ซูโหย่วเผิงเขียนหนังสือ ซิงซุนเตอฉางสั่ว(สถานที่ของวัยรุ่น) ปี 2003

Youth Never Die(ปี 2003)



1. 【明星学生的高中生活】 ชีวิตศิลปินช่วงมัธยมปลาย

2. 【乖乖虎的学业与事业】การเรียนและการงานของไกวๆหู่

3. 【第一志愿的求学过程】 ความตั้งใจอันดับแรกคือการเรียน

4. 【聪明是必要的吗?一段师生对话】ความฉลาดนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นด้วยหรือ ?ช่วงชีวิตหนึ่งของครูกับนักเรียน

5.【苏有朋的专注性情】โหย่วเผิงให้ความสำคัญทางอารมณ์

6.【学生生活大转弯】การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตนักศึกษา

7.【苏有朋在大陆】โหย่วเผิงอยู่ที่จีน

8.【在戏剧与音乐之间】ระหว่างละครและดนตรี

9. 【在舞台上,一个梦想的真实】อยู่บนเวที ฝันที่เป็นจริง

10.【在家里:家人与苏有朋】ในบ้าน คนในครอบครัวกับโหย่วเผิง

11.【念旧又厌旧造成可爱性格】 หวนอดีตแล้วจะทำให้บุคลิกน่ารักขึ้น

12.【一念之转,就能自由自在】 การพลักผันแค่เสี่ยวนาที ก็สามารถอยู่อย่างอิสระ

13.【独一无二的师生之谊】 ความสัมพันธ์หนึ่งเดียวระหว่างอาจารย์กับนักเรียน

14. 附录2:我认识的“乖乖虎” ไกวๆหู่ที่ฉันรู้จัก

15. 自序 คำนำ

16. 谢老师序 ลำดับโดยอาจารย์แซ่
 


1. ชีวิตศิลปินช่วงมัธยมปลาย

ในโรงเรียนมีนักเรียนที่ดังมากๆขนาดนี้คนหนึ่ง ทุกคนคงมีความใฝ่ฝันและอุดมการณ์ของตัวเองซึ่งมันหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว อาจารย์แซ่กล่าวว่า “ ตอนก่อนที่เจอเขานั้น ในสายตาเราแล้วรู้สึกเขาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะมักจะได้รับโทรศัพท์ของแฟนๆที่โทรมาหาเขา ในห้องปกครองก็จะพูดตอบไปแบบเสียงดุๆก็ไม่ได้ แล้วก็ไม่เคยเจอนักเรียนคนนี้อีกด้วย ก็มีความรู้สึกว่าเด็กนักเรียนคนนี้เจ้าปัญหาจัง ทำไมไม่ตั้งใจเรียนดีๆ ไปเป็นศิลปินอะไรไม่รู้

“ ในตอนนั้น การเป็นศิลปิน วงการดารา นั้นเป็นอาชีพหนึ่งที่พวกเราไม่ยอมรับ ตอนนี้กับสิบห้าปีก่อนนั้นมันเป็นเหมือนหน้ามือกับหลังมือเลย สมัยนี้สังคมยอมรับว่าการเป็นศิลปินนั้นเป็นอาชีพอย่างหนึ่ง และชีวิตช่วงมัธยมปลายส่วนใหญ่ของโหย่วเผิงนั้นมักจะอยู่หน้าเวที และมันให้เห็นภาพเปรียบเทียบจากเด็กนักเรียนเข้าสู่วงการบันเทิง เขาสามารถทำได้กับการเรียนและวงการบันเทิงซึ่งพวกเรานั้นกำลังฝันใฝ่อยู่ ด้านหนึ่งเป็นเด็กเรียนที่
ี่ยอดเยี่ยม อีกด้านหนึ่งเป็นศิลปินขวัญใจ เป็นซุปเปอร์สตาร์ จริงๆแล้วทั้งสองอย่างนี้นั้นหลายคนก
็กำลังทำอยู่ แต่ท้ายสุดก็มักจะทำได้แค่อย่างเดียว คนเรียนเก่งก็อยากจะไปยุ่งกับการแสดง แต่ว่าขณะเดียวกันนั้นเขาเหยียบเรือสองแครม ผมรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คนเรายากจะกระทำได้ จริงๆแล้วคนที่อยากจะเข้าสูวงการบันเทิงนั้นมีเยอะมาก แต่ว่าจะหาคนที่มีความสำเร็จในด้านนี้นั้นน้อยมากๆเลยแหล่ะ แต่ว่าเขากลับมีทั้งสองอย่าง ก็นับว่าเขาเป็นเทพบุตรเลยแหล่ะ

ฉะนั้นก่อนที่ฉันจะเจอเขานั้น ก็คิดอยู่ว่าทำไมเขาถึงมีมากมายขนาดนี้ คนคนนี้จริงๆแล้วเป็นใครกันแน่ ในใจก็มีคำถามที่ใหญ่มาก คิดไม่ถึงว่าเด็กเทพ(อัจฉริยะ)อย่างเขานั้นดูๆไปแล้วก็ไม่มีอะไรให้แตะตาเลย ทำให้ฉันเสียความรู้สึกมากๆ อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้นั้นมีพิเศษจริงๆ ฉันประหลาดใจมากคนที่มีชื่อเสียงดังขนาดนี้ทำไมรูปร่างเป็นสภาพอย่างนี้ มันอาจเป็นเพราะเราจิตนาการณ์เกินไป” พูดถึงตรงนี้แล้ว อาจารย์แซ่ก็ได้ยิ้มแล้วหัวเราะออกมา

โหย่วเผิงกล่าวว่า จริงๆแล้วเขาเองเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ก็เหมือนกับเพื่อนนักเรียนทั่วไป “สายตาผม
สั้นเป็นพัน ตอนนั้นผมเองก็ใส่แว่น ตอนไปเรียนพิเศษที่หนันหยางก็ยังใส่อยู่ ไม่กลัวที่คนอื่นจะรู้จัก เพราะอย่างไรก็ให้มันสบายๆ เพื่อจะให้ผลการเรียนดีนั่นถึงจะเป็นเป้าหมายของผม


อาจารย์แซ่ก็ได้หวนคิดถึงภาพสมัยที่เขาขึ้น ม.6 “พวกเราวันหนึ่งจะต้องเจอนักเรียนมากมาย นิสัยของนักเรียนแต่ละคนดีหรือไม่ดี พวกเราล้วนรู้ไปหมด จริงๆแล้วเราเป็นที่ให้คำปรึกษา ก็จะมีเซ้นใน
ด้านนี้ ปกติแล้วนักเรียน ม.6 นั้นจะดี แต่ดูเขาแล้วกลับเหมือนคนไม่มีแรง รู้ว่าสภาพเขาตอนนั้นไม่ดีแน่ อยู่ในสภาพที่ตกต่ำ จริงๆแล้วดูออกเหมือนกัน”

“ตามปกติแล้ว คุณครูทุกคนล้วนมีห้องที่ต้องรับผิดชอบดูแล ปีนั้นห้องที่ฉันดูแลนั้นเป็นเด็ก ม.5 เขาอยู่ ม.6 จริงๆแล้วพวกเราไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลยแหล่ะ และฉันเองก็รู้ถึงสภาพที่ย่ำแย่ของเขา เขาคงไม่รู้สึกตัวมั้ง ฉันเองก็แค่ถามชวนเขาเล่นๆ ชวนว่ากลางวันนี้มานั่งสมาธิด้วยกันไหม”

“ตอนหลังเมื่อได้พูดคุยกันแล้วถึงจะรู้ว่าตอนนั้นเขาเองขาดความมั่นใจในตัวเอง จนถึงผลการเรียน ม.6 เทอมสองของเขาดีขึ้น ถึงจะมีความมั่นใจขึ้นมา เวลาเดินยังมีลมเลย” เมื่อพูดถึงตรงนี้ ทั้งครูและนักเรียนทั้งสองคนก็หัวเราะออกมา อาจารย์แซ่เล่าต่อว่า “ตอนเทอมแรกของ ม.6 นั้นเขายังนับว่าขยันอยู่ แต่เข้าสู่เทอมที่สองแล้วก็นานๆมาครั้ง แต่ว่าสำหรับห้องการให้คำปรึกษาแล้วถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าหากนักเรียนมาในห้องนี้น้อยก็นับว่าพวกเราได้กลับสู่สภาพปกติแล้ว เขาเข้าสู่สภาพปกติแล้ว ฉะนั้นก็ไม่ต้องมาอีก และยังดีใจกับเขาด้วย บางครั้งก็ยังเห็นเขาอยู่กับเพื่อนด้วย มีเพื่อนแล้ว ก่อนนี้นั้นเขาเองยังรู้สึกห่างๆกับเพื่อนนักเรียนอยู่
 

2.การเรียนและการงานของไกวๆหู่

มุมมองคุณค่านั้นไม่สามารถสมดุลกัน เคยนำความลำบากมาให้กับนักเรียนมัธยมปลายอย่างโหย่วเผิง
เขากล่าว “เทอมที่สองของ ม.6 นั้นมีการสอบ สอบครั้งแรกนั้น ก็รู้สึกว่าผลการสอบของตนนั้นไม่เลวเลย ยังอยู่ในอันดับต้นๆ แต่ผมในตอนนั้นเป็นคนน้อยเนื้อต่ำใจมาก เพราะขาดความมั่นใจในตัวเอง ในสภาพ
อย่างนั้น มุมมองคุณค่าที่ผมใฝ่ฝันและถือว่าสำคัญที่สุดคือผลการสอบช่วงปลายเทอมต้องดี นี่ถึงจะเป็นสิ่งที่ผมภูมิใจที่สุด และไม่เคยคิดถึงเลยว่าเมื่อผมดังแล้วก็สามารถหยิ่งได้ ไม่เคยมีความคิดอย่างนั้นเลย

“ตอนพึ่งเข้าไปเรียนที่เจี้ยนจงนั้น การบ้านผมนั้นแย่มาก ทำให้ผมไม่มีความมั่นใจเลย เพราะคุณค่าความสำเร็จอย่างอื่นนั้นผมไม่ให้ความสำคัญ จะต้องทำการบ้านให้ดี สามารถสอบเข้า
โรงเรียนที่ดี นั่งถึงจะเป็นสิ่งที่ดี และไม่มีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นดารา และไม่มีความคิดในเรื่องการงาน คงไม่มีใครที่พึ่งจบมัธยมต้นก็คิดเรื่องการงานแล้ว ฉะนั้นการที่จะเจอกับแฟนเพลงก็เป็นเรื่องธรรมดาแล้ว เพราะว่าผมนับว่าเป็นคนหนึ่งที่ดังขึ้นในช่วงพริบตา คิดว่าก็น่าจะดังอย่างนี้แหล่ะ ไม่มีการไปเปรียบเทียบ ไม่ได้ผ่านความลำบากมาก่อน

“จนกระทั่งตอนหลังได้หวนกลับมาคิด หลายปีมานี้ ด้านการงานนั้นทั้งขึ้นๆลงๆ พึ่งรู้ว่ามันไม่ใช่เป็นอย่างนี้ สิ่งเหล่านี้ได้มายากมาก แต่ในตอนนั้นผมรู้อย่างเดียวว่าการสอบปลายเทอมนั้นทำให้ผมมีความกดดันสูงมาก หากสอบได้ไม่ดีก็จะหมดสิ้นทุกอย่าง”
 


3. ความตั้งใจอันดับแรกคือการเรียน

เมื่อพูดถึงความทรงจำของการเรียน โหย่วเผิงกล่าวว่า สมัยเด็กๆนั้นเขาเป็นคนที่อะไรก็ต้องชนะ “เมื่อก่อนทุกครั้งที่สอบ สามารถที่จะได้ 100 คะแนน จะไม่ขอ 99 ต้องชนะคนอื่น 5 คะแนน จะไม่ไปชนะคนอื่นแค่คะแนน 2 คะแนน รวมทั้งผมเองก็เป็นคนรักการเรียนอยู่แล้ว และทั้งตั้งใจด้วย แต่เด็กผมเองก็เป็นนักเรียนประเภทหนอนหนังสือ ฉะนั้นก็จะไม่งงเลยว่าทำไมเมื่อผมขึ้นมัธยมปลายแล้ว ยังถือว่าการสอบปลายภาคนั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

และชีวิตในโรงเรียนเจี้ยนจง ก็ได้บทเรียนในชีวิตกับเขาไม่น้อยเลยทีเดียว นักเรียนที่เจี้ยนจงนั้นมีนิสัยที่แปลกๆอย่างหนึ่ง รวมไปถึงเพื่อนร่วมงานสมัยนั้นของผม "คุณซ่งเหวินซ่าง" เขาเองก็มีความรู้สึกอย่างเดียวกับผม แต่ว่าตัวเองอยู่ข้างในรั้ว ก็ไม่รู้สึก ผมเคยพูดกับซ่งเหวินซ่างว่า ผมเป็นคนน้ำใจดีมาก ผมไม่หยิ่งเลย ตอนนี้ผมรู้สึกว่าการพูดอย่างนั้นมันตลกมาก แต่ว่าตอนนั้นผม
ไม่รู้สึกเลย เมื่อก่อนผมรู้สึกว่าไม่ว่าจะเรื่องอะไร เพียงแต่ผมพยายามมัน นอกเสียจากผมไม่ต้องการมันเพียงแค่ผมอยากได้ มันมีทางทำให้ผมได้ที่หนึ่งแน่นอน ตอนหลังเมื่อออกจากโรงเรียนแล้วถึงรู้ว่า ความคิดแบบนั้นมันโคตรตลกมากๆ ฉะนั้นการดำรงชีวิตในตอนนี้ จะไม่แคร์ว่าเป็นที่หนึ่งหรือไม่ เพียงแค่ได้ทำอย่างเต็มที่ และจะไม่เพิ่มความกดดันให้ตัวเองอีก เพราะรู้ว่ามีหลายอย่างที่ตัวเองยังสู้คนอื่นไม่ได้ ไม่ใช่ความคิดสมัยเด็กๆอย่างนั้น ว่าตัวเองต้องเป็นคน
ที่เก่งที่สุด เป็นเด็กเทพ ฉะนั้นตอนนี้นั้นหลายๆเรื่องก็จะให้มันไปตามธรรมชาติ

อาจารย์แซ่รู้สึกว่า การปรับปรุงอย่างนั้น สำหรับโหย่วเผิงแล้ว เป็นเรื่องที่ดีมาก “เมื่อก่อนเขาเป็นคนนิสัยแข็ง แน่นอนคนอย่างนี้ย่อมกระทบความรู้สึกคนอื่นไม่น้อย สำหรับผมแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาได้ผ่านความลำบากมาไม่น้อยเลยที่เดียว เหมือนกับสอบรวม ความกดดันที่เขามีนั้นมันต้องมากกว่าคนอื่นแน่นอน
 


4. ความฉลาดนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นด้วยหรือ ? ช่วงชีวิตหนึ่งของครูกับนักเรียน

คิดถึงตอนแรกที่ได้เจออาจารย์แซ่ โหย่วเผิงได้หัวเราะเสียงดัง
“ตอนนั้นผมมีท่าทีทั้งให้ทั้งรับต่ออาจารย์อย่าง ตอนนั้นผมยังเด็กมาก ยังไม่มีปัญญาที่จะให้อะไรได้
ได้เพียงแต่ไปขอร้องให้ช่วย หลังจากที่จบมัธยมปลาย เขาก็ยังรู้ที่จะไปหาอาจารย์แซ่ที่โรงเรียน
“คนเราช่วงอยู่ในวัยรุ่นนั้น ล้วนไม่มีทิศทางเป้าหมาย บางครั้งค่านิยมหรือความรู้สึกของตัวคุณเอง
ก็ยังไม่รู้เลยว่าคุณจะกลายเป็นคนดี หรือจะเป็นคนเลว บ่อยครั้งผมเองก็คิดทิศทางเป้าหมายที่ผิด หาเหาใส่หัว
คิดไม่ตกว่ามันเป็นเพราะอะไร เมื่อถึงขั้นนี้แล้ว ก็จะกลับมาหาอาจารย์ อาจารย์ก็เพียงแค่เพื่อนที่เคียงข้าง
ท่านก็คงไม่สามารถบอกผมว่าจะเดินไปอย่างไร เพราะแต่ละกรณีล้วนแล้วแต่มีความแตกต่าง
แต่ว่าขณะที่ได้แบ่งปันเล่าให้อาจารย์ฟังนั้น ตัวเองจะคิดออกเอง

ตอนนี้น่าจะหนักแน่นแล้ว ก็จะรู้สึกว่าไม่จำเป็นแล้ว แต่ว่าตอนพึ่งออกจากโรงเรียน
ไปเรียนที่ไถต้า(มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน) นั้น ก็ยังลำบากมากๆ เพราะระบบมันแตกต่างกันสิ้นเชิง
เมื่อพูดถึงมหาลัยแล้ว ยิ่งไม่มีทิศทางเลย ฉะนั้นสุดท้ายก็ยังไปที่เจี้ยนจง อาจารย์แซ่กล่าวว่า
โหย่วเผิงเป็นนักเรียนที่ฉลาด ท่านกล่าว
“คนที่สามารถสอบเข้าเจี้ยนจงได้นั้นจำเป็นต้องเป็นคนที่มีการเรียนที่ดี
และพวกเขานั้นตั้งความคาดหวังต่อตัวเองสูง เมื่อเจอปัญหาก็จะคิดหาวิธีจะแก้อย่างไร
ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดของพวกเราคือให้คำแนะนำบางอย่างให้พวกเขา หรือตักเตือนอะไรบางอย่างพวกเขา
ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาก็สามารถแก้ปัญหาได้เอง


สิ่งที่เป็นลักษณะพิเศษของโหย่วเผิงคือ เขาได้ต่อสู้คนเดียวของเขามาตลอด แน่นอนบางครั้งก็เจอคนที่มีบุญคุณที่ช่วยเขา แต่ว่าเขาแทบจะเดินบนเส้นทางนี้มาคนเดียว ฉันเชื่อว่าความฉลาดของเขาเป็นเหตุหนึ่งที่สามารถทำให้เขาผ่านความลำบากต่างๆมาได้จนมาถึงจุดน
ี้ของวันนี้
โหย่วเผิงกล่าวว่า “แต่สำหรับผมแล้วรู้สึกว่าความฉลาดนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด ยังต้องมีการจัดการและควบคุมอารมณ์และนิสัยของคุณรวมอยู่ด้วย บางคนอาจจะฉลาดมากๆ แต่ว่าไม่สามารถที่จะผ่านพ้นปัญหาไปได้ ฉะนั้นก็ไม่มีความสำเร็จ หรือว่าคิดไม่ตก หรือว่าคิดได้ในทางที่ผิด มันอาจก่อให้เกิดอารมณ์ที่ไม่ดีให้กับตัวเองได้ ผมรู้สึกว่าอย่างอื่นมันสำคัญกว่า จริงๆแล้วความฉลาดนั้นก็ไม่นับว่าอะไร ก็เหมือนกับผมในตอนนี้ การสอบครั้งเดียวของคุณนั้นมันตัดสินทั้งชีวิตคุณหรือ? ชีวิตคนเรามีอะไรอีกเยอะ

อาจารย์แซ่กล่าวว่า “ฉะนั้นคุณรู้สึกว่าความฉลาดไม่ได้เป็นข้อสำคัญของความสำเร็จ”

โหย่วเผิงอธิบาย “ ใช่ และตัวผมเองก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนฉลาดมาก ผมเป็นแค่คนที่คิดตก ผมว่าอันนี้สำคัญ เพราะว่าผมรู้สึกว่าคนหนึ่งแม้จะฉลาดแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายก็ต้องกลับมาคิดว่าทำอย่างไรถึงจะให้ชีวิตเราอยู่อย่างสบายมีความสุข ผมคิดว่าอันนี้สำคัญมากกว่า และนั่นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ความฉลาดไม่สามารถนำมาให้ได้ บางทีมันเป็นนิสัยของคุณ คุณอาจไม่ใส่ใจ หรือว่าคิดอะไรให้มีทางออก เหมือนกับผมตอนนี้ไม่มีการแข่งขันที่สูง ผมรู้สึกว่าสวรรค์นั้นจะประทานโอกาสให้ตามคิว บางครั้งให้คุณ บางครั้งให้คนอื่น ไม่งั้นก็คงไม่ยุติธรรม หากว่าให้แต่คุณคนเดียว แล้วคนอื่นจะอยู่ไปเพื่ออะไรกัน? อีกอย่าง บุคลิกนิสัยก็สำคัญ
 

5.โหย่วเผิงให้ความสำคัญทางอารมณ์

อาจารย์แซ่เข้าใจว่า ความฉลาดนั้นจะทำให้คนเราใช้เวลาในการแก้ปัญหาหาทางออกน้อยลง เขารู้สึกว่าปฎิกิริยาของโหย่วเผิงนั้นเร็วมาก เวลาที่ล้มลง เร็วมากในการถือเป็นบทเรียน และบุคลิกนิสัยของเขานั้นมีคุณสมบัติที่พิเศษอย่างหนึ่งคือการมุ่งมั่น

โหย่วเผิงเองก็เคยเอ่ย เมื่อเขาเจอปัญหา รู้สึกว่าแม้ฟ้าจะถล่มลงมาจะเหยียดมือดันจะรับไม่ไหวก็ตามก็จะฝ่าฝันอย่างไม่ถอย อาจารย์แซ่กล่าวว่า “ก็หัวแข็งอย่างนั้นแหล่ะ เมื่อเขาตัดสินใจไปแล้วเนี่ย เขาก็จะทำให้จบให้ได้ นี่น่าจะเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญต่อการทำให้สำเร็จ ไม่ว่าจะฉลาดหรือว่าโอกาสมาถึง ก็ไม่สำคัญเท่าการยืนหยัดถึงที่สุด นอกจากนี้ อาจารย์แซ่ยังเอ่ยถึงสิ่งที่ท่านได้สังเกตมา “จริงๆแล้วเขาเองก็เป็นคนที่ขี้เลือก เรื่องหลายๆอย่างนั้น อย่างนี้ก็ดีแล้ว สำหรับเขาแล้วไม่ได้ แม้ว่าเวลาที่พวกเราได้อยู่ด้วยกันนั้นไม่นาน แต่ว่าเวลาที่คุยงานปรึกษาปัญหากัน ฉันเองก็ได้รับรู้ว่า เขาเองก็มีจุดยืนที่หนักแน่นต่องาน ฉะนั้นยิ่งนานวันก็ยิ่งเป็นตัวของตัวเอง “เมื่อก่อนเขาเป็นคนที่แสวงหาความเพอร์เฟค หลังๆมานี้บุคลิกถูกขัดเกลาบ้างแล้ว”
 

6. การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตนักศึกษา

เปรียบกับนักเรียนคนอื่นแล้ว โหย่วเผิงนั้นมีจุดที่ไม่เหมือนกับคนอื่น อาจารย์แซ่กล่าวว่า “นักเรียนคนอื่นนั้นก็มักจะมั่นคงอยู่ในทางเดียวเท่านั้น ตัวเขาเองกลับเดี่ยวอยู่นี่ เดี่ยวไปนั่น "(ประมาณอยู่ไม่เป็นสุข..ซุกซน)

โหย่วเผิงได้ยินอาจารย์พูดอย่างนี้ หัวเราะแล้วพูดว่า “ผมนั้นเดี่ยวดูเหมือนเด็กดีมาก เดี่ยวดูเหมือนเด็กดื้อ” อาจารย์แซ่คิดๆ ดู บอกว่าภาพลักษณ์เมื่อก่อนของโหย่วเผิงนั้นไม่ค่อยดี คือช่วงที่เขาพักกลางวัน ครั้งหนึ่งพวกเราไปกินข้าว โหย่วเผิงได้ใส่หมวกแก๊บปิดลงมาบังหน้าหมดเห็นแต่จมูก เขาไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าเขาเป็นไกวๆหู่”

อาจารย์แซ่กล่าวว่า “ ตอนนั้นฉันเห็นเขา ฉันเองเจ็บปวดใจมาก เขาเป็นแก้วตาดวงใจของฉัน แต่ว่าภาพในตอนนั้นของเขานั้น เหมือนกับว่าตัวเองเจอผู้คนไม่ได้อย่างนั้นเลย ฉันเองก็เสียใจมาก ความทุกข์ที่เขาเจอนั้น พวกเราก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย แต่ว่า เขาเองจำเป็นจะต้องชนะมันให้ได้ จริงๆแล้วพนักงานที่ร้านก็จำเขาได้ เขาก็บอกว่ารีบไปเถอะ แต่ว่าตอนนี้ออกไปกับเขานั้น เขากลับไม่รู้สึกอะไรเลย เขาทำตัวเฉยๆ”

คิดถึงช่วงที่โหย่วเผิงออกจากการเรียนที่ไถต้า(มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน) อาจารย์แซ่กล่าวว่า “มีความมากมายเสียใจ พ่อแม่หลายคนรู้สึกว่า ทั้งเล่นไปด้วย ทั้งเรียนไปด้วย ก็คำนึงไปทั่วทั้งสองด้าน เป็นแบบอย่างของการสอนลูกสอนหลาน หลังจากนั้นเขาก็ไปที่อังกฤษ ในช่วงเวลานั้น ฉันเชื่อว่าความกดดันของเขานั้นใหญ่มาก “ตอนนั้นเดิมทีเขาตั้งใจว่าจะเรียนต่อไป ครั้งหนึ่งเขาโทรมาหาฉัน ฉันสามารถสัมผัสถึงความจับต้นชนปลายไม่ถูกของเขา เพราะว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น การศึกษาของไต้หวันก็ไม่ได้ทำแค่ตอนเดียว โรงเรียนทางโน้นก็ไม่ได้ขอไป ค่าใช้จ่ายก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง”


โหย่วเผิงกล่าวว่า “ตอนนั้นเพียงหาโรงเรียนสอนภาษาเอง สภาพจิตใจแย่มาก อยากจะปลดปล่อยตัวเอง ฉะนั้นเลยไม่คิดจะหาผู้ใหญ่ที่อยู่ทางโน้นมาช่วยสักคน ไปเพียงตัวคนเดียวเท่านั้น รู้สึกว่าไปใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง ตอนนั้นดื้อมาก ผมก็ยังเป็นคนหนึ่งที่ดื้ออยู่”

อยู่ที่โน่นรู้สึกว่าอิสระมาก ตั้งแต่อายุผมสิบห้าปีนั้น ก็ไม่สามารถไปซีเหมินติง ไม่สามารถไปถนนย่าหม่า ทำอะไรก็ไม่ได้ แต่ว่าเมื่ออยู่ที่อังกฤษ ทำอะไรก็ได้หมด สำหรับผมแล้วมันเป็นอะไรที่เปรียบดังฟ้ากับดินเลย
โหย่วเผิงในปัจจุบัน ไม่มีเวลาที่ไม่อิสระ เขากล่าว “เมื่อก่อนช่วงสอบนั้น จะมีคนเขียนจดหมายมาให้กำลังใจผม ผมเองจะรู้สึกว่ามันสร้างความกดดัน แต่ตอนนี้ผมเองก็เข้าใจและสามารถหาความสมดุลได้แล้ว มันจะไม่สามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตของผม ผมอยากจะไปเดินที่ไนท์บาซ่า ผมก็ไปเดินได้ คนอื่นจะมองผม ผมเองก็กินไปโดยที่ไม่ใส่ใจ มันก็อย่างนี้ อยากจะทำอะไร ก็จะทำอย่างนั้น แม้ว่ามีคนมาขอลายเซ็นต์กับผม ผมก็เซ็นต์ให้ ไม่มีปัญหา มันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้ว

“ครั้งนี้ที่ผมกลับมา ได้พูดคุยกับอาจารย์ คิดถึงการเปลี่ยนแปลงในหลายปีมานี้ ก็ถือเสียว่าเป็นชะตาก็แล้วกัน ปีนี้ผมเองก็ครบสิบห้าปีแห่งการเข้าสู่วงการ (ปี 2003) นั่นก็หมายความว่า ผมจบมัธยมต้นเมื่ออายุสิบห้า ก็ได้กลายเป็นคนที่มีชื่อเสียง แน่นอนในระหว่างนั้นก็มีทั้งเรื่องดีและไม่ดีเกิดขึ้น แต่ว่าในชีวิตของผมนั้นได้ใช้เวลามากมายในการเป็นคนที่มีชื่อเสียง ตอนนี้มันชินไปแล้ว และกลับตรงกันข้าม การมองเรื่องชื่อเสียงเกียรติยศของผมนั้นมันปล่อยวางลงเยอะ มันเหนือคติใดๆทั้นสิ้น สำหรับเรื่องความสำเร็จหรือล้มเหลวนั้น ก็ลดลงไปเยอะแล้วเหมือนกัน
 

7. โหย่วเผิงอยู่ที่จีน

โหย่วเผิงกล่าวว่า หลังจากการพักการเรียนแล้ว เขาเริ่มเปลี่ยนสถานที่งานละคร เปลี่ยนไปอีกเส้นทางหนึ่ง ความสง่างามของการร้องเพลงก่อนหน้านี้นั้นไม่มีอะไรแล้ว ฉะนั้นเขาเองไม่ได้ไปที่นั่นโดยตรง แต่ว่าได้ไปแข่งขันกับคนอื่น แข่งขันเทคนิกการแสดง ก็พึ่งรู้ว่ามันลำบากขนาดไหน แต่ว่านั่นเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ จากการล่องลอยอยู่บนฟ้าหล่นลงมาสู่พื้นดิน ก็ต้องเริ่มนับศูนย์ใหม่ เหมือนกับคนปกติ ผมก็ได้ไปสัมผัสกับความหวานขมของชีวิต

ขณะเดียวกันของช่วงนั้น อาจารย์แซ่ก็เห็นถึงความลำบากของผม และท่าทีของเขานั้นระมัดระวังและมีจิตใจที่รับผิดชอบสูง มันเรียบรู้มาทีละเล็กทีละน้อยจริงๆ และในจีนก็มีเรื่องอะไรแปลกๆอีกเยอะ คนๆหนึ่งจะไปอยู่ที่นั่นเพียงลำพังคนเดียวนั้นมันไม่ง่ายเลย กลายเป็นการไปอยู่ที่นั่นคนเดียวจำเป็นจะต้องปัดกวาดคนเดียว

สิ่งที่โหย่วเผิงเองสัมผัสกับตัวเองนั่นคือ “ฟ้าไม่ปิดทางคน” เริ่มแรกนั้นมันจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ ยังงงเลยว่ามันสามารถผ่านพ้นอดทนมาได้ถึงทุกวันนี้ได้ไง สามารถยืนหยัดต่อไปได้ อีกอย่าง ก็เพราะว่าผมเองไม่มีทางที่จะให้ถอยหลังกลับ”

อาจารย์แซ่ก็กล่าวว่า “ตอนที่เขาจะหันไปลงทุนที่จีนนั้นก็ได้บอกกับฉัน เมืองถี่ลี่ที่จีนนั้นมีคนเยอะมาก เขาได้ตัดสินใจว่าจะไปหาตลาดลงทุนที่นั่น ใจฉันคิดว่า จีนมันใหญ่ขนาดนั้น คุณไปเพียงลำพังคนเดียวมันน่ากลัวขนาดไหน
 

8. ระหว่างละครและดนตรี

โหย่วเผิงกล่าวว่าตอนที่เริ่มก้าวสู่วงการละครนั้น ความนิยมของหนังละครในทีวีนั้นยังสู้ตอนนี้ไม่ได้ ในตอนนั้น ขวัญใจดาราที่ดังนั้นจะเล่นละครก็คงเล่นละครภาพยนตร์ ใครจะไปเล่นละครทีวี? แต่ว่าผมเองก็มีปัญหาของตัวเอง หลังจากพักการเรียนแล้ว การงานก็ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก พูดกันตรงๆ ผมเองก็ไม่มีทางที่จะเดินเหมือนกัน นั่นเป็นทางสุดท้ายของผม ภาพยนตร์นั้นผมเอื้อมไม่ถึง หากว่าละครทีวีก็ยังไม่สามารถที่จะทำได้ งั้นผมเองก็คงจะไม่มีโอกาสอะไรอีกแล้ว

ใช่แล้ว ละครเรื่องแรกก็ได้เล่นองค์หญิงกำมะลอเลย เรื่องนี้เป็นประวัติศาสตร์ของภาพยนต์ เดิมทีก็ดูเหมือนไม่มีหนทางจะเดิน และแล้วก็สามารถเดินผ่านมาแล้ว จะบอกว่าผมมีวิสัยทัศน์ไกลขนาดไหน จะไปต่อสู้ที่จีน แต่ก็ไม่ได้คิดละเอียดถี่ถ้วนขนาดไหน เพียงแต่พึ่งถ่ายละครเหล่านี้แล้วรู้สึกไม่เลว

ต่อจากนี้ประเด่นหนึ่งก็จะหันไปที่คอนเสิร์ตของปีที่แล้ว(2002) “วันที่ 22 มีนาคนของปีที่แล้วผมได้ไปออกคอนเสิร์ตเดี่ยวที่เซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นครั้งแรกของผม นี่เป็นความใฝ่ฝันที่ใหญ่ที่สุดที่ผมก้าวเข้าสู่วงการ ได้ทำคอนเสิร์ตที่เป็นของตัวเอง


งานขนาดนี้นั้น แน่นอนอาจารย์แซ่ก็จะไปร่วม เพื่อจะไปเป็นเกียรติกับนักเรียน “ครั้งนั้นฉันประทับใจมากเลย รู้สึกว่ามีนักเรียนของเราที่เป็นอย่างนี้นั้นมันภูมิใจมากๆเลย แต่ว่าตอนนั้นฉันติดงานในโรงเรียน การจะจัดเวลาช่วงปิดเทอมนั้นมันค่อนข้างยาก ไม่ว่าจะอย่างไรฉันก็จะไป เมื่อก่อนไปที่จีนก็ไม่เคยไปคนเดียว ครั้งนี้ไปคนเดียว วีซ่าก็ยังทำไม่เรียบร้อย ยังจะต้องลงเครื่องที่มาเก๊าแล้วไปขอวีซ่าอีก สุดท้ายก็ไม่ทันเที่ยวบินที่กำหนดไว้ ตอนหลังต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกง แล้วนั่งแท็กซี่รีบไปให้ทัน หลังจากที่ไปถึงที่งาน ก็เลิกงานแล้วก็ทยอยกันออกมา แม้ว่าฉันจะได้ยินทุกคนเล่าว่ามันไม่เลวเลยนะ แม้ฉันจะไปไม่ทัน แต่ก็ได้ยินเสียงสะท้อนจากทุกคน”

ในช่วงเวลานั้น ฉันรู้สึกว่า โอ ไม่ง่ายเลยนะที่เราสามารถมาถึงตรงนี้ได้ ตอนหลังฉันเห็นสภาพที่อิดโรยของเขา เขาทักว่า “อาจารย์ สนุกมากๆแล้วใช่เปล่า ฉันพูดไม่ออกเลย”

“ครั้งนั้น ฉันรู้สึกว่าหลายปีที่เขาเดินผ่านมานั้น เขาเติบโตไปเยอะ อย่างน้อยจากความพยายามของเขา ฉันสามารถที่จะยืนยันได้ เขาเป็นคนที่ไม่อยากเสียหน้า แม้ว่าตัวเองจะเจอความทุกข์อย่างไรก็ตาม จะไม่ให้คนอื่นรับรู้เลย”


โหย่วเผิงกล่าวว่า เขายังจำได้ว่าวันนั้นที่มีงานฉลองงานคอนเสิร์ต อาจารย์ก็เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ดี ท่านได้นั่งโต๊ะเดียวกันกับผม อดไม่ได้ที่อยากจะคุยกัน แต่ว่าข้างๆก็มีเจ้าภาพผู้จัดงานและมีทั้งเจ้านายอยู่ด้วย “แต่ว่านี่ก็เป็นจุดที่น่ารักของอาจารย์ เพราะนั่นเป็นสภาพของการเข้าสังคม อาจารย์ก็ใช้เวลาอย่างนั้น พูดความในใจออกมา ท่านตื้นตันใจมาก ท่านได้พูดหลายประโยคที่กินใจผมมากๆ”

อาจารย์พูดหัวเราะไปด้วย “ตอนหลังเขาหัวเราะฉันมาตลอด แต่ฉันเองก็คิดว่าฉันหอบสังขานไปตั้งไกล หากไม่พูดอะไรหน่อย ก็จะรู้สึกผิดที่เขาซื้อตั๋วเครื่องให้” “จริงๆแล้วนั่นก็เป็นความประทับใจอย่างหนึ่ง”
 
9. อยู่บนเวที ฝันที่เป็นจริง


“ที่จริงการที่จะจัดงานคอนเสิร์ตครั้งนั้นมันไม่ได้ง่าย เริ่มแรก ผมมีความหวังมากๆ พยามยามจะฉวยโอกาสทำ” เวลาสะท้อนช้าลง โหย่วเผิงได้คิดถึงอารมณ์ความรู้สึกของอดีต

“จริงๆแล้วสิ่งที่ผมรักที่สุดคือการร้องเพลง ก่อนที่ผมจะไปแสดงละครนั้น รู้สึกว่านักร้องคนหนึ่งไม่มีเวทีแล้วมันเป็นความรู้สึกที่แสนจะลำบาก หลังจากนั้นไม่ว่าจะแสดงละครอยู่ หรือขับรถอยู่ อาบน้ำอยู่ ผมก็ได้ร้องเพลง มีวันหนึ่ง น้องชายพูดกับผมว่า หากว่าวันหนึ่งคุณมีความสามารถพอก็ให้ออกอัลบั้มหนึ่งซิ คำนี้สกิดใจผมเป็นอย่างมาก ฉะนั้น ตอนหลังหลังจากที่ถ่ายเรื่ององค์หญิงกำมะลอเสร็จแล้วเนี่ย และผ่านไปสองปี มีค่ายเพลงมาติดต่อผม ผมดีใจมาก”

โหย่วเผิงก็ถือโอกาสเล่าประสบการณ์การทำงานในอดีต “ช่วงเสี่ยวหู่ตุ้ยนั้นดีมาก ต่อจากนั้นก็มีการสอบเสร็จแล้วก็รู้สึกดีมาก แต่ตอนที่อยู่มหาลัยจะต้องพักการเรียนไปนั่นเป็นช่วงตกอับของชีวิต ช่วงนี้ประมาณสองสามปีจากนั้นก็ไปแสดงละคร การไปแสดงละครไม่ใช่ว่าไปปุ๊บแล้วดีปั๊บ เป็นการสะสมไปทีละเล็กทีละน้อย แล้วห่างไปอีกสองปี ก็มีโอกาสออกอัลบั้มเพลง ห่างไปอีกสองปี และได้มีโอกาสออกคอนเสิร์ตของตัวเอง จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังมีชีวิตที่ธรรมดา ชีวิตคนเราก็ไม่ต่างจากละครเลย
 
10. ในบ้าน...(คนในครอบครัวกับโหย่วเผิง)


สิบห้าปีที่ผ่านมา อาจารย์แซ่ดูความสัมพันธ์ระหว่างโหย่วเผิงกับคนในครอบครัว “ส่วนใหญ่แล้ว โหย่วเผิงเผชิญกับงานการแสดงเพียงคนเดียว คนทั่วไปก็จะรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่อัธยาศัยดี เหมือนกับไกวๆหู่เลย แต่จริงๆแล้วเขาเหมือนกับลูกคนโต เป็นคนที่มีจุดยืนของตัวเองสูง เขามีอิทธิพลต่อคนในครอบครัวของเขามาก เป็นบ้านที่น่ารัก นิสัยเอนเอียง เขาเป็นคนที่ดูแลคุณแม่ดีมาก

โหย่วเผิงได้ยินแล้วรีบกล่าวว่า “ผมรักคุณแม่มากๆ คนในครอบครัวผมนั้นสนับสนุนผมอย่างเงียบๆ บ้านของเราไม่ได้เป็นตระกูลศิลปินหรือนักแสดงเลย และไม่มีความสัมพันธ์อะไรพิเศษเลย ฉะนั้นคนในบ้านก็ไม่รู้จะช่วยอะไรผม รวมทั้งครอบครัวของผมนั้นก็ไม่ใช่เป็นครอบครัวสุขสันต์มาแต่เกิด ก่อนหน้านี้ก็มีปัญหามากมาย ก่อนหน้านี้ก็เคยต่างคนต่างอยู่คนละทิศละทาง สี่คนก็อยู่กันสี่ที่ มันเกิดขึ้นช่วงเวลาที่ผมจะไปแสดงละครอีกด้วย ตอนนั้นเรื่องการเรียนก็มีปัญหา การงานก็มีปัญหา ครอบครัวก็มีปัญหาอีกด้วย สภาพย่ำแย่มากๆ โหย่วเผิงก็ยังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อแม่ “จริงๆแล้วแต่เด็กผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่รักการเรียน สิ่งที่ฝังใจผมคือความลำเอียงของพ่อแม่ น้องชายอายุน้อยกว่าผมหกปี เรียนโรงเรียนที่มีระดับ แต่ว่าเขาเป็นคนที่ไม่ใส่ใจในการเรียนเลย ตอนผมเรียน ม.1, ม.2 นั้น เขาเรียนประถมปีที่ 2 แม่มักจะทำการบ้านด้วยกันกับเขา ตอนเด็กบ้านเราก็ใช่ว่ารวย พวกเราทำการบ้านในห้องเดียวกัน โต๊ะทำการบ้านก็จะเป็นแบบหลังชนกัน และน้องชายจะอ่านหนังสือเสียงดังมาก”

“ช่วง ม.2 นั้นผมพึ่งย้ายโรงเรียน ผลการเรียนนั้นมันดีกว่าที่ผมคิดไว้ การสอบหรือเก็บคะแนนวิชาคณิตแต่ละครั้งนั้นผมจะได้หนึ่งร้อยคะแนนเต็มทั้งเทอมเลย คุณลองคิดดูว่าตัวผมเป็นอย่างไร”

โหย่วเผิงหวนคิดตัวเองในสมัยก่อน แล้วหัวเราะออกมาดังๆ “เรียกร้องตัวเองมากขนาดนี้ แต่ว่าคุณแม่ไม่เคยมาใส่ใจในการเรียนผมเลย เพราะบางครั้งหลังจากที่เรียนแล้ว ก็อยากจะให้ใครคนหนึ่งมาช่วยทบทวนให้หน่อย แต่ว่าแม่ผมไม่เคยสนใจผมเลย ท่านสนใจแต่ทบทวนให้น้องชาย ทั้งยังเสียงดังมากด้วย ครั้งหนึ่งผมบอกว่าเสียงพวกคุณรบกวนผมในการอ่านหนังสือ ท่านตอบกลับมาคำหนึ่ง เป็นคำที่ตลอดชีวิตนี้ผมไม่ลืมเลย “เพราะเธอไม่ตั้งใจเอง เธอถึงได้ยินเสียงของพวกเรา หากว่าคนคนหนึ่งตั้งใจแล้วก็จะไม่ได้ยินเสียงคนอื่น” เมื่อผมนึกขึ้นมาได้ก็รู้สึกตลกเหมือนกัน


อาจารย์แซ่ฟังแล้วพูดอย่างหัวเราะว่า “เพราะคุณไม่จำเป็นต้องให้ท่านกังวลนี่”

โหย่วเผิงเข้าใจถึงความหมายของอาจารย์แซ่ พยักหน้าเห็นด้วยกับท่าน กล่าวว่า “ก็ถูกนะ แม่ผมบอกว่าลูกสองคนนิสัยก็สองแบบ วิธีการดูแลก็ไม่เหมือนกันแน่นอน แต่ผมนั้นกลับไม่เข้าใจความรู้สึกของแม่เลย”โหย่วเผิงก็ได้พูดต่อ “จริงๆแล้วเมื่อก่อนผมไม่มีเพื่อนเลย เหตุเพราะหน้าที่การงาน แต่ปกติแล้ว ผมเองก็ไม่ได้เป็นพวกเกิดมาก็รู้ไปหมดเลย ก็เหมือนกับผมต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะเข้าใจถึงความลำบากของพ่อแม่ สำหรับตัวเขาเองอาจดูเหมือนช้า ความสัมพันธ์กับเพื่อนก็เหมือนกัน”

อาจารย์แซ่เข้าใจว่าโหย่วเผิงไม่ค่อยมีเพื่อนนั้น ปัญหาคือเวลาของเขา “โหย่วเผิงนั้นต้องเป็นไปตามเวลา ตัวเขาที่ยุ่งอย่างนี้ มันไม่มีเวลามาคบหาเพื่อนเลย นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เขาทุ่มเท เพื่อนต่างอาชีพนั้นก็ยากที่จะไปเข้าใจความรู้สึกในชีวิตของเขา คนปกติอย่างพวกเราก็รู้ดีกว่า การมีเพื่อนรู้ใจสองสามคนนั้นสำคัญมาก มีอะไรก็พูดได้หมดเปลือก ไม่ต้องกังวลว่าเขาจะไปเล่าให้ใครฟัง อย่างเขานั้น จนถึงวันนี้ก็ยังมาหาฉันยังดีที่เพื่อนของเขาไม่เยอะ”.
 
11.หวนอดีตแล้วจะทำให้บุคลิกน่ารักขึ้น


โหย่วเผิงกล่าว “ ผมรักอดีตและชอบปัจจุบัน ในใจนั้นมีความดื้อดึงหลายอย่าง ชื่นชอบอะไรในอดีตมากมาย และสิ่งใหม่ๆด้วย หลายปีนี้ รักมากที่จะใช้เวลากับครอบครัว สามารถกินข้าวกับพวกเขาอย่างง่ายๆ ในใจก็เกิดความสุขมากๆ”

อาจารย์แซ่ฟังโหย่วเผิงพูดอย่างนี้แล้ว ก็ได้ออกความเห็นของตัวเอง “นี่มีความเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของเขามาก เพราะว่าคุณนั้นไปๆมาๆตลอด วันเวลาที่ไปๆมาๆนั้นก็ทำให้คนเราไม่มีความรู้ผูกพันกับที่ บางอย่างนั้นเมื่ออยู่ที่นั่นนานๆก็จะเกิดการรักห่วง จริงๆแล้วตอนนี้ก็ยังมีกำลัง เมื่อก่อนคิดแต่จะบีนขึ้นให้สูงๆอย่างเดียว ทำให้ชีวิตแทบจะไปไม่รอด ยังจะมีเวลาคบเพื่อนได้ที่ไหนกัน? และตอนนี้ก็เป็นช่วงที่มีความแน่นอนแล้ว แล้วก็ค่อยๆเห็นความสำคัญกับสิ่งที่คนอื่นดีต่อคุณ นี่เป็นการเติบโต”


ตัวโหย่วเผิงเองก็เข้าใจว่า การไปๆมาๆของเขานั้นมันส่งผลต่ออารมณ์นิสัยของเขามาก เมื่อก่อนเขาเป็นคนที่ชอบพึ่งแต่คนอื่น พึ่งอาจารย์ พึ่งเพื่อนๆ ตอนหลังก็เริ่มที่จะขัดเกลานิสัยของตัวเอง “นี่ก็เป็นสิ่งที่ขัดเกลาผมให้รู้ว่าทำอย่างไรถึงจะคิดให้ตก ขณะที่ผมทำงานอยู่ข้างนอก ไม่มีใครที่จะให้ระบาย จนทำให้ผมไปทำใจเอง ฉะนั้นผมเองก็มีสูตรของตัวเองให้ตัวเองคิดตกทำใจได้ มันมีความสุขมากๆ จากนั้นก็เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านความคิด ด้านอารมณ์ ด้านการงาน มันกลายเป็นความเป็นตัวของตัวเองไปแล้ว ตัวคนเดียวก็สามารถที่จะอยู่อย่างมีความสุข อิสระ”

“เมื่อก่อนอาจารย์ก็มักจะเห็นผมแย่อยู่บ่อยๆ จากการขัดเกลามานานปี มันถึงสามารถเป็นอย่างปัจจุบันที่เป็นอยู่อย่างนี้ ตอนนี้ก็ไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะเจอสภาพอย่างไรก็ทนอยู่ได้แล้ว”

อาจารย์แซ่เห็นถึงการโตเป็นผู้ใหญ่ของโหย่วเผิง “สองสามปีมานี้ ฉันเองก็สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของเขา ความสัมพันธ์เมื่อก่อนนั้น ก็คือเขามาขอคำปรึกษาเรื่องต่างๆ แต่ว่าตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว ตอนนี้หากว่าคนแก่อย่างฉันมีปัญหาอะไร ก็สามารถไปถามความคิดเห็นของเขาว่าเขาคิดอย่างไร จริงๆนะ ทำให้ฉันสัมผัสได้เลยว่าเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

“ความผูกพันของเรานั้นมันเรียบๆ ฉันรู้สึกว่านี่อาจเพราะวาสนาเรา”
 
12. การพลิกผันแค่เสี่ยวนาที ก็สามารถอยู่อย่างอิสระ


ได้ผ่านประสบการณ์การงานมาเยอะแล้ว โหย่วเผิงก็ได้แบ่งปันถึงวิธีการในการเผชิญกับปัญหา “ผมรู้สึกว่า มีหลายสิ่งนั้นคนเราไปเป็นทุกข์เป็นร้อนเอง คนเรานั้นมีอารมณ์มากมาย ล้วนเป็นการหาเหาใส่หัวเอง ยกตัวอย่าง วันนี้โมโหจากที่ทำงาน พวกเราอาจยิ่งคิดยิ่งโมโห เดิมทีนั้นเป็นความผิดแค่อย่างเดียวเอง แต่ว่าจะหาให้ได้ สามารถที่จะหาความผิดของคนอื่นเพิ่มเป็นสิบเลย มองเขาแล้วนับความผิดตั้งแต่หนึ่งถึงสิบ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เราคิดออกมาเองหรือ ความเป็นจริงแล้ว มีเรื่องอะไรมากมายที่ให้ไปคิดเล็กคิดน้อยหรือ มุมมองของผมในตอนนี้คือมองคนอื่นในแง่ดี หากช่วยคนอื่นได้ก็ช่วย คิดเผื่อคนอื่น คิดเสียว่าเขาคงไม่มีเจตนาอย่างนี้ หรือว่าวันนี้อารมณ์ของเขานั้นไม่ดีหรือเปล่า หรือว่าเขางานยุ่งหรือเปล่า สามารถที่จะย้อนถามตัวเอง ตัวเองก็เคยเป็นอย่างนี้หรือเปล่า และความจำผมไม่ค่อยดีด้วย แป๊ปเดียวก็ลืมแล้ว”

หลายเรื่องนั้นล้วนเป็นคนเราคิดมากไป ทำให้เรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ อย่าทำอย่างนี้เด็ดขาด ผมรู้สึกว่าผมได้รับอิทธิพลความคิดจากพุทธศาสนามาเยอะมาก”

อาจารย์แซ่นั่งฟังอยู่ข้างๆแล้วพูดว่า “นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่เขาไม่เป็นเหมือนกับคนทั่วไป หากว่าเขาไปทำงานอยู่กับที่ใดที่หนึ่ง เจอกับผู้ร่วมงานทุกวัน ไม่คิดก็ไม่ได้ แต่ว่าการย้ายไปมาของเขานั้นสามารถพูดได้อีกช่วงหนึ่ง”
“แน่นอน ลักษณะนิสัยส่วนตัวของโหย่วเผิงนั้นจะซื่อๆ บวกกับสภาพแวดล้อมของเขาด้วย เขาสามารถทำงานหลายอย่างโดยไม่คิดเล็กคิดน้อย”


โหย่วเผิงกล่าวว่า สิบห้าปีที่ผ่านมานั้น สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การสะสมทำอัลบั้มเพลงของตัวเองมากน้อยแค่ไหน หรือว่าตอนนี้แสดงหนังได้เยี่ยมขนาดไหน “ผมรู้สึกว่าสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดของผมคือสวรรค์ได้ให้ปราชญาในการทำงานที่ดี ทำให้ผมมีชีวิตที่ดีมาจนถึงวันนี้ได้ เส้นทางชีวิตนี้ไม่ได้เดินมาโดยเปล่าประโยชน์”

พูดถึงสภาพจิตใจในตอนนี้นั้น โหย่วเผิงก็ยังรู้สึกว่าการงานนั้นสำคัญที่สุด “การสะสมเงินสามารถให้คุณได้รับความอิสระ จริงๆ คนเราของเพียงมีเงิน เรื่องหลายเรื่องก็จะง่ายขึ้น ผมเองเป็นคนที่ชอบความอิสระ ถูกความรักมาผูกมัด ตอนนี้ก็ยังรู้สึกไม่ค่อยชอบเลย ผมไม่ชอบที่จะไปเรียกร้องเรื่องต่างๆ เวลามีความรัก คุณจะรู้สึกถูกจำกัดอะไรอย่างนั้น คุณจำต้องไปโหยหาความรู้สึกอะไรบางอย่าง ผมเกลียดกับการไปโหยหาความรู้สึกอะไรอย่างนั้น ผมยอมที่จะไม่เอา ผมจะรู้สึกว่าผมไม่มีอิสระ ความอิสระเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผม “พูดจากปัจจุบันแล้ว ผมก็ยังจะถนอมสิ่งที่ได้จากการทำงาน ขอทำงานให้ดีๆก่อน หลังจากนั้นผมก็ยังคิดที่จะไปเรียน สิ่งที่ไม่มีเงินไปทำในอดีต อนาคตก็จะต้องไปทำ
 
13. ความสัมพันธ์หนึ่งเดียวระหว่างอาจารย์กับนักเรียน


พูดถึงโหย่วเผิงที่ตอนมีสถานภาพที่เป็นนักเรียนนั้น “แน่นอนหนึ่งเดียวเท่านั้น” “ โหย่วเผิงเขาเป็นคนที่พิเศษมาก ฉันก็ยอมที่จะให้เวลากับเขา ฉะนั้นการติดต่อพูดคุยของเราเลยไม่มีอะไรขวาง นี่ก็สามารถเป็นเครื่องยืนยันได้ มองชีวิตที่เติบโตของคนหนุ่มคนหนึ่ง ร่วมเดินไปกับเขา ฉันเข้าใจว่าความรู้สึกนี้นั้นยอดเยี่ยมมาก”

“ความพิเศษของโหย่วเผิงคือ โลกส่วนตัวของเขานั้นฉันเองไม่เข้าใจ นักเรียนคนอื่น พวกเราก็สามารถทายออก สำหรับฉันแล้ว เขานั้นเป็นเหมือนกับหน้าต่างอีกบานหนึ่ง เขาจะพูดเรื่องราวเกี่ยวกับวงการศิลปินให้ฟัง มุมมองสำหรับประสบการณ์ของฉันแล้ว สิ่งเหล่านั้นที่เขาเล่านั้นล้วนเป็นสิ่งใหม่ ฉะนั้นพวกเราเป็นทั้งนักเรียนกับศิษย์และเพื่อนกับเพื่อน ยิ่งกว่านั้นในหลายปีนี้ เมื่อเขาเติบโต บางครั้งที่ฉันเจอปัญหาหรืออุปสรรค์ ความคิดเห็นที่เขาให้กับฉันนั้นมีคุณค่ามาก”

“สำหรับฉันแล้ว เดิมทีก็คิดว่าเป็นการเป็นเพื่อนกับเด็กนักเรียนพิเศษคนหนึ่ง แต่ตอนหลังมากลับเป็นว่าฉันมีเพื่อนที่พิเศษคนหนึ่ง”

พูดถึงจุดนี้แล้ว โหย่วเผิงก็ได้เปิดเผยถึงทำไมถึงต้องมาพูดคุยกับอาจารย์แซ่ที่นี่ “หนังสือเล่นนี้ตั้งใจจะมอบให้อาจารย์ อาจารย์มาที่โรงเรียนเจี้ยนจงตอนผมอยู่ ม.5 ปีหน้าท่านก็จะเกษียณ์แล้ว หวังว่าหนังสือเล่นนี้จะเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่อาจารย์เคยสอนเรา เริ่มตั้งแต่ที่ท่านเข้ามาที่เจี้ยนจงจนถึงวันนี้”

หลังจากการพูดคุยกันเสร็จแล้ว ทุกคนก็ได้เดินออกจากห้องให้คำปรึกษา ในโรงเรียน นักเรียนรุ่นน้องของโหย่วเผิงก็ได้เริ่มเปิดเทอมช่วงซัมเมอร์ เดินไปๆ ก็มีเสียงมาจากทางสนามบาส เป็นเสียงหนุ่มสาวที่ดังมา
 
14. ไกวๆหู่ที่ฉันรู้จัก

หลังจากที่ได้เข้าสู่วงเสี่ยวหู่ตุ้ยแล้ว โหย่วเผิงกับฉายาไกวๆหู่นั้นเสมือนมีเครื่องหมายเท่ากับประกอบอยู่ และแน่ใจแล้วว่าต่อไปเขาจะเป็นบุคคลที่สื่อจะต้องหันไปให้ความสนใจ ไม่ว่าในอดีตที่เขาสอบเข้ามหาลัยที่มีชื่อเสียงอย่าง ไถต้า(มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน) ด้วยมีฐานะเป็นนักร้องขวัญใจก็ตาม หรือว่าได้ตัดสินไปบินเดี่ยว มุ่งเข้าสู่ค่ายเซียงหงที่ไม่คุ้นเคย หรือแม้กระทั่งตัดสิ้นใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะพักการเรียน ไปเรียนต่อที่อังกฤษตามลำพัง ไกวๆหู่คนนี้ดูเหมือนนิ่งๆอยู่ แต่เมื่อดิ้นแล้วทำให้หลายฝ่ายทึ่งงงเหมือนกัน แน่นอนครั้งนี้ไกวๆหู่อย่างโหย่วเผิงจะมีหนังสือของเขาออกมาแล้ว ผมคิดว่า หรือว่าไม่ว่าจะเป็นนิตยาสารหรือหนังสือต่างๆนั้นก็จะเป็นหัวข้อประเด็นร้อนในเรื่องของเขา


เข้าสู่ (สำนักพิมพ์หมินเซิง) ได้ทำงานในตำแหน่งผู้สื่อข่าวสามปี และได้รับงานเกี่ยวกับการหาข่าวประเภทเพลง โหย่วเผิงที่มีแฟนเพลงนับหมื่นนับแสนนั้นได้กลายเป็นบุคคลสำคัญหรือประเด็นร้อนของข่าว ผมตลอด และโดยเหตุที่จะต้องวิ่งตามเขาเพื่อจะเสนอข่าวใหม่ๆนั้น ทำให้ผมยิ่งได้เห็นถึงโหย่วเผิงที่หลังจากลงจากเวทีที่มีที่สง่างามแล้ว ชีวิตส่วนตัวอีกด้านหนึ่งเขาก็ยังมีความกลุ้มอยู่ จริงๆแล้ว การเป็นไกวๆหู่นั้นไม่ใช่ว่าจะต้องอ่านแต่หนังสือ ทำทุกอย่างตามระเบียบและรักษาระเบียบแบบแผนอะไรอย่างนั้น เขาสามารถจะเป็นคนหนึ่งที่ชอบดูการ์ตูน ชอบเล่นคอมและเล่นบาสในการใช้เวลาส่วนตัวอย่างเด็กผู้ชาย และยังสามารถเป็นแฟนเพลงที่บ้าคลั่งของมาดอนน่าก็ได้ แต่ว่าเบื้องหลังชีวิตแล้ว เขาจะต้องมีการทุ่มเทมากกว่าคนอื่นๆถึงสองเท่า ในการไปแลกกับการยอมรับเข้าใจจากสังคม

ความพยายามที่จะให้ความจริงใจของตัวเองในการลบภาพลักษณ์ของเหล่าดาราที่ใส่หน้ากากนั้น วันนี้เมื่อโหย่วเผิงได้มาเจอผม เขาก็ไม่ต้องใช้ยุทธศาสตร์แบบที่ศิลปินไปเจอกับนักข่าวโดยการวางฟอร์มอย่างนั้นมาใช้กับผม และผมเองก็ได้ให้คำแนะนำเขามาตลอดว่า ควรจะใช้เวลามากหน่อยในการทำมาหากินด้วยการขีดๆเขียนๆ เพราะผมรู้สึกว่าชีวิตหลังเวทีของเขานั้น แม้ในกระดูกจะมีความกลัดกลุ้มอยู่ แต่ในตัวเขานั้นยังมีสปิรีทในการสู้ต่อ หากว่าใช้ในจุดนี้ของเขาแล้วเอาปากกาเขียนความรู้สึกข้างในออกมา เชื่อว่าทางค่ายเพลงคงไม่ต้องไปเหนื่อยยากมากมายในการที่จะให้ทุกคนรู้จักเขา โหย่วเผิงนั้นไม่ใช่เป็นเสือกระดาษ รู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นเขาได้เริ่มก้าวแรกในการจดบันทึกชีวิตประจำวันของตัวเองลงสมุดบันทึก หวังว่านี่เป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุด



เมื่อได้อ่าน(ซินซุนเตอฉางสั่ว)ที่เขาได้เขียนจนหมดแล้ว สำหรับชายราศีกันย์ไกวๆหู่อย่างโหย่วเผิงแล้ว หลังจากที่ผมอ่านแล้วมีความรู้สึกว่า ในความดีใจยินดีนั้นยังมีความเจ็บใจปนอยู่ เพราะในเนื้อหานั้น ไม่เพียงแต่ได้เห็นถึงการกลับสู่ความเป็นตัวเองของเขา ได้เอาเรื่องราวอดีตตอนที่ก้าวเข้าสู่โรงเรียนเจี้ยนจง และในการปรับความสมดุลย์ของสภาพจิตใจที่ตัวเองเป็นทั้งศิลปินและนักเรียน บวกกับการมีชัยชนะเหนืออุปสรรคการเรียน และประสบการณ์เส้นทางอันคับแคบในการสอบเข้ามหาลัย และการเข้าสู่วงการบันเทิงซึ่งทั้งหมดนี้เขาได้เปิดเผยออกมาอย่างหมดเปลือก ยังสังเกตเห็นถึงคำพูดที่เบื่อหน่ายของเขา โดยเฉพาะในช่วงที่ทุกสายตาเพ่งไปที่เขา ชายหนุ่มที่มีเสียงปรบมือต้อนรับเขาแล้ว เขาก็ต้องเผชิญกับสภาพการณ์ที่ปลาอยู่ในมือหมี เขานั้นต้องอดทดเสียความสุขที่คนธรรมดาได้รับนั้นไปช่วงหนึ่ง ก็เหมือนกับหนังสือเขียนข้อความระลึกของผู้ที่จบจากโรงเรียนไป ก็มักจะมีรูปภาพของเพื่อนๆที่สนุกสนานมาติดไว้ แต่ว่ารูปถ่ายต่างที่ที่สนุกสนานของนักเรียนนั้นไม่มีตัวโหย่วเผิงปรากฏเลย เพราะว่าเขาไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมเลย

ผมไม่ชอบเลยที่คนเราชอบคิดว่าขวัญใจศิลปินนั้นไม่มีความอยากไม่มีความต้องการเสมือนเทพ จริงๆศิลปินต่างๆนั้นล้วนเป็นมนุษย์ธรรมดา เมื่อเจออุปสรรคและความกดดันแล้ว โดยเฉพาะขณะที่อารมณ์ไม่ดีนั้น พวกเขาก็จะมีการร้องไห้ แต่ว่าพวกเขาคงไม่มีความโชคดีเหมือนกับคนทั่วไป ที่สามารถระบายออกมาได้อย่างไม่ต้องกังวลใคร ในขณะเดียวกันก็ยังมีประเภทที่คุยได้ทุกเรื่อง หรือว่า นี่จะเป็นความเศร้าของคนที่เป็นคนสาธารณะชน

ดูจากการมุ่งมานะฝ่าฟันในการสอบของไกวๆหู่สุดท้ายนำมาซึ่งชัยชนะ สำหรับคนที่เคยสอบเข้ามหาลัยนั้น เวลานี้ใบหน้าของเขาคงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และศิลปินขวัญใจนั้นก็ได้โตมาอย่างนี้นี่เอง สำหรับคนที่ไม่รู้รสชาติของการสอบเข้าแล้ว ผมคิดว่า เมื่อได้อ่านเรื่องราวในใจของโหย่วเผิงแล้ว เขาก็สามารถจะมาเป็นอุทาหรณ์สอนใจได้ เหมือนกับโหย่วเผิงเคยกล่าวไว้

“ไม่มีอะไรต้องเรียกร้อง แต่กับสามารถตั้งใจได้” การต้องเข้าสอบเพื่อเลื่อนชั้น หรือการเรียนต่อนั้นเป็นสิ่งที่นักเรียนไต้หวันหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ทำไมต้องไปเครียดเกินเหตุ เอาความกล้าหาญไปสู้กับมัน “ไกวๆหู่สามารถทำได้ แล้วใยคุณถึงไม่ลองดูล่ะ เชื่อว่าความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น คุณทำได้เมื่อถึงวันนั้น
 
15. คำนำ



ตอนแรกทางสำนักพิมพ์หาผมให้เขียนหนังสือ "ซิงซุนเตอฉางสั่ว" เล่มนี้นั้น ใจมันคิดไม่ถึงจริงๆ หวนคิดถึงหลายปีที่ผ่านมานั้น มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย

จากนักร้องที่ยังเป็นนักเรียนอยู่ แค่พริบตาเดียวก็ได้กลายเป็นศิลปินที่ทุกหนแห่งก็เป็นบ้าน ชีวิตนักเรียนนั้น จริงๆแล้วมันห่างผมไกลมากๆ แต่ว่าช่วงหลายปีมานี้ ก็ยังมีคนที่เอาหนังสือเล่มนี้มาให้ผมช่วยเซ็นต์ชื่อไม่น้อยเลย จากปากของพวกเขา ให้ผมรู้ว่า หนังสือเล่มนี้นั้นก็ยังอยู่กับนักเรียนที่คล้ายๆผมนั้นไม่น้อยเลย ที่ได้ผ่านวันเวลาที่ปวดร้าวไป

แม้ว่ารูปแบบการสอบเข้ามหาลัยนั้นจะเปลี่ยนไป แต่ว่าเพื่อการสอบทั้งเล็กๆใหญ่ๆ จะมีความรู้สึกที่ไม่อยากกินไม่อยากดื่มเลย ฉะนั้นแม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะสื่อถึงช่วงหนึ่งของชีวิตผม แต่ก็จะเป็นกำลังใจให้คุณเล็กๆน้อยๆได้ หรือว่าจะเป็นความรู้สึกที่ร่วมด้วย หรือว่าจะเป็นการระลึกถึงช่วงหนึ่งของวัยรุ่น นั่นก็คุ้มค่าแล้วล่ะ
 
16. ลำดับโดยอาจารย์แซ่



เป็นผู้สังเกตุการณ์ของคนคนหนึ่งนั้น เวลาสิบห้าปีนั้นก็ไม่นับว่ายาวนาน ยิ่งกว่านั้นกับศิลปินที่ไม่ได้เป็นญาติกันแล้ว การมีวาสนาอย่างนี้นั้น คงไม่ใช่ความบังเอิญมั้ง

“เสี่ยวหู่ตุ้ย”ได้ดังระเบิดขึ้นในช่วงพริบตา เขามีฉายาว่าไกวๆหู่และได้เป็นขวัญใจวัยรุ่นอย่างเหมาะสม หลังจากที่เป็นศิลปินชื่อดังแล้ว ขณะที่เขากลับมาสู่การเป็นนักเรียนนั้น ก็ยังเป็นนักเรียนที่เท่าเทียมกับคนอื่นเหมือนเดิม จากการมุ่งมั่นของตัวเอง ได้ผ่านการทดสอบในการสอบ จนได้เข้ามหาลัยไต้หวันอย่างสมหวัง และยิ่งทำให้เขากลายเป็นแบบอย่างของคนมากมายอีกด้วย

หากว่าเมื่อคุณสอบเข้าที่ไทต้าแล้ว จากนี้ไปชีวิตก็มีแต่ความสุข แต่ว่าการหยุดเรียนกระทันหันของเขา แล้วก็ได้กลายเป็นประเด็นร้อนในไต้หวัน ทำให้จิตใจของหลายๆคนตะลึง

เลือกทางที่ตัวเองจะเดิน กล้าเผชิญกับตัวเอง มันจะต้องใช้ความกล้าขนาดไหน

ปล่อยตามโชคชะตา โหย่วเผิงที่ฉันเห็น ง่ายๆ ตามอารมณ์กล้าผจญ กระหายความชนะ โดดเดี่ยว เขาได้นำสิ่งเหล่านี้ไปท่องในวงการบันเทิง ไม่รู้ว่าจะทำให้คนอื่นไม่ไว้ใจหรือเปล่า

ยืนหยัด กล้าหาญ สัตย์ซื่อ มานะ มีความรับผิดชอบ ยังมีปล่อยตามชะตาชีวิต ขณะที่เขามีโอกาสนั้น ก็สามารถยึดมันไว้สิ่งนี้ก็จะเป็นที่ประทับใจและความเลื่อมใสของคนอื่น

จากการที่เราได้เจอกันครั้งล่าสุดนั้น ดูจากการเข้าสังคมของเขาที่เป็นผู้ใหญ่ หนักแน่น ไม่สับสน บอบบาง อ่อนไหวเหมือนอดีตแล้ว

หนังสือเล่มนี้ที่พิมพ์ครั้งแล้วครั้งเล่านี้ เคยเคียงข้างกับนักเรียนที่จะสอบและเหมือนกับเขาอย่างประสพผล บอกให้กับพวกเขาว่ามีความกดดันในจิตใจอะไรบ้างที่พวกเขาจะต้องเจอ รวมทั้งนักเรียนเตรียมสอบนั้นจะต้องทุ่มเทและมุ่งหน้าอย่างไร เพียงแต่มีวันสอบเท่านั้น ประสบการณ์เหล่านี้นั้นล้วนมีคุณค่ามากๆ

ขอบใจนักเรียนคนเป็นเพื่อนด้วยคนนี้ เอาเวลาที่เราเคยอยู่เคียงข้างอันสั้นนี้สามารถนำเขาไปสู่ความเป็นอยู่ปัจจุบันของเขา คนที่เขาเคยเคียงข้างนั้นนับไม่ถ้วน สำหรับฉันแล้ว นี่เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง

### จบบริบูรณ์ ###


Copyright © 2010 baansuyoupeng.com