต่อมาอู๋หยาจื่อแต่งงานกับหลี่ชิวสุ่ยพักอาศัยที่ถ้ำศิลาริมบึงกระบี่ ภูเขาอู๋เลี่ยง ประเทศต้าหลี่ สองสามีภรรยารวบรวมวิชาทุกค่ายสำนักเพื่อบัญญัติวิชาฝีมือชุดหนึ่งที่ครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง ทว่าวันหนึ่งอู๋หยาจื่อพบหยกงามก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งจากในภูเขา เขาสลักหยกชิ้นนั้นอาศัยหลี่ชิวสุ่ยเป็นต้นแบบ เมื่อสลักเสร็จสิ้น อู๋หยาจื่อเอาแต่พูดคุยกับรูปปั้นหยก หลี่ชิวสุ่ยพูดคุยด้วยก็หาได้สนใจ หลี่ชิวสุ่ยทั้งขุ่นเคือง ทั้งไม่เข้าใจเหตุผล จึงพาบุรุษมากหน้าหลายตาซึ่งล้วนแต่รูปงามมาพรอดรักต่อหน้า อู๋หยาจื่อขุ่นเคืองยิ่งสะบัดหน้าจากไป หาทราบไม่ว่าหลี่ชิวสุ่ยได้เข่นฆ่าบุรุษเหล่านั้นหมดสิ้น นางทำเพื่อประชดเท่านั้น
ซึ่งความจริงคนที่อู๋หยาจื่อหลงรักอย่างงมงายคือน้องสาวของหลี่ชิวสุ่ยที่มีใบหน้าคลับคล้ายกัน เพียงแต่น้องสาวหลี่ชิวสุ่ยมีไฝเล็ก ๆ ที่ข้างตาขวา ขณะที่หลี่ชิวสุ่ยไม่มี สมัยที่อู๋หยาจื่อหลงรักน้องสาวหลี่ชิวสุ่ยตอนนั้นนางมีอายุเพียงแค่ 11 ปี รูปปั้นหยกนั้นคือตัวแทนน้องสาวหลี่ชิวสุ่ยนั่นเอง
อู๋หยาจื่อกับหลี่ชิวสุ่ยยังมีลูกสาวคนหนึ่งนามหลี่ชิงเมิ่งแต่งกับกับตระกูลหวังเมืองซูโจว จึงเรียกว่าหวังฮูหยิน(หวังฮูหยินแปลว่าภรรยาคนแซ่หวัง หวังฮูหยินเป็นมารดาของหวังอวี่เยียนที่ต้วนอี้หนึงในตัวเอกของเรื่องชมชอบ หวังฮูหยินนางใช้แซ่หลี่ตามมารดา แสดงว่าหลี่ชิวสุ่ยขุ่นเคืองอู๋หยาจื่อที่จากไปอย่างยิ่ง ไม่ให้ใช้แซ่อู๋ตามบิดา)
เมื่ออู๋หยาจื่อจากหลี่ชิวสุ่ย ต่อมาเขาได้รับศิษย์ไว้สองคน คือซูซิงเหอและติงชุนชิว เขาตรากฏเพิ่มว่าผู้ใดเรียนรู้วิชาอย่างกว้างขวางจะได้เป็นเจ้าสำนัก ซูซิงเหอเรียนรู้ศิลปะศาสตร์หลากหลาย พิณ หมากล้อม เกษตร อักษร วาดภาพ หากทว่าเรียนรู้หลากหลายเกินไปจึงไม่สำเร็จสุดยอด ไม่ได้ฝึกปรือวิชาขั้นสูงของสำนัก ด้านวิชาฝีมือสู้ติงชุนชิวผู้เป็นศิษย์น้องไม่ได้ ขณะที่ติงชุนชิวรู้จักแต่เรียนรู้วิชาฝีมือ ไม่เข้าใจวิชาแขนงอื่น ทราบว่าไม่ได้เป็นเจ้าสำนัก จึงคิดทรยศอาจารย์ ฟาดทำร้ายอู๋หยาจื่อตกเหวและยังทำร้ายซูซิงเหอคิดสังหารทิ้ง
แต่ซูซิงเหอเกิดไหวพริบได้บอกต่อติงชุนชิวว่า วิชาฝีมือสำนักยังมีอีกมากที่ติงชุนชิวยังไม่เรียนรู้ เช่น หัตถหกสุริยัน พลังไร้ลักษณ์น้อย และได้หลอกลวงบอกสถานที่ไปค้นหา ติงชุนชิวจึงสั่งให้ซูซิงเหอแกล้งทำเป็นใบ้ห้ามแพร่งพรายเรื่องสุดยอดวิชาสำนัก ทั้งยังต้องการรักษาชีวิตซูซิงเหอไว้เพื่อคอยถามความลับที่ซ่อนวิชาฝีมือ เมื่อติงชุนชิวหาไม่พบ กลับไปพบซูซิงเหอหลายครั้ง ซูซิงเหอใช้วิชาค่ายกลหลบลี้หนีหน้าโดยตลอด
อู๋หยาจื่อโดนติงชุนชิวศิษย์ทรยศฟาดทำร้ายตกเหว โชคดีได้ซูซิงเหอช่วยไว้ค่อยมีชีวิตรอด ตอนแรกเขาคิดเสาะหาศิษย์ชาญฉลาดมุ่งมั่นให้ชำระความแค้นให้ วันเวลาผ่านไป ด้วยอายุขัยอันจำกัด จำต้องเปิดเผยหมากกลเจินหรง (หมากกลมุกหยกกระทบ) หวังชักนำอัจฉริยะ ฉลาดหล่อเหลามาแก้หมากกล (หมากกลในที่นี้คือหมากล้อม)
ซูซิงเหอส่งเทียบเชิญไปยังค่ายสำนักต่าง ๆ ให้มาแก้หมากกลเจินหรง (หมากกลมุขหยกกระทบ) ติงชุนชิวทราบข่าวจึงคิดมากำจัดซูซิงเหอทิ้งเพราะผิดคำพูดว่าจะเป็นใบ้ ชาวยุทธ์หลายคนก็ได้รับเทียบเขิญมาด้วย เช่น ต้วนอี้ ต้วนเหยียนซิ่ง มู่หยงฟู่ ซีจุ๊หลวงจีนน้อยแห่งวัดเส้าหลินได้มาพร้อมกับพระชั้นผู้ใหญ่
หมากกลเจินหรง ไม่ใช่หมากล้อมที่เป็นการแข่งขันกันของสองฝ่าย แต่เป็นการวางหมากจำนวนหนึ่งไว้ก่อนแล้ว เพื่อให้ผู้คนมาแก้หมาก ยิ่งหมากกลของอู๋หยาจื่อซึ่งใช้เวลาคิดค้นเพิ่มเติมถึง 3 ปียิ่งพฺิสดาร คล้ายมีมนต์สะกด เปลี่ยนแปลงไปตามธาตุแท้จิตใจคน ต้วนอี้มีรักลึกซึ้งเกินไป ไม่ยอมทอดทิ้งหมากเลยพ่ายแพ้ มู่หยงฟู่คิดฟื้นฟูราชวงศ์เยี่ยนแก้หมากแบบดื้อดึงเกินไปจึงพ่ายแพ้เข้าสู่เส้นทางมารแทบฆ่าตัวตาย ส่วนต้วนเหยียนซิ่ง อดีตเคยเป็นถึงรัชทายาทประเทศต้าหลี่ แต่ต่อมาพิการ เป็นเหตุให้ฝีกวิชาฝีมือแนวทางอธรรม การแก้หมากจึงเข้าสู่วิถีมารด้วยแทบต้องฆ่าตัวตาย
ขณะที่ต้วนเหยียนซิ่งจะฆ่าตัวตาย ซีจุ๊ต้องการช่วยต้วนเหยียนซิ่งไม่ให้ฆ่าตัวตาย จึงคิดก่อกวน เข้าไปวางหมากขาวแก้ขัด ทำให้หมากขาวตัวเองโดนกินไปแถบใหญ่ หมากขาวของเขากลับพาตัวเข้าสู่จุดอับ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้หมาก ตรงกับคำว่า "จากความตายกลับสู่ความเป็น"
ที่แท้หมากกลนี้สำคัญที่ตาแรก ขอเพียงกล้าสละหมากขาวที่โดนล้อมของตนเองให้ฝ่ายตรงข้ามกินแม้จะเสียหายไปบ้าง แต่จะทำให้ไม่ต้องเดินหมากแบบพะวักพะวงไม่ต้องห่วงหมากขาวตนเองที่ถูกล้อมอีก สามารถรุกไล่กินหมากดำได้อย่างต่อเนื่อง
สุดท้ายซีจุ๊แก้หมากได้โดยการช่วยเหลือของต้วนเหยียนซิ่งที่ส่งเสียงทางลมปราณคอยกระซิบบอก ได้เข้าพบกับอู๋หยาจื่อ แม้อู่หยาจื่อจะผิดหวังในใบหน้าซีจุ๊อยู่บ้าง เป็นเหตุให้ซีจุ๊ขุ่นเคืองคิดจากไป อู๋หยาจื่อเพียงแค่ใช้ปลายแขนเสื้อกดไหล่ซีจุ๊ ซีจุ๊รู้สึกเสมือนมีแขนข้างหนึ่งเหนี่ยวรั้งไว้ แสดงถึงพลังการฝึกปรืออันลึกล้ำของอู๋หยาจื่อ แม้จะผิดหวัง แต่เขาทนรอมาถึง 30 ปี บวกกับอายุขัยอันจำกัด จำต้องถ่ายทอดพลังลมปราณภูติอุดรที่ฝึกปรือมากว่า 70 ปีในร่างเขาให้แก่ซีจุ๊และตั้งเป็นเจ้าสำนักสราญรมย์ อู๋หยาจื่อจากบุรุษหล่อเหลากลายเป็นชายชราเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น ผมเผ้าหลุดร่วงเต็มศรีษะ
จากนั้นอู๋หยาจื่อยังมอบแหวนเจ็ดวิเศษอันเป็นเครื่องหมายเจ้าสำนัก เขาต้องการให้ซีจุ๊กำจัดติงชุนชิว แต่ซีจุ๊ภูมิปฏิภาณจำกัดหากให้ฝีกวิชาสำนักอันลึกล้ำ ถ้าไม่เข้าใจอาจได้รับอันตราย จำต้องได้คำชี้แนะเพิ่มเติม เขาจึงให้ซีจุ๊ไปที่เขาอู๋เลี่ยง ประเทศต้าหลี่เพื่อเรียนรู้วิชาจากหลี่ชิวสุ่ยผู้เป็นอดีตภรรยา โดยหาทราบไม่ว่าหลี่ชิวสุ่ยไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว แต่นางไปเป็นพระสนมที่ประเทศซีเซี่ย อู๋หยาจื่อยังให้แผนที่และภาพเหมือนของหลี่ขิวสุ่ย แต่แท้ที่จริงคือภาพของน้องสาวหลี่ชิวสุ่ยเพราะมีไฝที่ข้างตาขวา คาดว่าอู๋หยาจื่อขณะวาดภาพนี้คิดถึงน้องสาวหลี่ชิวสุ่ย จึงวาดเป็นภาพนางโดยไม่รู้ตัว เมื่อสั่งเสียเสร็จสิ้น อู๋หยาจื่อจึงสิ้นอายุขัยด้วยวัย 93 ปี
7
http://news.ifeng.com/a/20171013/52626711_0.shtml?_share=sina&tp=1507910400000

[2017.10.13 ] พบเห็นซูโหย่วเผิงนั่งเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก

พบเห็นซูโหย่วเผิงนั่งเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เหมาะสมแล้วจริงๆที่องค์ชายห้าเป็นบุคคลพิเศษแห่งวงการบันเทิง

หัวข้อ: ฉันพบเห็นซูโหย่วเผิงนั่งเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เหมาะสมแล้วจริงๆที่องค์ชายห้าเป็นบุคคลพิเศษแห่งวงการบันเทิง

เล่ากันว่า นับตั้งแต่ที่ซูโหย่วเผิงถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง 《The Devotion of Suspect X》เสร็จ ก็ไม่ค่อยจะได้ยินข่าวคราวใดๆของเขาเลย ผลก็คิอมีเพื่อนที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์กพบเห็นเขากำลังนั่งเรียนอยู่ที่นั่น  ที่ไหนได้องค์ชายห้าไปเรียนต่อที่นั่นส่งผลทฤษฎีเป็น  ”พลังบวก”   ในวงการบันเทิงนั้นซูโหย่วเผิงได้เลือกที่จะถอนตัวแม้จะอยู่ในช่วงที่รุ่งเรืองมากที่สุดก็ตาม แอดมินรู้สึกนับถือมากจริงๆ

พบว่าตัวเองกับดาราดังเรียนในห้องเดียวกันแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง

ช่วงนี้เพื่อนๆในมหาวิทยาลัยนิวยอร์กต่างกลับมาคึกคักกันอีกครั้ง สืบเนื่องมาจากครั้งที่แล้วที่หูเกอบอกว่าจะมาเรียนต่อที่นิวยอร์ก องค์ชายห้าก็ถูกจับได้ตอนที่อยู่มหาวิทยาลัยแล้ว

ยังจำได้ครั้งนั้นที่จะทำการต้อนรับหูเกอ คณะกรรมการฝ่ายนักศึกษาต่างชาติต่างก็เหน็ดเหนื่อยพอตัว ไม่เพียงแต่ปูพรมสืบค้น ยังได้สร้าง”ทีมจับหูเกอ”ขึ้นมาอีก ตำราล้ำค่าทุกชนิดของหูเกอต่างก็ถูกนำมาถกเถียงกันอย่างรวดเร็ว

และยังมีแฟนคลับบางคนที่แอบติดสินบนกับนักศึกษาในคณะศิลปกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก แล้วก็ได้ตารางเรียนของหูเกอมาเป็นข้อมูล อีกทั้งยังมีข่าวแว่วมาว่าแฟลชที่หูเกอทำการจองไว้ที่อเมริกาก็ถูกล้อมไว้หมดแล้ว

ทว่าซูโหย่วเผิงกลับ ”แอบทำแบบลับๆ” ไม่มีการวางแผนหรือป่าวประกาศใดๆ และเมื่อมีคนพบเห็นก็ถือว่าเป็นเพียงความบังเอิญ

แต่ในเว่ยป๋อก็เหมือนจะไม่มีร่องรอยหลักฐานใดๆ ปีนี้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซูโหย่วเผิงได้โพสต์บทความยาวว่าตัวเองจะเริ่มใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์แล้ว จะเข้าสู่โหมดปรับปรุงอย่างเป็นทางการ ที่แท้ก็เลือกที่จะกลับไปเรียนโดยไม่เปิดเผยให้คนภายนอกรับรู้นั่นเอง

เมื่อดูจากภาพบนเว่ยป๋อในช่วงนี้ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาอยู่ต่างประเทศ สวมหมวกถักไหมพรม สวมเสื้อแจ๊คเก็ตยีนส์ ดูเป็นลุคนักเรียน ดูเหมือนว่าจะใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมาสักพักแล้ว

และมีคนพบเห็นข้อความการเข้าเรียนของซูโหย่วเผิงบนเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์กด้วยถ้าดูตามเอกสารแล้วถือว่าเขาฉลาดมาก

มีรายงานว่าการมาที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์กในครั้งนี้ก็เพื่อเรียนต่อในสาขากำกับการแสดง มหาวิทยาลัยนิวยอร์กเป็นแหล่งที่มีศิษย์เก่าเป็นผู้กำกับชื่อดังมากมาย หลี่อันผู้กำกับชื่อดังระดับโลกก็จบมาจากที่นั่น

ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องโดดเดี่ยวผู้น่ารักชื่อคริส โคลัมบัสก็เคยศึกษาอยู่ที่นั่น

ผู้กำกับชื่อดัง อาทิ มาร์ติน สกอร์เซซีสไปค์ ลีโอลิเวอร์ สโตนโจเอล โคเอนก็เคยเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยนิวยอร์กเช่นกัน

ไม่เพียงเท่านั้น มหาวิทยาลัยนิวยอร์กยังครองอันดับหนึ่งด้านศิลปะการแสดง การโทรทัศน์ ละคร การเต้นรำและการถ่ายทำภาพยนตร์ด้วย จึงไม่แปลกเลยที่ซูโหย่วเผิงจะเลือกมาศึกษาต่อที่นี่

และแน่นอนว่ามีบางคนก็บอกว่าองค์ชายห้าไปเรียนต่อใน SPS American Language Institute(ศูยน์ภาษาอเมริกัน)

ไม่ว่ายังไงก็ตาม ฉายาเด็กเทพของซูโหย่วเผิงนั้นก็มีมานานแล้ว

ไม่แปลกที่แฟนคลับได้ออกมาเปิดเผยว่า “ซูโหย่วเผิงดีเลิศจนฉันอายที่จะพูดว่าตัวเองเป็นแฟนคลับของเขา”

ก่อนที่ซูโหย่วเผิงจะเริ่มเข้าสู่วงการบันเทิง เขาก็คือเด็กเทพที่เรียนเก่งดีๆนั่นเอง น่าจะเป็นเพราะว่าแม่เป็นครูประถม ปกติแล้วก็จะเข้มงวดกับลูก และนี่ก็เป็นสิ่งที่บ่มเพาะนิสัยที่ดีให้กับซูโหย่วเผิง ไม่ว่าจะอยู่โรงเรียนหรืออยู่บ้านเขาก็ขยันขันแข็งมาก

ในขณะที่เด็กในวัยเดียวกันกำลังคลั้งไคล้อยู่กับของเล่นหรือเกมส์ต่างๆอยู่นั้น ซูโหย่วเผิงในวัย 15ปี ได้ใช้คะแนนอันดับหนึ่งของโรงเรียนไปสอบเข้าในโรงเรียนมัธยมซึ่งเป็นโรงเรียนอันดับหนึ่งของไต้หวันชื่อ Taipei Municipal Jianguo High School ด้วย

เนื่องด้วยความขยันในการเรียน อาการสายตาสั้นของซูโหย่วเผิงจึงหนักขึ้นเรื่อยๆ พอถึงตอนที่เรียนจบมัธยมปลายก็สายตาสั้นปาไป 800D ซึ่งเหตุการณ์นี้แอดมินเข้าใจดีเพราะเคยสัมผัสมาแล้ว พอถอดแว่นตาออก ทุกอย่างก็พร่ามัวไปหมดเลย

เนื่องจากลักษณะภายนอกดูเหมือนสายตาใสปกติดี ซูโหย่วเผิงจึงถูกคัดเลือกให้เป็นสมาชิกในวงเสียวหู่ตุ้ย กลายเป็นสมาชิกทีมหนุ่มไอดอลที่โด่งดังไปทั่วเอเชียมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไม่เป็นสองรองจากวง TFboys ในปัจจุบันเลย

เปิดตัวยอดขายของอัลบั้มผลงานชุดแรกในปีนั้นได้ผลตอบรับดีมาก คอนเสิร์ตเต็มไปด้วยผู้คน ถูกบันทึกว่าเป็นเวทีคอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไต้หวัน การจราจรติดขัดมากที่สุด พนักงานเยอะที่สุด เวลายาวนานที่สุด เสียงปรบมือดังที่สุดด้วย

ถึงแม้ว่าจะมีการฝึกซ้อมอยู่บ่อยๆ แต่ซูโหย่วเผิงยังคงไม่ลดละในเรื่องของการเรียน ที่กองถ่ายมักจะเห็นภาพที่เขาก้มหน้าก้มตาเรียนอย่างจริงจังเสมอ

ตอนใกล้สอบ ซูโหย่วเผิงก็จะยุติงานด้านการแสดงอยู่พักนึง ตั้งใจเตรียมตัวในการสอบ อ่านหนังสือท่องจำเนื้อหาเหมือนกับนักเรียน ม.6 ทั่วๆไปในที่สุดคะแนนก็อยู่ที่ อันดับ 5 ของทั้งไต้หวัน สามารถสอบเข้าภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลของมหาวิทยาลัยไต้หวันได้อย่างสำเร็จได้รับการเลื่อนขั้นเป็นอัจฉริยะตัวจริงแห่งสาขาวิทยาศาสตร์


แต่ตามที่ซูโหย่วเผิงได้ออกมาเปิดเผยนั้น บอกว่าที่ตัวเองเลือกเรียนสาขานี้ ไม่ใช่เพราะเป็นสิ่งที่ใจชอบ แต่เป็นเพราะว่าสาขาวิศวกรรมเครื่องกลจัดว่าเป็นสาขาอันดับหนึ่งในมหาวิทยาลัยไต้หวัน เขาอยากจะบอกกับทุกคนว่า ตัวเขาเองยังคงเป็นเสือน้อยแสนรู้ผู้เรียนดีตัวนั้นอยู่เหมือนเดิม

นิสัยอันเข้มแข็งของเขานั้น ทำให้ผู้คนต่างก็ยอมรับนับถือและรู้สึกห่วงใยด้วย

แต่ว่าตอนที่ใกล้จะเรียนจบ ซูโหย่วเผิงกลับได้ทำเรื่องที่ทำให้ผู้คนทั่ววงการบันเทิงนั้นตะลึงตามๆกันไป ซึ่งก็คือ ลาพักการศึกษา

ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาสำคัญของวงเสียวหู่ตุ้ย ภาพที่เต็มไปด้วยผู้คนกลับลบเลือนหายไป ไม่เหมือนกับการเป็นไอดอลที่ผ่านมา เมื่อซูโหย่วเผิงย้อนกลับไประลึกถึงเรื่องนี้ สีหน้านั้นก็ปกปิดความหดหู่ไว้ไม่ได้  “หลังจากที่ตัดสินใจแบบนั้น ผมก็ถูกด่าอย่างสะใจ”

จริงๆแล้วที่ตัดสินใจแบบนั้น เหตุผลใหญ่ๆเลยก็มาจากเหตุการณ์ฉุกเฉินทางครอบครัว

ตอนนั้นพ่อของซูโหย่วเผิงไม่ได้คำนึงถึงการคัดค้านของแม่จะนำกิจการที่ทำมาหลายปีรวมถึงร้านขายวัสดุอุปกรณ์ที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงครอบครัวเซ้งออกไป โดนคนหลอกให้นำเงินที่มีและเงินสะสมทั้งหมดของซูโหย่วเผิงที่ได้มาจากการเป็นนักแสดงไปลงทุนกับตลาดวัสดุก่อสร้าง

แต่นึกไม่ถึงว่าจะเป็นช่วงที่ประสบกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้วยังต้องมาถูกหุ้นส่วนโกงอีก เงินที่ลงทุนไปก็ไม่ได้กลับคืนมา อีกทั้งยังติดหนี้อีกเป็นจำนวนมาก ฐานะเศรษฐกิจทางครอบครัวของซูโหย่วเผิงก้าวเข้าสู่สภาวะยากลำบากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนพ่อแม่ก็เถียงกันเพราะเรื่องนี้ แม่มักจะวิ่งมาร้องไห้อยู่บ่อยๆ โทษว่าพ่อทำลายครอบครัว ส่วนพ่อก็ดื่มเหล้าเมาดึกๆทุกวัน โทษตัวเอง และควบคุมตัวเองไม่ให้ใส่อารมณ์ไม่ได้

เผชิญกับความกดดันจากสื่อต่างๆ ภาระทางครอบครัว ซูโหย่วเผิงก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ช่วงนั้นเขาก็ได้ร่วงลงมากจากตำแหน่งเด็กเทพไอดอลผู้เรียนเก่งและเป็นผู้แพ้ทั้งด้านการเรียนและการงานในทันที

ถ้าเรื่องราวเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับคนอื่นๆ ฉากจบก็อาจจะได้รับการแก้ไข แต่เขาคือซูโหย่วเผิงไง

ช่วงที่กลับมาสู่สายตาประชาชนจำนวนมากอีกครั้ง ซูโหย่วเผิงคือนักแสดงหน้าใหม่ เขาได้รับคำเชิญอย่างน่าประหลาดใจจากบริษัทของฉงเหยาให้ไปรับบทเป็นองค์ชายห้าในละครชุดเรื่อง (องค์หญิงกำมะลอ)

ไม่คิดไม่ฝันว่าละครเรื่องนี้จะโด่งดังไปทั่วทุกสารทิศ ภาพขององค์ชายห้าจารึกไปยังจิตใจของผู้คน เขาและเจ้าเวยที่รับบทเป็นเสี่ยวเยี่ยนจื่อได้กลายเป็นกระแสคู่จิ้นที่ดีที่สุด จนกระทั่งถึงวันนี้ก็ยังคงเป็นละครในดวงใจของสถานีโทรทัศน์ใหญ่ๆหลายแห่ง

แต่สำหรับซูโหย่วเผิงแล้วการโด่งดังในครั้งนี้กลับมีความแตกต่าง ตอนนั้นเขาดูซื่อบื้อมาก ไม่รู้ว่าตัวเองได้กลายเป็นไอดอลของทุกคนไปแล้ว แต่ปัจจุบันนี้เขากลับได้ข้ามผ่านเหตุการณ์แย่ๆและได้ไต่ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของชีวิตมาแล้ว

จากนั้นละครทุกเรื่องที่เขาถ่ายทำต่างก็เป็นผลงานที่เรียกได้ว่าเป็นความทรงจำในวัยเด็กของพวกเราเลยก็ว่าได้

เรื่อง (มนต์รักในสายฝน) รับบทเป็นตู้เฟยผู้ตลกโปกฮาแต่ก็แฝงไปด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้ง

เรื่อง (เดชเซียวฮื้อยี้) รับบทเป็นฮวยบ่อฮ่วย ชายหนุ่มอายุราว 20 ปี เป็นน้องฝาแฝดกับเซี่ยวฮื่อยี้ เติบโตใน "วังเคลื่อนบุปฝา" วรยุทธสูงส่งแต่ไม่ทันเล่ห์กลในยุทธภพ จิตใจมีเมตตา ช่วยชีวิตเซียวฮื่อยี้หลายครั้ง

เรื่อง (ไทเก๊กจางซางฟง) รับบทเป็นหยี่เทียนสิงผู้สง่างามน่าหลงไหล

เรื่อง (อู่ตี่เซี่ยนหลิ่ง) รับบทเป็นนายอำเภอหังเที่ยเซิง เล่ากันว่าคู่จิ้นระหว่างหวังเยี่ยน (Rebecca Wang)กับซูโหย่วเผิงนั้นทำให้พวกเรารู้สึกคล้อยตามอยู่พักใหญ่ รู้สึกว่าใบหน้าของพวกเขาทั้งสองนั้นอ่อนละมุนดูสวยหล่อและกลมกลืนกันมาก

ในละครหลายๆเรื่องที่ผ่านมา แน่นอนว่าต้องมีบทบาทที่แอดมินชื่นชอบที่สุด นั่นก็คือเตียบ่อกี้ในเรื่อง(ดาบมังกรหยก)

ต้องบอกเลยว่า ปีนั้นเกาหยวนหยวนกับเจี่ยจิ้งเหวินมาแรงมากจริงๆ

หลังจากที่ได้สร้างภาพยนตร์ไอดอลในดวงใจเหล่านี้ สามารถกล่าวได้ว่า เส้นทางในการเป็นนักแสดงของซูโหย่วเผิงนั้นพัฒนามาตามทิศทางนี้หรือเรียกว่าเดินตามกระแสน้ำและทิศทางลมทว่าซูโหย่วเผิงกลับไม่ยอมที่จะเป็นแบบนี้ตลอดไป “นักแสดงจะอาศัยกินกับความหน้าตาดีในช่วงวัยรุ่นตลอดไปไม่ได้”

เขาเริ่มที่จะติดตามพัฒนาการทักษะในการแสดงของตัวเองเริ่มที่จะรับบทที่มีความท้าท้ายมากขึ้นและทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเป็นการ “พลิกบทบาทใหม่”ด้วย

แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเซอร์ไพร์สมากที่สุดนั่นก็คือ ในเรื่อง (เฟิงเชิง) The Message  เขาตีบทนักแสดงหน้าอ่อนที่วันๆชอบนั่งมองดอกหลานฮวาและร้องเพลงโอเปร่าได้อย่างดีเยี่ยม และได้รับรางวัลสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม อีกด้วย

ซูโหย่วเผิงพูดว่า : “เพื่อรับบทบาทนี้ ผมต้องไปเรียนการร้องงิ้วคุนฉวี่ที่โรงละคร Kunqu ของภาคเหนือด้วย”  ซูโหย่วเผิงกล่าวด้วยรอยยิ้มตอนที่พวกเราคิดว่าเขาพึงพอใจผลงานในอดีตของตัวเองแล้ว ช่วงที่พวกเราใช้โอกาสรวมผลงานละครนั้น เขาก็ได้หายตัวไปแล้ว

ซูโหย่วเผิงผู้กลับมามีชื่อเสียงอีกครั้ง เลือกที่จะวางมือลง ไม่รับงานแสดงต่อ แต่เลือกหันกลับไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย

เขาได้กลับเข้ามาสู่สายตาประชาชนอีกครั้งพร้อมกับผลงานภาพยนตร์ของตัวเองเรื่อง (จั๋วเอ่อร์) The Left Ear สิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมก็คือ ตำแหน่งของเขาในครั้งนี้คือผู้กำกับ

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการถกเถียงเป็นอย่างมาก คำเยินยอไม่เป็นเหมือนที่ใจคิดไว้ แต่ก็ทำให้เห็นถึงพรสวรรค์ในการเป็นผู้กำกับของซูโหย่วเผิงและสายตาอันโดดเด่นในการเลือกบทบาทเฉินตูหลิง,โอวหาว,หยางหยาง,หม่าซือฉุน ไม่ว่าจะเป็นทักษะในการแสดงหรือแม้แต่บทบาทในอนาคตล้วนสามารถกล่าวได้ว่าได้ก้าวขึ้นสู่ระดับใหม่ที่สูงขึ้น โอวหาวกับหม่าซือฉุนก็ได้พบรักในเรื่องนี้ด้วย

ถึงแม้ว่าเรื่อง (จั๋วเอ่อร์) The Left Ear จะทำให้ซูโหย่วเผิงได้รับการโจมตีมากมายกระทั่งมีคนเกิดความสงสัยและตั้งคำถามเกี่ยวกับความสามารถของเขาเหน็บแนมว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใครๆก็ทำออกมาได้ ก็แค่เรื่อง “ความเจ็บปวดในวัยรุ่น” เท่านั้น แต่ซูโหย่วเผิงกลับไม่เอามาใส่ใจ และยังได้ลองถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องที่สองออกมาอีกครั้ง นั่นก็คือเรื่อง The Devotion Of Suspect X ของฮิงาชิโนะ เคโงะ

จากภาพยนตร์เรื่องนี้ สามารถมองเห็นพัฒนาการจากเรื่องจั๋วเอ่อร์ The Left Ear อย่างเห็นได้ชัด ซูโหย่วเผิงได้นำการเขียนบรรยายความรู้สึกของตัวละครในฉบับดั้งเดิมมาแก้ไขใหม่เป็นฉากที่งดงามกว่าเดิม ทำให้อารมณ์ของผู้ชมกับการแสดงของนักแสดงรวมถึงอารมณ์ภายในเรื่องนั้นสลับไปมาอยู่ตลอด

ตอนนี้เขาเรียนเกี่ยวกับการเป็นผู้กำกับอยู่ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก คงเพื่อเป็นการนำผลงานละครที่ดีกว่าเดิมมาฝากทุกคนในอนาคตแหละ

จากทฤษฎี ”พลังบวก” ความไม่แน่นอนในวงการบันเทิงที่เปลี่ยนไปนั้น หลายๆคนมักจะหลงไหลในอำนาจของตัวเองตอนที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุด วันนี้อาจจะโด่งดังเป็นที่รู้จักมากมาย แต่พรุ่งนี้อาจจะไม่มีใครถามไถ่ถึงเลยก็ได้ แต่ซูโหย่วเผิงกลับเลือกที่จะถอยลงไปแม้ในยามที่ตัวเองยังอยู่ในจุดสูงสุด ไปต่างประเทศเพื่อเรียนต่อ ทำให้ผู้คนรู้สึกนับถือในความกล้าหาญของเขา และถือว่าเป็นสิ่งที่ทำเพื่อตัวเอง ทำใจให้สงบนิ่งก่อนแล้วค่อยเดินหน้าต่อ

สุดท้ายนี้อยากจะฝากคำพูดนึงไว้เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทุกคน บนเส้นทางชีวิตนั้น มักจะมีจุดสูงสุดที่คุณนึกไม่ถึงอยู่เสมอ ตอนที่คุณเดินไปถึงบนยอดเขา คุณมักอยากจะขึ้นไปในที่ที่สูงกว่าเดิมเสมอ แต่ในขณะนั้น สิ่งเดียวที่คุณควรทำก็คือถอยลงมาก่อน เพราะว่าเมื่อคุณถอยลงมายังพื้นราบแล้ว ถึงจะมีโอกาสได้ขึ้นไปยังภูเขาอีกลูกที่มียอดเขาสูงกว่าเดิมได้

หัวใจที่มีความเคารพ ในใจรู้ตื่นอยู่เสมอ คนเราจึงจะสามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
8
Alec's Albums / Re: 1993 Waiting for That Day-เติ้งไต่หน่าอี้เทียน
« กระทู้ล่าสุด โดย Alec Love Me เมื่อ ตุลาคม 21, 2017, 10:55:19 AM »
朋友都笑我又何必自作多情
เพื่อนหัวเราะเยาะฉันทำไม

像我這樣痴心實在傻得可以
จิตใจหลงไหลอย่างฉันช่างโง่จริงๆ

我也不知道為什麼如此專情
ฉันก็ไม่รู้ทำไมใจเดียวเช่นนี้

如今只能盼你給我一些你的心意
วันนี้ขอเพียงหวังเธอให้มีใจซักนิดกับฉัน

---------------------
朋友都笑我又何必自作多情
เพื่อนหัวเราะเยาะฉันทำไม

像我這樣痴心實在傻得可以
จิตใจหลงไหลอย่างฉันช่างโง่จริงๆ

我也不知道為什麼如此專情
ฉันก็ไม่รู้ทำไมใจเดียวเช่นนี้

如今只能盼你給我一些你的心意
วันนี้ขอเพียงหวังเธอให้มีใจซักนิดกับฉัน
9
Alec's Albums / Re: 1993 Waiting for That Day-เติ้งไต่หน่าอี้เทียน
« กระทู้ล่าสุด โดย Alec Love Me เมื่อ ตุลาคม 21, 2017, 10:45:18 AM »
自作多情 Zi Zuo Duo Qing (My First Crush)

朋友都笑我又何必自作多情
เพื่อนหัวเราะเยาะฉันทำไม

像我這樣痴心實在傻得可以
จิตใจหลงไหลอย่างฉันช่างโง่จริงๆ

我也不知道為什麼如此專情
ฉันก็ไม่รู้ทำไมใจเดียวเช่นนี้

如今只能盼你給我一些你的心意
วันนี้ขอเพียงหวังเธอให้มีใจซักนิดกับฉัน

就算我不在乎無言的付出
ถึงฉันจะไม่สนใจการจ่ายราคาที่ไม่มีคำพูด

活在一廂情願的夢裡
มีชีวิตอยู่ในความฝันที่คิดเข้าข้างตัวเอง

如果對我其實亳不在意
หากไม่ใส่ใจเลยสักนิดต่อฉัน

你教我如何面對自己
เธอจะให้ฉันมีท่าทีอย่างไรต่อตัวเอง
10
Alec's Albums / Re: 1993 Waiting for That Day-เติ้งไต่หน่าอี้เทียน
« กระทู้ล่าสุด โดย Alec Love Me เมื่อ ตุลาคม 21, 2017, 10:41:52 AM »
在自落望著你 不停地猶豫
มองเธอตามลำพัง ลังเลอย่างไม่หยุด

是否該把情書交給你
ควรนำจดหมายรักมอบให้เธอใช่หรือไม่

那些該說的話編了好久
คำพูดไหนควรพูดเรียบเรียงมานานมาก

見了面忽然之間全都忘記
พบหน้ากันในทันใดนั้นล้วนลืมหมด

如何讓你知道在我的心裡
ทำอย่างไรให้เธอรู้ว่าอยู่ในใจฉัน

一直藏著一個小秘密
ซ่อนความลับหนึ่งไว้ตลอด

每次聊天之中想告訴你
ทุกครั้งระหว่างพูดคุยกันอยากบอกเธอ

卻怎麼也提不出勇氣
ยังไงก็ไม่กล้าเอ่ยขึ้นมา

朋友都笑我又何必自作多情
เพื่อนหัวเราะเยาะฉันทำไม

像我這樣痴心實在傻得可以
จิตใจหลงไหลอย่างฉันช่างโง่จริงๆ

我也不知道為什麼如此專情
ฉันก็ไม่รู้ทำไมใจเดียวเช่นนี้

如今只能盼你給我一些你的心意
วันนี้ขอเพียงหวังเธอให้มีใจซักนิดกับฉัน

是不是每一個戀愛中的人
ใช่หรือไม่ทุกคนตกอยู่ในความรัก

都和我有同樣的遭遇
ล้วนมีประสบการณ์เช่นเดียวกันกับฉัน

看你如此從容的走過來
ดูเธอเดินมาอย่างไม่สะทกสะท้าน

不知道如何掩飾我的焦慮
ไม่รู้จะปกปิดความกังวลของฉันอย่างไร

就算我不在乎無言的付出
ถึงฉันจะไม่สนใจการจ่ายราคาที่ไม่มีคำพูด

活在一廂情願的夢裡
มีชีวิตอยู่ในความฝันที่คิดเข้าข้างตัวเอง

如果對我其實亳不在意
หากไม่ใส่ใจเลยสักนิดต่อฉัน

你教我如何面對自己
เธอจะให้ฉันมีท่าทีอย่างไรต่อตัวเอง
หน้า: [1] 2 3 ... 10